NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: 11.บทบาทของเอดีบีในขณะนี ้เป็นอย่างไร?บทบาทแต่ก่อนธนาคารเป็นผู้ให้กู้เงินแก่ปร  (Read 204 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3802
     11.บทบาทของเอดีบีในขณะนี ้เป็นอย่างไร?
บทบาทแต่ก่อนธนาคารเป็นผู้ให้กู้เงินแก่ประเทศสมาชิกโดยตรง แต่ในปัจจุบัน ธนาคารได้เปลี่ยนบทบาทใหม่มาเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนา โดย
ใช้การลงทุนในโครงการต่างๆ มาโน้มน้าวภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนและจัดการทางด้านการเงินร่วมกัน โดยเอดีบีจะเป็นผู้วางกรอบและ
ผลักดันให้มีการปรับโครงสร้างของสถาบันต่างๆ โดยการแปรรูป และปรับกฎหมาย เพื่อปูทางให้ภาคเอกชนเข้ามา การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วม
ลงทุนเช่นนี ้ เอดีบีอ้างว่าท าให้เงินทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาเสริมวิสัยทัศน์ทางด้านการพัฒนาของเอดีบีในภูมิภาคให้ขยายออกไปอย่างมากมาย
เอดีบีกับประเทศไทย
ความจริงเอดีบีได้ให้เงินกู้ประเทศไทยมานาน ตั ้งแต่ปี 2516 ในยุคที่คอมมิวนิสต์แพร่ระบาดในไทย สหรัฐอเมริกาเห็นสมควรที่จะสนับสนุน
ประเทศไทย โดยในช่วงแรก ๆ การให้เงินกู้ของเอดีบีเป็นเรื่องของโครงสร้างพื ้นฐาน เช่นการก่อสร้างถนน และสาธารณูปโภคพื ้นฐาน
จนกระทั่งเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทยระหว่างปี 2540-2541 ภายหลังจากที่ประเทศไทยได้กู้เงินจากไอเอ็มเอฟ ไปแล้วจ านวน
17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเวลาไม่นาน ประเทศไทยก็ต้องกู้เงินจากเอดีบีอีกระลอกหนึ่ง เอดีบีได้อนุมัติวงเงินกู้แก่ประเทศไทยภายใต้โปรแกรม
เงินกู้ของไอเอ็มเอฟ เป็นจ านวนเงิน 1,200 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ในปี 2541 เอดีบีได้อนุมัติเงินกู้ไปแล้วในด้านการปรับโครงสร้างภาคการเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับโครงสร้างภาคสังคม 500 ล้านเหรียญ
สหรัฐ และระดมทุนร่วมกับสถาบันการเงินต่างประเทศให้กับธนาคารเพื่อการส่งออกและน าเข้าแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
เพื่อปล่อยกู้ต่อแก่ภาคเอกชน และในปี 2542 รัฐบาลได้เจรจาขอกู้เพิ่มเติม เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรเป็นจ านวนเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ
และสมทบจาก OECF อีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงิน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่รัฐบาลไทยมองเอดีบีไม่ต่างจากไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ว่าคืออัศวินขี่ม้าขาว ที่เข้ามาช่วยอุ้มชูประเทศไทยให้รอดพ้นจาก "วิกฤติ
เศรษฐกิจ" แต่ในความเป็นจริงภายใต้เงื่อนไขเงินกู้ ไม่ว่าธนาคารไหน ๆ ในโลกก็ไม่ต่างกัน เมื่อให้ ก็ย่อมหมายถึง ต้องได้ "ก าไร" คือท าอย่างไรก็ได้
ที่จะท าให้ประเทศนั ้น ๆ คืนเงินมาพร้อมกับดอกเบี ้ย ที่ส าคัญคือ เงินกู้เอดีบีอัตราดอกเบี ้ยสูงถึงร้อยละ 8 สูงที่สุดในบรรดาเงินกู้ที่ประเทศไทยเคยกู้
มา
การให้เงินกู้ของเอดีบีจึงแถมพกมาด้วย "เงื่อนไข" ที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม ภายใต้ชื่อโครงการที่ดูดีว่า "แผนความช่วยเหลือประเทศ" หรือ
CAP
แผนความช่วยเหลือได้ก าหนดเงื่อนไขส าคัญ ๆ ที่ท าให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามดังนี ้
ปรับโครงสร้างภาคการเงิน และพัฒนาตลาดทุน
รัฐบาลจะต้องมีแผนการปรับภาคเศรษฐกิจ โดยการปรับโครงสร้างภาคการเงิน ใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวด และลดการขาดดุลทางการค้า โดย
การเสนอให้เพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินทั ้งของรัฐและเอกชน
การปฏิรูปสถาบันการเงินนี ้ เอดีบีจะท างานร่วมกับไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคาร
แห่งประเทศไทย ธนาคารโลกท าหน้าที่ปฏิรูปกฎระเบียบและปรับปรุงสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคาร
ส่วนเอดีบีท าหน้าที่ในการพัฒนาตลาดทุน เพิ่มช่องทางการระดมทุน เช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร
แปรรูประบบการศึกษา
ที่ผ่านมารัฐบาลใช้ค่าใช้จ่ายส าหรับด้านการศึกษาสูงมาก และเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เอดีบีจึงได้เสนอการแปรรรูประบบ
การศึกษาโดยให้ภาคเอกชนเข้ามาด าเนินการ โดยให้เหตุผลอย่างสวยหรูคือ "เพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษา" แต่โดยเนื ้อแท้การแปรรูปนี ้จะส่งผล
กระทบต่อลูกคนยากคนจนที่ไม่มีทุนรอน ก็จะไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
ยิ่งไปกว่านี ้ระบบการศึกษาของประเทศจะถูกควบคุมด้วยเอดีบี โดยเอดีบีได้ก าหนดให้คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ เป็นผู้วางนโยบายหลัก และ
วางการศึกษาให้กับประเทศไทยทุกระดับ การศึกษาทางเลือก ที่เน้นวัฒนธรรมภูมิปัญญาของชุมชนก็จะถูกกีดกันออกไปจากระบบในที่สุด
แปรรูประบบสาธารณสุข
เอดีบีมองว่าภาระค่าใช้จ่ายของรัฐอีกด้านหนึ่งที่มีการใช้ไปเป็นจ านวนมาก คือค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข ซึ่งมีทั ้งค่ายา และเวชภัณฑ์
เช่นเดียวกับระบบการศึกษา ฉะนั ้นจึงมีการเสนอให้แปรรูประบบสาธารณสุข โดยในขณะนี ้มีการท าโครงการน าร่องโรงพยาบาลระดับศูนย์ของรัฐ
ให้ออกนอกระบบราชการ 7 แห่ง คือที่ภาคใต้มี หาดใหญ่ ยะลา สตูล ภาคเหนือมี รพ.นครพิงค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีขอนแก่น ภาคกลางมี
สระบุรี และบ้านแพ้ว สมุทรสาคร
ประเด็นนี ้เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าเป็นแนวคิดที่มีมานาน มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการ
บริการของรัฐ เดิมไม่ค านึงถึงว่าต้นทุนจะสูงขึ ้นหรือจะลดลง เมื่อมาถึงยุคเงินกู้เอดีบี รัฐมีเจตนาแน่วแน่ที่จะลดต้นทุนด้านการสาธารณสุข ขณะนี ้
ต้นทุนของการบริการสาธารณสุขประเทศไทย ประมาณ 4 %ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ซึ่งก็ต ่าอยู่แล้ว ขณะที่ประเทศมาเลเซีย 7%
การให้บริการสาธารณสุขซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐ อาจจะถูกจัดการในรูปของกิจการเชิงพานิชย์มากขึ ้น แต่ละโรงพยาบาลต้องดิ ้นรนหา
งบประมาณมาเลี ้ยงให้ตัวเองอยู่รอดได้ แน่นอนว่าคนยากคนจนซึ่งก็ได้รับการบริการจากรัฐน้อยอยู่แล้วต้องได้รับผลกระทบอย่างมาก หลักประกัน
ที่ว่าคนรวย กับคนจนต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมก็คงยิ่งห่างไกลออกไปอีก
ปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม
"การปรับโครงสร้างการเกษตร" เป็นค าที่ถูกใช้กันหลากหลาย โดยส่วนมากใช้ในระดับนโยบาย เช่น ข้อตกลงว่าด้วยการเกษตร ในเวทีข้อตกลง
การค้าและศุลกากร (แกตต์) หรือนโยบายระดับประเทศเพื่อเร่งรัดพัฒนาเกษตรส่งออก กรอบนโยบายของเอดีบีต่อเรื่องการปรับโครงสร้าง
การเกษตรก็เช่นเดียวกนั คือ ปรับระบบการจดัการทรัพยากรทงั้หมด ตงั้แตก่ ารจดัการน า้ ต้นน า้ ทดี่ ิน ระบบกรรมสทิธิ์ตอ่ ทรัพยากร ระบบสนิเชื่อ
การตลาด การวิจัย การจัดองค์กรของรัฐเพื่อขจัดอุปสรรค หรือเพิ่มขีดความสามารถการพัฒนาเกษตรพานิชย์ส่งออกให้มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้
กลไกตลาดเป็นกระบวนการขับเคลื่อนทั ้งระบบ ซึ่งรัฐเองจะต้องไม่มีนโยบายและอุปสรรคในการขัดขวางกลไกตลาด
มาตรการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ตามกรอบนโยบายปรับโครงสร้างการเกษตรมีดังนี ้
1.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
o การสร้างพื ้นฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรน ้า และหน่วยงานนโยบายระดับสูง (พรบ.ทรัพยากรน ้าแห่งชาติ, นโยบายทรัพยากรน ้า
แห่งชาติ, และคณะกรรมการทรัพยากรน ้าแห่งชาติ) โดยก าหนดกรอบทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิการใช้น ้า การจัดสรรน ้า การบังคับใช้ บทลงโทษ
ส าหรับผู้ฝ่ าฝืนข้อปฏิบัติในการใช้น ้า รวมทั ้งการป้องกันและบรรเทาภาวะน ้าท่วม
o การจัดการทรัพยากรน ้า โดยจัดตั ้งคณะกรรมการและแผนปฏิบัติการลุ่มน ้าปิง ป่ าสัก ในขั ้นแรกและตามด้วยลุ่มน ้ามูล คลองท่าตะเภา และ
บางปะกง
o การให้บริการจัดส่งน ้าให้ชุมชนมีส่วนร่วม และโอนงานบางส่วนให้เอกชนจัดการระบบชลประทานขนาดใหญ่และกลาง 3 แห่ง อีกทั ้งให้เริ่ม
กระบวนการคิดเงินคืนทุนของการก่อสร้างระบบชลประทาน
o การคุ้มครองพื ้นที่ต้นน ้าและการอนุรักษ์ดิน
o การปฏิรูปการถือครองที่ดินและการจัดการ ให้สปก.เร่งรัดออกสปก.4-01 จากเดิมเฉลี่ยปีละ 273,000 เฮกเตอร์ (1,706,250 ไร่) เป็น
400,000 เฮกเตอร์(2,500,000 ไร่) ในปี 2543
o การยับยั ้งการท าลายทรัพยากรชายฝั่ง และส่งเสริมการเพาะเลี ้ยงสัตว์น ้า การท่องเที่ยวชายฝั่ง
o การปรับปรุงการให้สินเชื่อ
o การปรับโครงสร้างการออม และการให้สินเชื่อ ใช้อัตราดอกเบี ้ย ธกส.คืนร้อยละ 9 เฉพาะเงินกู้เอดีบี
2.การเพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งออก
o เพิ่มขีดความสามารถด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี จัดตั ้งสภาวิจัยการเกษตรแห่งชาติ
o ปรับโครงสร้างระบบส่งเสริมการเกษตรและให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยตั ้งคณะท างานศึกษาการบริการด้านการตลาดและอื่น ๆ ที่เป็นระบบ
ครบวงจร
o การปรับปรุงการรับรองคุณภาพ จัดตั ้งสถาบันมาตรฐานสินค้าเกษตรแห่งชาติ และสถาบันทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทาง
ชีวภาพ
o ส่งเสริมการส่งออก จัดตั ้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป ส่งออก
ลดบทบาทของรัฐในการแทรกแซงตลาดและราคา ให้รัฐยกเลิกการจัดหาแจกจ่ายปุ๋ ย ยาปราบศัตรูพืช ทบทวนการแทรกแซงตลาดปัจจัยการผลิต
การเกษตร โดยไม่แข่งขันกับภาคเอกชน
3.การปรับโครงสร้าง การจัดการ การปรับปรุงระบบบริหาร
o ปรับปรุงโครงสร้างและการจัดการองค์กรของกระทรวงเกษตรฯ จัดตั ้งสภาที่ปรึกษาภาคเอกชนในกระทรวงเกษตร
o สร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการมีส่วนร่วมวางแผนทางด้านการเกษตร
เงินกู้เอดีบี : ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และคนจน
มาตรการส าคัญที่คาดว่าจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและโครงสร้างการจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างรุนแรง ได้แก่
1. มาตรการเก็บค่าน ้าเกษตรกรจากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน ้า และการจัดการน ้า
2. มาตรการด้านการปฏิรูปการถือครองที่ดิน และการจัดการ
3. มาตรการสนับสนุนเกษตรพาณิชย์เพื่อการส่งออกและปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้านการเกษตร
ย้อนกลับ
มาตรการเก็บค่าน ้าเกษตรกร จากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน ้า และการจัดการน ้า
เงินกู้จากเอดีบี และกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล (Overseas Economic Cooperatipn Fund -OECF) จ านวน 600 ล้านเหรียญ
สหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม โดยมีเงื่อนไขส าคัญคือจะมีการออก พ.ร.บ.ทรัพยากรน ้า หรือ "การเก็บค่าน ้าเกษตรกร"
จากร่าง พรบ.น ้า ที่อาศัยการจัดการแนวทางเดียวกับป่ า และที่ดิน ซึ่งให้อ านาจรัฐควบคุมน ้าอย่างเบ็ดเสร็จ และสนับสนุนสิทธิปัจเจกในการ
จัดการน ้า โดยยกระดับให้น ้ามีสถานะเป็นสินค้ามากขึ ้น น ้ากลายเป็น "ทรัพยากร" หรือปัจจัยการผลิตเชิงการค้าและอุตสาหกรรมในสายตาของรัฐ
และธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับวัฒนธรรมในสังคมไทย ที่น ้าเป็นของสาธารณะ เป็นทรัพยากรร่วม
ที่ผ่านมาความต้องการใช้น ้าของเมือง ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเกษตรพาณิชย์ในภาคกลางที่ขยายตัวมากเกินกว่าปริมาณน ้าที่มีอยู่ ได้ก่อให้เกิด
วิกฤตแยง่ ชิงนา ้รุนแรงมากยิ่งเมอื่ รัฐใช้ระบบรวมศนูย์อ านาจจากกรรมสทิธิ์ของรัฐและให้สทิธิปัจเจกเพื่อการพาณิชย์การแยง่ ชิงนา ้ระหว่าง
ประชาชน รัฐ และเอกชนจะชัดเจน และรุนแรงขึ ้น กฎหมายถูกที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอ านาจรัฐให้ประชาชนมีหน้าที่ ขณะที่ภาคเอกชนได้
อาศัยการสนับสนุนจากรัฐในฐานะ "ผู้จ่ายค่าน ้า" เข้าแย่งชิงเบียดบังทรัพยากรน ้าจากชุมชนได้มากยิ่งขึ ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อยที่ต้อง
แบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ก็ต้องประสบภาวะยากล าบากหนักขึ ้นไปอีกจากต้นทุนค่าน ้าที่เพิ่มเข้ามา