NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: การส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือ ที่ตรง กับ คำศัพท์ ทางกฎหมาย หรือ จะเรียกว่า เป็น “Tec  (Read 38 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3815
  การส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือ ที่ตรง กับ คำศัพท์ ทางกฎหมาย หรือ จะเรียกว่า เป็น “Technical Term (อ่านว่า เทคนิคเคิล เทอม) ตรงกับคำว่า “Rendition” อ่านว่า “เรนดิชั่น” นั้น


บทความในวันนี้ ผมไม่ต้องการแซว หรือ เยาะเย้ย ถากถาง ผู้ใด? แต่ อยากเรียนให้ พ่อแม่ พี่น้อง ชาวไทย ได้รับทราบว่า

การที่กต. หรือ กระทรวงต่างประเทศของ ไทย มีหนังสือ ขอให้ ทางการอังกฤษ (กระทรวงการต่างประเทศของ ประเทศสหราชอาณาจักร หรือ อังกฤษ ทำ การส่งตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกหญิงคนแรกของ ประเทศไทย หรือ

จะเรียกว่า “ เป็น นายกรัฐมนตรีหญิง คนปัจจุบันของ ประเทศไทย ก็ได้” ให้ ทางการอังกฤษ ทำการส่งตัว กลับมา ประเทศไทย ในฐานะ “เป็น ผู้ร้ายข้ามแดน นั้น”)โดยกระทรวงการต่างประเทศของ ไทย อ้างถึงสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในระหว่างประเทศไทย กับ สหราชอาณาจักร ปี ค.ศ. 1911


ที่ได้มีการลงนามกันไว้ ที่กรุงเทพมหานคร ตรงนี้ ต้องขอถามว่า เป็น เพราะเหตุใด ต้องอ้าง สนธิสัญญา ในระหว่าง อังกฤษ กับ ประเทศไทย ถอยหลังไปไกล ถึงเพียงนั้น (ถามจริงๆเถอะ ก่อนอ้าง สนธิสัญญา ฉบับนี้ ได้ไปตรวจดู ความสมบูรณ์ของสนธิสัญญา ที่จะใช้บังคับกัน หรือ ยัง? ขอกรุณา อย่าให้แป็ค ที่หัวคิว นะครับ นั่นก็คือ


*ยังไม่มี การแลกเปลี่ยน ตราสาร เพื่อใช้บังคับ หรือ เพื่อให้เกิด ความสมบูรณ์ผูกพันกัน ในระหว่าง รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา* ซึ่งเรื่องอย่างนี้ เป็น เหตุ ที่เกิดได้ บ่อยๆ เสมอๆ กับ ประเทศไทย ในยุคเก่าๆ เสมอมา)

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็น เรื่องของ กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ the International Law ที่ฝ่ายประเทศไทย ไม่สันทัด และ กลัว กฎหมาย ในหมวดหมู่นี้ มากๆ จนลนราน แพ้ คดีเขาพระวิหารบ่อยๆ ถึง สองสามครั้ง ก็เพราะ

กฎหมายในหมวดหมู่นี้ เรียกว่า “ใช้กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ the International Law ไม่เป็น หรือ หาก จะใช้เป็น ก็แบบเด็กๆ ที่เริ่มเรียน อนุบาล ในขณะที่ โลกทั้งใบ รวมทั้ง ประเทศ เกิดใหม่ ในทวีปแอฟริกา บางประเทศ ก้าวไปได้ ไกลกว่า เราคนไทยมากโขอยู่ เทียบแล้ว ของเขา


ก้าวไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย และ เรียน จน เกือบจบแล้ว” แต่เรา ยังคงอยู่ ที่ชั้นอนุบาล และ ย่ำเท้า ซอยเท้าถี่ๆ อยู่อย่างนั้น มากว่าร่วมร้อยปีแล้ว” วันนี้ จึงต้องขอ สอนเรื่อง “การส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือ RENDITION กันสักหน่อย ถ้าไม่สอนกัน ก็จะนึกว่า “ผู้เขียน” เป็น คนโง่ เชลา เบาปัญญา (ตอนที่ ๑)

ข้อที่ ๑. การ จะเกิด การส่งผู้ร้ายข้ามแดน กันได้ ตามที่บัญญัติไว้ ในข้อกฎหมาย อันเป็น ธรรมเนียมปฏิบัติของโลก (Customary Rules of International Law or Law of Nations) (ถ้อยคำในภาษาต่างประเทศ อ่านว่า คัสตอมมารี่รู ออฟ อินเตอร์เนชั่แนลลอวว์
ออ ลอวว์ออฟเนชั่น)


ข้อที่ ๒. จะต้องมี สนธิสัญญาในระหว่างกัน อาจเป็น สนธิสัญญาสองฝ่าย (Bilateral Treaty) หรือ หลายฝ่าย (Multilateral Treaty) เช่น สนธิสัญญาที่ให้ความร่วมมือทางอาญา หรือ สนธิสัญญา เพื่อ บังคับตามคำพิพากษาของ ศาลในทางอาญาในระหว่างประเทศ ที่เป็นคู่สนธิสัญญา ฯลฯ เป็นต้น

ข้อที่ ๓. จะต้องมีโทษในทางอาญา ที่ตราไว้ในกฎหมายของ รัฐทั้งคู่สนธิสัญญา ที่มีพันธกรณี ต่อกัน เป็น โทษ ที่ลงได้ตามกฎหมายภายในของ รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า -๑- (หนึ่ง) ปี

ข้อที่ ๓. คนร้าย ที่ถูกกล่าวหาว่า ได้กระทำ ความผิดในทางอาญา ได้กระทำความผิดในข้อหาทางอาญาชนิด ร้ายแรง ที่มีฐานความผิด ที่ร้ายแรง เป็น อย่างเดียวกัน ตามกฎหมายในทางอาญา มี กฎหมายบัญญัติอยู่ตาม กฎหมาย ในระหว่างรัฐ คู่พันธกรณี และ

ข้อที่ ๔. คนร้ายคน ที่กระทำความผิด ในทางอาญาที่ว่านั้น หลบหนีจากรัฐ คู่พันธกรณี ในรัฐหนึ่ง (รัฐ ที่เกิดความผิด ในทางอาญา และ เป็นรัฐ ที่ขอให้ส่ง ตัวคนร้าย คนร้ายหลบหนี ไปอยู่ ในอีกรัฐหนึ่ง หรือ รัฐ ผู้รับคำขอ และ มีพยานหลักฐาน ในทางอาญา เพื่อส่งตัว คนร้าย ในทางอาญากลับคืนสู่ รัฐ ที่ร้องขอ ที่เรา เรียก วิธีการนี้ว่า “Extradition หรือ Extradite อ่านว่า เอ็กซ์ตราดิชชั่น หรือ เอกซ์ตราไดท์”

ข้อที่ ๕. เมื่อ รัฐ ที่ได้รับคำร้องขอ ในข้อที่ ๔. ดังกล่าวข้างต้น พร้อมด้วย พยานหลักฐาน ในการกระทำ ความผิดในเบื้องต้น เกี่ยวกับ การกระทำ ความผิดของ คนร้าย คนนั้นแล้ว ก็ จะให้ เจ้าพนักงานปกครอง ซึ่งอาจเป็น Sheriff (อ่านว่า เชอร์ริฟ แปลว่า นายอำเภอ หรือ หัวหน้า เจ้าพนักงานตำรวจ ผู้มีอำนาจ จับกุมตัว คนร้าย)

ข้อที่ ๖. ไปทำการจับกุม ตัวคนร้าย คน ที่ถูกกล่าวหา คนนั้น นำ ตัวมาขึ้น ศาล เพื่อทำการไต่สวน เพื่อ ให้เกิดวงจร ครบถ้วน สมบูรณ์ ในการส่งตัว คนร้ายข้ามชาติ ได้ โดยชอบ ด้วยกฎหมาย เมื่อศาล (ซึ่ง อาจเป็น ผู้พิพากษานายเดียว พร้อม ผู้พิพากษาสมทบ หรือ จะเรียกว่า “Justice of Peace” อ่านว่า “จัสติสออฟพีช” ออกนั่ง ทำการไต่สวนในห้องพิจารณาของ ศาลนั้นๆแล้ว

ข้อที่ ๗. ได้ความครบถ้วน ตามทางการไต่สวน เช่นที่ว่านั้น แล้ว ศาล ก็ จะมี คำสั่งให้ส่งตัว คนร้าย คน นั้นๆ กลับสู่ รัฐ ที่ร้องขอ ให้ส่งตัว คนร้าย โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม (ฝ่ายบริหาร) ของ รัฐผู้รับการร้องขอ เป็น ผู้ลงนามส่งตัว คนร้าย ในหนังสือทางราชการ เพื่อส่งตัวคนร้าย แก่ ผู้แทน หรือ ตัวแทน รัฐ ผู้ร้องขอ ให้ส่งตัว คนร้ายข้ามแดน กลับไป ทำการพิจารณาคดีอาญานั้นๆ

ข้อที่ ๘. ในระหว่าง การเริ่มทำการไต่สวน ตามข้อที่ ๖. และ ข้อที่ ๗. ดังกล่าวข้างต้น ทนายของ คนร้าย (จำเลยในการไต่สวน) อาจ มายื่น คำร้องขอให้ปล่อย ตัวคนร้าย คนนั้น, ที่ถูกจับกุมตัว มาไต่สวนในศาล โดยอ้างว่า บุคคลคนนั้นไม่ใช่ คนร้าย, ไม่ใช่ผู้กระทำผิด, การจับกุมตัว คนร้าย คนนั้นมาไต่สวนในศาล ไม่ชอบด้วย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ, หรือ ไม่เป็นไป ตามครรลองของ กฎหมาย หรือ (ไม่ Due Process of Law)

ข้อที่ ๙. เรา เรียก วิธีการอย่างนี้ของ ฝ่ายทนายจำเลย หรือ คนร้าย ที่ถูกจับกุมตัว มาไต่สวนในศาล เพื่อส่งตัว เป็น คนร้าย (ข้ามแดน) กลับไปสู่รัฐ ผู้ร้องขอ ให้ส่งตัวกลับว่า วิธีการขอให้ ศาล ที่ไต่สวน ตัวจำเลยอยู่นั้น เพื่อ จะให้เป็นคนร้าย เพื่อการส่งตัว ทำการออกหมาย เพื่อ“Habeas Corpus” (อ่านว่า ฮาบิอัส คอร์ปุส) หรือ

ข้อที่ ๑๐. ขอให้ศาล ที่ทำการไต่สวน จำเลย อยู่นั้น ไต่สวน เพื่อประโยชน์ของ จำเลย ผู้ถูกจับกุมตัวมา ไต่สวนบ้าง หากได้ความ ตามที่จำเลยนั้น ร้องขอ ศาล ก็ต้องมี หมายปล่อย ตัว จำเลย ผู้นั้น พ้นข้อหาของ รัฐ ที่ร้องขอ ให้จับกุมตัว ส่งกลับไป ดำเนินคดี วิธีการเช่นนี้ มีบัญญัติไว้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของ ไทยใน มาตรา ๙๐ แต่ คนไทน ที่เรียน ที่ศึกษา วิชานิติศาสตร์ ใช้ ไม่เป็น เพราะ เรา ไม่สั่งสอนกัน

ข้อที่ ๑๑. เป็นวิธีการ ที่มีอยู่ ในภาคฏิบัติของ กฎหมายในชาติ ที่เจริญแล้ว และ ไม่ได้ใช้เฉพาะ ในคดีของ การส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ เพียงอย่างเดียว (The Extradition) แต่ใช้ กับ กรณี ที่จำเลย หรือ ผู้ถูกกล่าวหา ได้รับ ความไม่เป็นธรรม ในการถูกตั้ง ข้อกล่าวหา เพื่อ การจับกุม, หรือ ในการที่บุคคล ถูกจับกุมตัวมา ในข้อหา ที่ไม่ชอบธรรม ในกรณีต่างๆ ทั้งหลาย ด้วย และ รวมทั้ง การ อันไม่ชอบธรรม ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญด้วย

ข้อที่ ๑๒. ถ้าหาก มี การนำหลักการ ตามกฎหมาย เช่นนี้ มาผนวก กับ คำประกาศ Procedure ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ของ EEC หรือ EU หรือ สหภาพยุโรป ที่คำประกาศควบรวมสอง ประชาคมเศรษฐกิจ เป็น ตัวเหนี่ยวนำ ให้เกิด การใช้หลักกฎหมาย “Aquis Communautaire” ด้วยแล้ว ศาลสิทธิมนุษยชนของ ยุโรป ย่อม ก้าว เข้ามา มี บทบาท เป็น อย่างสูงใน อาเซี่ยน (ASEAN) หรือ ในอุษาอาคเณย์ ในทันที ตามผลในทางกฎหมายของ คำประกาศ เช่นนั้น (มีต่อ)   
[/b]