NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: #มูลเหตุที่พูดเช่นนี้ เพราะมีกฎหมายและ พรบ.ของศาสนาอิสลามที่ประกาศใช้ทับกับกฎหม  (Read 20 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3798
          #มูลเหตุที่พูดเช่นนี้  เพราะมีกฎหมายและ พรบ.ของศาสนาอิสลามที่ประกาศใช้ทับกับกฎหมายไทยอยู่ในเวลานี้  ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเลย  และส่วนมากก็คิดว่ามันเป็น พรบ.บริหารกิจการภายในของศาสนาอิสลามเอง  คงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคนในศาสนาอื่นมั้ง  คนทั่วไปคงคิดเช่นนี้  แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น  มันเป็นกฎหมายที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในอำนาจของรัฐ  แล้วมีผลบังคับให้รัฐต้องทำตาม พรบ.นั้นๆ ด้วย  เช่น  ต้องจัดสรรงบประมาณให้เขา  การแต่งตั้งคนของเขาให้เป็นพระราชอำนาจ  รวมไปถึงมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามอีกด้วย  และอัตราโทษทั้งจำทั้งปรับในอัตราที่สูงผิดปกติ

#ต่อไปนี้  เป็นบทวิเคราะห์และชี้ประเด็นที่เป็นการยึดครองประเทศไทยโดยกฎหมายอย่างไร  ขอเริ่มที่พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐
 
๑. ด้านบุคลากรที่ถูกยกระดับด้วยกฎหมาย
 ตามความในมาตรา ๖ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย  โดยให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นจุฬาราชมนตรีขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง  และให้มีเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา  ในมาตรา ๘ ได้กำหนดหน้าที่ของจุฬาราชมนตรีไว้ว่า

 (๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม (ซึ่งศาสนาอื่นๆ ไม่เคยมีอำนาจหน้าที่เช่นนี้มาก่อน)  นี้เป็นเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ว่า  ทางราชการจะทำอะไรนั้นจะต้องหารือเขาเสียก่อน และห้ามทำเกินกว่าที่เขาเสนอความเห็นมา 

 (๒) ถ้าจุฬาราชมนตรีไม่ให้คำปรึกษาเอง  ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามได้อีกด้วย  ดังนั้น  ไม่ว่าหน่วยงานราชการไหน  จะทำอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม  จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาทั้งหมด  ซึ่งศาสนาอื่นๆ เช่นศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของประเทศยังไม่มีสิทธิ์เช่นว่านี้เลย และที่สำคัญคำว่า บทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามนั้น  หมายถึงคัมภีร์อัลกูรอาน  ที่เต็มไปด้วยการสั่งฆ่าผู้ไม่ได้นับถืออิสลาม  หรือแม้แต่คนที่นับถือแล้ว จะหันหลังให้อิสลาม  นั่นแสดงว่า  ความรุนแรงกำลังจะตามมาแน่นอน

@ นอกจากนี้  มาตรา ๑๖ ยังกำหนดให้โปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้น  แต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด  และมาตรา ๒๓ กำหนดให้จังหวัดใดที่มีมัสยิด ๓ แห่งขึ้นไป  ให้จังหวัดนั้นแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้นคณะหนึ่งจำนวน ๙ ถึง ๓๐ คน  และให้มีประธาน  รองประธาน  เลขานุการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามความจำเป็น  และให้กระทรวงมหาดไทยประกาศชื่อผู้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ในราชกิจจานุเบกษา  นี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเป็นผู้รับสนองงานของพวกตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 นอกจากนี้  มาตรา ๑๐ ยังกำหนดไว้ว่า  (๑) จุฬาราชมนตรี  (๒) กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (๓) กรรมการอิสลามประจำจังหวัด  (๔) กรรมการอิสลามประจำมัสยิด  มีสิทธิ์สวมเสื้อครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธยได้เหมือนกันหมดทุกคน  นี้คือ การยกระดับคนของเขาให้สูงกว่าคนในศาสนาอื่นๆ

 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย  มีหน้าที่๑๑ ข้อ ขอนำมาเฉพาะที่สำคัญๆ คือ

(๑) ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้  ข้อนี้คือตั้งบุคคลกำกับจี้ให้ ๒ กระทรวงนั้นต้องจัดสรรงบประมาณต่างๆ ออกมาให้ศาสนาอิสลามตามที่กำหนดไว้ในมาตราต่างๆ อย่างไม่มีทางเลือก
 
(๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด

(๑๐) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาอิสลาม 

(๑๑) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม 

เหล่านี้ คือ คนของศาสนาอิสลามจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอยู่ตลอดเวลา  จึงเท่ากับว่าเขาครอบงำหน่วยงานของรัฐได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วนั่นเอง

มาตรา ๓๐ ได้กำหนดกรรมการอิสลามประจำมัสยิดไว้ดังนี้  (๑) อิหม่าม  เป็นประธานกรรมการ  (๒) คอเต็บ เป็นรองประธาน  (๓) บิหลั่น  เป็นรองประธาน  และทั้ง ๓ คนนี้  ให้ถือว่าไม่เป็นนักพรตหรือนักบวช  เพื่อให้สามารถเล่นการเมืองได้  (๔) สัปปุรุษประจำมัสยิด  โดยกำหนดให้มี ๖ -๑๒ คน  ที่มีอายุตั้งแต่๑๕ ปีขึ้นไป

สรุปว่า  ตามพรบ.อิสลามฉบับนี้  บุคลากรของศาสนาอิสลามทุกคนได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง  มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง  มีสิทธิสวมเสื้อครุยและประดับเข็มปรมาภิไธยได้  และเป็นที่ปรึกษากำกับกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้  มันเป็น พรบ.ที่เป็นเหมือนกฎหมายทับซ้อนกับกฎหมายไทยอีกอันหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบ

๒. ผลประโยชน์ที่ไม่ต้องลงทุน
มาตรา ๕ กำหนดว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้  และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่  ออกกฎกระทรวง  ระเบียบ  ประกาศ  และคำสั่ง  เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง  กฎกระทรวงนั้น  เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรานี้  เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ทั้ง ๒ กระทรวงหลักออกกฎระเบียบต่างๆ มาสนองงานของศาสนาอิสลามได้อย่างไม่มีขีดจำกัด  ตามคำปรึกษาเสนอแนะของคณะกรรมการกลางอิสลาม  เช่น มาตรา ๑๑ กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ในทุกจังหวัด  เมื่อเห็นสมควร  ข้อนี้ถ้ามีคนอิสลามขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงจะมีอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ทุกจังหวัดเลย  และจะรวดเร็วมากๆ สิ่งที่ซ้ำใจที่สุด คือ ทุกอย่างใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด  ตั้งแต่ซื้อที่ดิน  ค่าก่อสร้าง  อุปกรณ์การเรียน  รวมไปถึงค่าสอนที่เป็นครู                     
[/b]