NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: บทแทรกพิเศษ ประเทศไทย ของเรา สิ้นหวัง แน่หรือ? ในเรื่องของ การปกครองประเทศ ในร  (Read 6 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3802
          บทแทรกพิเศษ

ประเทศไทย ของเรา สิ้นหวัง แน่หรือ? ในเรื่องของ การปกครองประเทศ ในระบอบประชาธิปไตย (ตอนที่เจ็ด)

๑. เมื่อได้อ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย ฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ แล้ว จะเห็นได้ว่า ในชั้นที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็น เพียง “ร่างรัฐธรรมนูญ” มีสาระสำคัญ ในทางด้านวิชาการ ในภาคปฏิบัติ ที่ผิดแผก แตกต่าง ไปจาก “ธรรมเนียม ประเพณี ปฏิบัติ ในทางสากล” ซึ่งนั่น ก็คือ

๒. นับแต่มีการประกาศ และ บังคับใช้ “คำประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน, วันที่ ๑๐ ธันวาคม ปี ค.ศ. 1948 เป็นเวลาประมาณ –๖๙-(หกสิบเก้า)ปี นับจากวันประกาศบังคับใช้ คำประกาศปฏิญญาสากลฯ จนถึงวันประกาศบังคับใช้ รัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน[วันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐]”

๓. สิ่งใดก็ตาม ที่เกี่ยวกับ กฎหมาย และ มีการประกาศ บังคับใช้ เป็นเวลา เกินกว่า -๕๐(ห้าสิบ)ปี ถ้าถือกฏเกณฑ์ตามหลักการบังคับใช้ “กฎหมายธรรมเนียม ประเพณี ปฏิบัติของ โลก หรือ the Customary Rules of International Law” ต้องถือว่า “คำประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน ปี ค.ศ. 1948” ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญของ “ธรรมนูญสิทธิมนุษยชนของ โลก หรือ the Universal Bill of Rights”

๔. ที่ต้องประกอบไปด้วย สนธิสัญญาอีกสองฉบับ คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมือง และ สิทธิในทางการเมือง ปี ค.ศ. 1966 {the International Covenant on Civil and Political Rights, 1966 และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิในทางเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม ปี ค.ศ. 1966 หรือ the International Covenant on Economic Social and Cultural Rights, 1966} จึง สามารถ รวม เรียกได้ว่า เป็น “ธรรมนูญสิทธิมนุษยชนของ โลก หรือ the Universal Bill of Rights”

๕. เมื่อ สิ่งที่บรรยายไว้ในข้อ ๒ จนถึง ข้อ ๔ เป็น “ธรรมนูญสิทธิมนุษยชนของโลก หรือ the Universal Bill of Rights” แล้ว ย่อมให้ผลบังคับแก่ “กฏเกณฑ์ นี้ ทำให้เกิด สภาพบังคับ ทางกฎหมายแก่ กฏเกณฑ์ เช่นที่ว่า นี้ คือ “การละเมิดมิได้ และ การแบ่งแยกมิได้ หรือ the inviolable and the in - divisional effect แก่ กฏเกณฑ์นี้”

๖. ตามเกณฑ์บังคับของ “ กฎหมาย ธรรมเนียม ประเพณีปฏิบัติของ โลก หรือ the Customary Rules of International Law” จึงทำให้บทบัญญัติที่ 1 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมือง และ สิทธิในทางการเมือง ปี ค.ศ. 1966 {the International Covenant on Civil and Political Rights, 1966 และบทบัญญัติที่ 1 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิในทางเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรม ปี ค.ศ. 1966 หรือ the International Covenant on Economic Social and Cultural Rights, 1966}

๗. ที่ต้องพ่วงเอา “คำประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปี ค.ศ. 1948 เข้ามาร่วมบังคับด้วยตามหลักการของกฎหมายที่เกี่ยวกับ สนธิสัญญา รวมทั้งต้องยึดโยงเอา กฎบัตรของ องค์การสหประชาชาติ หรือ the Charter of United Nations ซึ่งเป็นสนธิสัญญาในประเภทพหุภาคี หรือ the Multilateral Treaty อีกหนึ่งฉบับ ที่มีคุณ- สมบัติ อันศักดิ์สิทธิ์ คือ:

๗.๑ แก้ไข ได้ยาก และ ต้องได้รับ ความเห็นชอบจาก รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา ทุกๆฝ่าย

๗.๒ หาก รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ต้องการ แก้ไข เพิ่มเติม หรือ

๗.๓ มีกฎหมายภายในของ รัฐคู่ภาคีฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง [ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายภายในของ รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา โดยแน่นอน] ไปบัญญัติขัด หรือ แย้ง กับ บทบัญญัติของ สนธิสัญญาหลายฝ่าย ในฉบับเหล่านี้

๗.๔ มิฉะนั้นต้องถือว่า การกระทำของ รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญาฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ตามที่ปรากฏ ในข้อ ๗.๑, ข้อ ๗.๒ และ ในข้อ ๗.๓ เป็น “การกระทำฝ่ายเดียว หรือ the Unilateral Action ที่ได้กระทำลงไป โดยรัฐ คู่ภาคีสนธิสัญญา ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง [ปราศจาก สภาพบังคับได้ ตามกฎหมาย หรือ ตก เป็น โมฆะ] นั่นเอง..............(มีต่อ)            Thanaboon Chiranuvat       
[/b]