NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: การระบุข้อหาในทางอาญา ที่กล่าวอ้างว่า บุคคลที่ถูกระบุว่า เป็น คนร้าย ผู้ที่รัฐหน  (Read 27 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3815
           การระบุข้อหาในทางอาญา ที่กล่าวอ้างว่า บุคคลที่ถูกระบุว่า เป็น คนร้าย ผู้ที่รัฐหนึ่ง ซึ่งเป็น รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา การส่งผู้ร้ายข้ามแดน“ ต้องการ ให้ทำการส่งตัว “เป็นคนร้ายข้ามแดน” แต่ปรากฏว่า ในหนังสือ ที่ขอตัว “คนร้ายข้ามแดน” ที่ส่งแก่รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งนั้น

ข้อหาในทางอาญา ที่ร้ายแรง ดังระบุไว้ ในหนังสือดังกล่าว เป็น ข้อหาในทางอาญาร้ายแรง ที่ไม่มีการระบุ และ บัญญัติไว้ใน “สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน” หรือ ที่มีบัญญัติระบุไว้ แต่ ไม่ตรงกับ ที่มีมัญญัติไว้ใน “สนธิสญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ที่เป็นพันธกรณี ผูกพันกัน ในระหว่างคู่สนธิสัญญา


เมื่อมีเหตุดั่งนี้แล้ว เกิดขึ้น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในระหว่างรัฐทั้งสอง ที่เป็นคู่ภาคีสนธิสัญญา ที่กล่าวถึงนี้ ย่อมตกไป การส่งคนร้ายข้ามแดน ย่อม เกิด มีขึ้นไม่ได้ ตามทฤษฎี ในทางกฎหมาย ที่เรียกตัวเองว่า “The Specialty Doctrine”

นอกจากนี้ การทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็ดี การส่งคนร้ายข้ามแดน ที่มีการขอตัวคนร้ายกัน ในระหว่างคู่สนธิสัญญา ในเวลาหลังจากปี ค.ศ. 1984 เป็นต้นมา จวบจนเวลาในปัจจุบัน ที่เป็นผลมาจาก “การทำสงคราม กับ ผู้ก่อการร้าย หรือ ในเหตุการณ์ 911”

ของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดเหตุ ในทางกฎหมายของ “การส่งตัวคนร้ายข้ามแดน” ที่เรียกว่า “Extraordinary or Extra – Territorial Execution event in the Extradition or in the Rendition” คืออะไร? วันนี้ เรา จะ มาว่ากัน ต่อ ให้จบ ในเรื่อง การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ข้อที่ ๑. สื่อในประเทศไทย หรือ ประชาชนคนไทย ต้อง ทำตัว ตามสบาย อย่าไปเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อท่าน ได้ยิน ได้ฟังข่าวมา เกี่ยวกับ เรื่องคนดัง ที่จะถูก รัฐไทย ขอตัว เป็น “คนร้ายข้ามแดน” มา เพื่อพิจารณาโทษ ในประเทศไทย และ ให้รับโทษฑัณฑ์ทางอาญาตามคำพิพากษาของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของ นักการเมือง ที่มีอยู่เพียง ศาลเดียวในโลกนี้

ข้อที่ ๒. เรื่องที่รัฐ หรือ ประเทศไทย ไปขอตัว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ แม้แต่ (พ.ต.ท.) คุณทักษิณ ชินวัตร จากประเทศสหราชอาณาจักร หรือ ประเทศอังกฤษ หรือ United Kingdom, UK ให้เป็นคนร้าย เพื่อการส่งตัว ตามสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน ในระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศสหราชอาณาจักร ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่มีต่อกัน เป็น เรื่อง ที่เป็นไปไม่ได้ หรือ ไกลเกินกว่า ที่จะฝัน ให้เป็น จริงได้

ข้อที่ ๓. ทั้งนี้ ก็เพราะหัวข้อ ที่ผม เขียนจ่อ เป็น หัวเรื่องของ บทความในวันนี้ และเกริ่น นำมา ตั้งแต่ ในวันวานนี้ เอาไว้ ก็เป็น ที่แจ้งชัดอยู่ในตัวว่า เป็น เรื่อง ที่เป็นไป ไม่ได้เลย ที่ต้องเขียนให้ความกระจ่าง ในข้อกฎหมายระหว่างประเทศ แก่ พ่อแม่ พี่น้องคนไทยมา โดยตลอด อาจ ไม่ถูกใจ ผู้อ่านทุกคน หรือ บางคน

ข้อที่ ๔. ไม่ได้หมายความว่า ผมมี “อคติ” กับ “ท่านผู้นำ” จนต้องหา เรื่อง มาตำหนิกัน ในทุกๆเรื่อง ก็หาไม่ ขอ โปรด อย่าได้คิด เช่นนั้น เพราะ ความเห็นในทางกฎหมาย ที่เป็น เชิงวิชาการ จริงๆ ย่อม ต้องมี หลายมุมมอง ที่ต้องเป็นไปตามกาลเวลา ที่ถูกต้อง ทันสมัย และ ที่ไม่ถูกต้อง ตามกาล และ สมัย เพราะ “เวลา” ได้แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว ประเทศไทย และ คนไทย ในประเทศนี้ ไม่ ควรสร้าง ระบบกฎหมาย “บ้องตื้น” ขึ้นมาใช้ เพื่อให้โลก หัวเราะ เยาะเย้ย ถากถาง ตัวเรา นี่เป็น สิทธิของ คนไทยถึง 100% ที่จะพึงมี พึงได้รับ

ข้อที่ ๕. ในเรื่องของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็เช่นกัน นอกจาก จะต้องมี ทฤษฎีกฎหมายในเรื่อง The Specialty Doctrines เป็น ข้อห้ามปฏิบัติ โดยไม่มีข้อยกเว้นในทุกๆกรณีแล้ว หลักคิดของ ข้อกฎหมาย ในทฤษฎีนี้ ได้ขยายความ ออกมา อย่างกว้างขวางกลายเป็น ก้างขวางคอ


ข้อที่ ๖. กระทรวงการต่างประเทศ และ นักวิชาการ “บ้องตื้น” ฝ่ายขวาตกขอบ อย่างจังของ ไทย ขออภัย ที่ต้องกล่าวถึง ในเรื่องนี้ เพราะ คนไทย จะหนึ่งคน หรือ หลายร้อยหลายหมื่น หลายล้านคน ที่มีความคิดแผลงๆ ในข้อกฎหมาย ในเรื่อง ที่กำลังกล่าวขวัญอยู่นี้ ควรพึงต้อง เป็น ผู้ถูกตำหนิ เพราะ นำกฎหมาย มาใช้ แบบสุ่มสี่ สุ่มห้า ไม่ดูตาม้าตาเรือ และ คิดว่า คนไทย “มันโง่ ไปทุกๆคน”

ข้อที่ ๗. ในหลักทางทฤษฎีกฎหมาย ที่เรียกว่า “The Specialty Doctrine” ที่มีที่ใช้อยู่ในหมวด กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ International Law ได้ อุบัติ ขึ้นมา เพื่อใช้กำกับอย่างเคร่งครัด ในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ชนิด ที่มีการตีความ และ ขยายความ ออกไป อย่างกว้าง เหมือนน้ำในมหาสมุทร

ข้อที่ ๘. ประเทศอังกฤษก็ดี ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศชั้นนำ ในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ในหมวดนี้ ก็ยังถูก ทฤษฎีกฎหมาย The Specialty Doctrines บดขยี้ ในข้อกฎหมายของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจนส่งตัวคนร้าย ในข้อหาอุกฉกรรจ์ไม่ได้ มาแล้ว ในคดีที่มีชื่อว่า Soering v. UK, 161 ECt.HR. (Series A.),
1989………….(มีต่อ)                   Thanaboon Chiranuvat   
[/b]การระบุข้อหาในทางอาญา ที่กล่าวอ้างว่า บุคคลที่ถูกระบุว่า เป็น คนร้าย ผู้ที่รัฐหนึ่ง ซึ่งเป็น รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา การส่งผู้ร้ายข้ามแดน“ ต้องการ ให้ทำการส่งตัว “เป็นคนร้ายข้ามแดน” แต่ปรากฏว่า ในหนังสือ ที่ขอตัว “คนร้ายข้ามแดน” ที่ส่งแก่รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งนั้น

ข้อหาในทางอาญา ที่ร้ายแรง ดังระบุไว้ ในหนังสือดังกล่าว เป็น ข้อหาในทางอาญาร้ายแรง ที่ไม่มีการระบุ และ บัญญัติไว้ใน “สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน” หรือ ที่มีบัญญัติระบุไว้ แต่ ไม่ตรงกับ ที่มีมัญญัติไว้ใน “สนธิสญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ที่เป็นพันธกรณี ผูกพันกัน ในระหว่างคู่สนธิสัญญา


เมื่อมีเหตุดั่งนี้แล้ว เกิดขึ้น การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในระหว่างรัฐทั้งสอง ที่เป็นคู่ภาคีสนธิสัญญา ที่กล่าวถึงนี้ ย่อมตกไป การส่งคนร้ายข้ามแดน ย่อม เกิด มีขึ้นไม่ได้ ตามทฤษฎี ในทางกฎหมาย ที่เรียกตัวเองว่า “The Specialty Doctrine”

นอกจากนี้ การทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็ดี การส่งคนร้ายข้ามแดน ที่มีการขอตัวคนร้ายกัน ในระหว่างคู่สนธิสัญญา ในเวลาหลังจากปี ค.ศ. 1984 เป็นต้นมา จวบจนเวลาในปัจจุบัน ที่เป็นผลมาจาก “การทำสงคราม กับ ผู้ก่อการร้าย หรือ ในเหตุการณ์ 911”

ของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดเหตุ ในทางกฎหมายของ “การส่งตัวคนร้ายข้ามแดน” ที่เรียกว่า “Extraordinary or Extra – Territorial Execution event in the Extradition or in the Rendition” คืออะไร? วันนี้ เรา จะ มาว่ากัน ต่อ ให้จบ ในเรื่อง การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ข้อที่ ๑. สื่อในประเทศไทย หรือ ประชาชนคนไทย ต้อง ทำตัว ตามสบาย อย่าไปเดือดเนื้อร้อนใจ เมื่อท่าน ได้ยิน ได้ฟังข่าวมา เกี่ยวกับ เรื่องคนดัง ที่จะถูก รัฐไทย ขอตัว เป็น “คนร้ายข้ามแดน” มา เพื่อพิจารณาโทษ ในประเทศไทย และ ให้รับโทษฑัณฑ์ทางอาญาตามคำพิพากษาของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของ นักการเมือง ที่มีอยู่เพียง ศาลเดียวในโลกนี้

ข้อที่ ๒. เรื่องที่รัฐ หรือ ประเทศไทย ไปขอตัว คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือ แม้แต่ (พ.ต.ท.) คุณทักษิณ ชินวัตร จากประเทศสหราชอาณาจักร หรือ ประเทศอังกฤษ หรือ United Kingdom, UK ให้เป็นคนร้าย เพื่อการส่งตัว ตามสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน ในระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศสหราชอาณาจักร ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่มีต่อกัน เป็น เรื่อง ที่เป็นไปไม่ได้ หรือ ไกลเกินกว่า ที่จะฝัน ให้เป็น จริงได้

ข้อที่ ๓. ทั้งนี้ ก็เพราะหัวข้อ ที่ผม เขียนจ่อ เป็น หัวเรื่องของ บทความในวันนี้ และเกริ่น นำมา ตั้งแต่ ในวันวานนี้ เอาไว้ ก็เป็น ที่แจ้งชัดอยู่ในตัวว่า เป็น เรื่อง ที่เป็นไป ไม่ได้เลย ที่ต้องเขียนให้ความกระจ่าง ในข้อกฎหมายระหว่างประเทศ แก่ พ่อแม่ พี่น้องคนไทยมา โดยตลอด อาจ ไม่ถูกใจ ผู้อ่านทุกคน หรือ บางคน

ข้อที่ ๔. ไม่ได้หมายความว่า ผมมี “อคติ” กับ “ท่านผู้นำ” จนต้องหา เรื่อง มาตำหนิกัน ในทุกๆเรื่อง ก็หาไม่ ขอ โปรด อย่าได้คิด เช่นนั้น เพราะ ความเห็นในทางกฎหมาย ที่เป็น เชิงวิชาการ จริงๆ ย่อม ต้องมี หลายมุมมอง ที่ต้องเป็นไปตามกาลเวลา ที่ถูกต้อง ทันสมัย และ ที่ไม่ถูกต้อง ตามกาล และ สมัย เพราะ “เวลา” ได้แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว ประเทศไทย และ คนไทย ในประเทศนี้ ไม่ ควรสร้าง ระบบกฎหมาย “บ้องตื้น” ขึ้นมาใช้ เพื่อให้โลก หัวเราะ เยาะเย้ย ถากถาง ตัวเรา นี่เป็น สิทธิของ คนไทยถึง 100% ที่จะพึงมี พึงได้รับ

ข้อที่ ๕. ในเรื่องของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็เช่นกัน นอกจาก จะต้องมี ทฤษฎีกฎหมายในเรื่อง The Specialty Doctrines เป็น ข้อห้ามปฏิบัติ โดยไม่มีข้อยกเว้นในทุกๆกรณีแล้ว หลักคิดของ ข้อกฎหมาย ในทฤษฎีนี้ ได้ขยายความ ออกมา อย่างกว้างขวางกลายเป็น ก้างขวางคอ


ข้อที่ ๖. กระทรวงการต่างประเทศ และ นักวิชาการ “บ้องตื้น” ฝ่ายขวาตกขอบ อย่างจังของ ไทย ขออภัย ที่ต้องกล่าวถึง ในเรื่องนี้ เพราะ คนไทย จะหนึ่งคน หรือ หลายร้อยหลายหมื่น หลายล้านคน ที่มีความคิดแผลงๆ ในข้อกฎหมาย ในเรื่อง ที่กำลังกล่าวขวัญอยู่นี้ ควรพึงต้อง เป็น ผู้ถูกตำหนิ เพราะ นำกฎหมาย มาใช้ แบบสุ่มสี่ สุ่มห้า ไม่ดูตาม้าตาเรือ และ คิดว่า คนไทย “มันโง่ ไปทุกๆคน”

ข้อที่ ๗. ในหลักทางทฤษฎีกฎหมาย ที่เรียกว่า “The Specialty Doctrine” ที่มีที่ใช้อยู่ในหมวด กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ International Law ได้ อุบัติ ขึ้นมา เพื่อใช้กำกับอย่างเคร่งครัด ในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ชนิด ที่มีการตีความ และ ขยายความ ออกไป อย่างกว้าง เหมือนน้ำในมหาสมุทร

ข้อที่ ๘. ประเทศอังกฤษก็ดี ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศชั้นนำ ในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ในหมวดนี้ ก็ยังถูก ทฤษฎีกฎหมาย The Specialty Doctrines บดขยี้ ในข้อกฎหมายของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจนส่งตัวคนร้าย ในข้อหาอุกฉกรรจ์ไม่ได้ มาแล้ว ในคดีที่มีชื่อว่า Soering v. UK, 161 ECt.HR. (Series A.),
1989………….(มีต่อ)