NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: เมื่อมาตรา ๔๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)  (Read 61 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3807
      เมื่อมาตรา ๔๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็น กฎหมาย ที่มีลักษณะ เป็น“กฏของ ชนเผ่า แต่โบราณ”  ในเวลา และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็น เวลา ที่ทอดยาวมา จนถึง รุ่งอรุณแห่งคริสศตวรรษที่ 21 แล้ว(ตอนที่ ๕)

๑. กฏเกณฑ์ ที่บังคับใช้กัน ในชาติ และในระหว่างชาติ ที่เจริญแล้ว และ พัฒนาแล้ว (the Civilized Nations) ได้ มี การพัฒนา และ รุดหน้าไปมาก จน สังคมไทยตามไม่ทัน

๒. หลักการตามกฎหมาย ที่ใช้อยู่ในระบบ (Law operates in the system) ที่เป็นอยู่ และ ที่คงใช้ และ สอนกันอยู่ ในระบบกฎหมายไทย จึง กลายเป็น ของล้าสมัย (Obsolete)  เรา จึงไม่เคยรู้ว่า “สิ่งที่ ไปขุด ค้นกัน ขึ้นมา ใช้ และ นำมา บรรจุไว้ในกฎหมาย ที่เป็นกฎหมายสำคัญของ ชาติ (ไม่ใช่กฎหมายสูงสุดในชาติ)” 

๓. เมื่อ ไปบัญญัติหลักการ ขึ้นใหม่ ให้ แล ดู คล้าย กับ เป็น ของใหม่ ในกฎหมาย ดังกล่าว ในระบบกฎหมายไทย (the Thai Legal System)  จึง ทำให้ บทบัญญัติมาตรา ๔๔ ดังกล่าว ขัด หรือ แย้ง กับ กฏบัตรของ องค์การสหประชาชาติ และ กฏเกณฑ์ทั้งหลาย อันมี ที่มา จากกฏบัตรดังกล่าว

๔. รวมทั้ง กฏเกณฑ์ จากบทบัญญัติของ สนธิสัญญาต่างๆ ที่ได้ลงนาม และ ให้สัตยาบัน เอาไว้ โดยชอบ โดยประเทศไทย เท่าที่จะสามารถ สรรหา บทบัญญัติของ สนธิสัญญา เช่นว่านั้น มาแสดง และ นำมา โต้แย้งได้ ย่อมทำให้ กลไกของกฎหมาย และ ความศักดิ์สิทธิ์ของ กฎหมาย ในมาตรา ๔๔ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) “ต้อง ตก เป็น โมฆะ”ในทันที และจะนำมาตรา ๔๔ (รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗)  มาใช้บังคับ ไม่ได้ บนที่ราบแห่งนานาชาติ (International Plane)

๕. ผม จึง ขอให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ที่ได้ติดตาม ผลงานเขียนของ ผมมาโดยตลอด ได้โปรด กลับไปนั่ง แล้ว หยิบเอา คดี ที่ได้รับ การวินิจฉัย ในข้อกฎหมายเบื้องต้น จาก ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) สองคดี

๖. ซึ่งในวันนี้ ได้รับการยกย่องโดยชาวยุโรปทั้งมวลว่า “มีความยิ่งใหญ่ และ สำคัญ” ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า คดี “Marbury v. Madison, 5 U.S.137 (1803)”  อันเป็น ที่โจทก์ ขานกัน ในระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญของ ประเทศสหรัฐอเมริกา คดีทั้งสองของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) สองคดี ก็คือ:

๖.๑ Van Gen en Loos คดีหมายเลขที่ 26/62 ที่ได้รับการวินิจฉัยไว้โดยศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคม เศรษฐกิจยุโรป ในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1963{ Judgment of the Court of 5 February 1963}
๖.๒ Costa v. E.N.E.L. คดีของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หมายเลขที่ 6/64 ที่ได้รับ การวินิจข้อกฎหมายเบื้องต้น โดยศาลฯ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1964 { Judgment of the Court of 15 July 1964}

๗. คดีทั้งสอง สามารถ ยึดถือ มาเป็น หลักในการวินิจฉัย และ เป็น ข้อปฏิบัติว่า “ เมื่อกฎหมายภายในของ รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา *ไปขัด หรือ แย้ง* กับ  ความตามสนธิ- สัญญา” ต้องนำ บทบัญญัติของ สนธิสัญญา มาใช้บังคับ ซึ่งตรง ตามเจตนารมณ์ที่ศาลโลกเดิม ได้ ตีความ เอาไว้ ในคดี the Greco – Bulgarian  Commun ities Case, 1930  ที่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้รับทราบแล้ว

๘. คดีทั้งสอง ที่อ้างถึง และ กล่าวมาข้างต้น ผม ได้ นำมา แสดง ให้ดู หลายครั้งแล้ว จะไม่ขอกล่าว หรือ เขียนซ้ำ ขอให้ท่านผู้อ่าน ไปค้นหาอ่านกัน “ในช่องชุมชนแห่งเสรีภาพ (the Land of Liberty” คดีดังกล่าวได้แสดงข้อกฎหมายโดยแจ้งชัดให้ดูว่า

๙. **“กฎหมาย อันมี ที่มา จากสนธิสัญญา  มี บ่อเกิดมา เช่นใด? ต่างจาก บ่อเกิดของกฎหมายภายในของ รัฐ เช่นใด? เมื่อรัฐ ซึ่ง เป็น คู่ภาคีของ สนธิสัญญาฉบับใด?

ได้ ร่วมกัน ลงนามก่อตั้ง สนธิสัญญาฉบับใด ขึ้น โดยข้อกฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา จะเท่ากับ รัฐนั้น ลด อำนาจอธิปัตย์ ในส่วนนั้นของ รัฐลง และ โอนเอาอำนาจอธิปัตย์ ในส่วน ที่ลดลงนี้ ไปยัง สถาบันผู้ใช้อำนาจ ที่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาฉบับนั้น เพื่อ ให้ใช้ อำนาอธิปัตย์ เช่นว่านั้น ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือ เพื่อกาลอันหนึ่ง ตามวัตถุประสงค์ของ สนธิสัญญาฉบับนั้น จะสิ้นสุดไป”**

๑๐. เมื่อผลของ กฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา หรือ Law deriving from Treaties มี ผลเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ ผู้ที่ใช้อำนาจ ไม่ว่า สั่ง หรือ ก่อให้เกิด การปฏิบัติ การใดๆ ตามมาตรา ๔๔ รัฐธรรมนูญไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗

๑๑.  จึง ต้องกลาย เป็น ผู้ก่อ และ ปฏิบัติ การละเมิด ข้ามชาติ (the Wrongdoer on the Transitory Torts) เป็นเหตุให้ ผู้ที่ได้รับผลร้ายเพราะ การละเมิดนั้น สามารถ นำไป เป็น เหตุฟ้องร้อง เป็นคดี ในศาลนานาชาติ ได้ หรือ หาก มีข้อตกลงใดๆในระหว่างชาติ หรือ สนธิสัญญาใดๆ ที่ให้อำนาจแก่

๑๒.  คู่กรณี ที่ได้รับความเสียหาย สามารถ นำข้อ ที่เป็นปัญหาขัดแย้ง ไปสู่การวินิจฉัย เพื่อให้สิ้นสุด ในปัญหาความขัดแย้ง โดยอนุญาโตตุลาการ ก็สามารถ ยื่นเรื่องราว เพื่อขอรับ การวินิจฉัย เพื่อให้อนุญาโตตุลาการในระหว่างชาติ ได้ ทำการวินิจฉัย ในปัญหาข้อพิพาท ที่ขัดแย้งในระหว่างคู่กรณี  เพื่อที่จะ ทำการ ระงับ ข้อพิพาทให้ได้ ตามสนธิสัญญา หรือ ข้อตกลงในระหว่างประเทศเช่นว่านั้น ได้”

๑๓.  ดั่งเช่น ในกรณีของ การสั่งปิดเหมืองทองคำชาตรี “อัคราไมน์นิ่งส์” ของบริษัท King – Gate Consolidated Pty. ของ ประเทศออสเตรเลีย ที่เป็นปัญหา ไป สู่ การวินิจฉัยของ อนุญาโตตุลาการระหว่างชาติ ของ “องค์การการค้าโลก” หรือ WTO ในขณะนี้ ในระหว่างประเทศไทย กับ ประเทศออสเตรเลีย

๑๔. นี่คือ ผลร้ายของ การใช้อำนาจ ที่ไม่มีอยู่จริง ในโลกของ ความเป็นจริง ในทุกวันนี้ หรือ อีกนัยหนึ่ง ก็คือ การใช้อำนาจตาม รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔ เป็น การใช้อำนาจอย่างเช่น ฟาร์โรห์ หรือ Pharaoh ของอียิปต์ หรือ ไอยคุปต์ โบราณ ที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเวลา -๑๕,๐๐๐ ปี- (หนึ่งหมื่นห้าพันปี) ก่อน การตั้งต้นนับเวลา เป็น คริสศตวรรษ ในวันนี้. .........(มีต่อ)    cr       Thanaboon Chiranuvat                     
[/b]