NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank )  (Read 163 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3769
       ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank ) หรือ เอดีบี จัดตั ้งเมื่อปีพ.ศ. 2509 เพื่อส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และ
ความร่วมมือในภูมิภาคเอเซียและตะวันออกไกล เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก าลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก (
Developing Member Countries : DMCs) ส านักงานใหญ่ของเอดีบีตั ้งอยู่ที่กรุงมนิลา ประเทศฟิ ลิปปินส์
ปัจจุบันเอดีบีมีประเทศสมาชิกอยู่ 58 ประเทศ เป็นประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิ ค 42 ประเทศ และสมาชิกนอกภูมิภาคอีก 16 ประเทศ ใน
จ านวนสมาชิกทั ้งหมดเป็นประเทศก าลังพัฒนา 37 ประเทศ บทบาทของเอดีบีได้แก่ เงินกู้ เงินลงทุน และความช่วยเหลือด้านวิชาการ แก่รัฐบาล
และบริษัทเอกชนในประเทศก าลังพัฒนา เพื่อการเตรียมและลงมือท าโครงการพัฒนาต่าง ๆ รวมทั ้งให้การส่งเสริมการลงทุนจากเงินทุนสาธารณะ
และของเอกชนเพื่อใช้ในงานพัฒนา
เอดีบีจัดแบ่งกองทุนเป็น 3 ประเภทได้แก่
แหล่งเงินกู้สามัญ (Ordinary Capital Resources: OCR) ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนก้อนใหญ่ของเอดีบี ได้มาจากเงินทุนและเงินส ารองของสมาชิก
และเงินยืมจากแหล่งทุนต่าง ๆ
กองทุนเพื่อการพัฒนาเอเซีย ( Asian Development Fund: ADF) ส าหรับให้ประเทศยากจนสุด ๆ กู้ยืมแบบไม่มีดอกเบี ้ยในระยะปลอดหนี ้ 10
ปี และสามารถใช้คืนได้ใน 40 ปี
กองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือด้านวิชาการ (Technical Assistance Special Fund: TASF) ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ และกองทุนพิเศษจาก
ญี่ปุ่ น (Japan Special Fund :JSF) ที่ให้เงินช่วยเหลือเพื่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ แก่โครงการพัฒนาของภาคเอกชนเพิ่มเติมจากเงิน
ช่วยเหลือด้านวิชาการ
เงินทุนของเอดีบีได้มาจากเงินสมทบ และค่าสมาชิกจากประเทศสมาชิก รวมทั ้งเงินยืมจากตลาดทุนระหว่างประเทศ ประเทศที่ให้การสนับสนุน
กองทุนพัฒนาเอเซียได้แก่ ญี่ปุ่ น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ออสเตรเลีย และแคนาดา
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตามล าดับได้แก่ ญี่ปุ่ น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย แคนาดา สาธารณรัฐเกาหลี
เยอรมัน และมาเลเซีย ในขณะที่ผู้กู้รายใหญ่ ณ ปี 2542 ได้แก่ อินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิ ลิปปินส์ ไทย อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา
เวียตนาม อุเบกิชสถาน และเนปาล
โครงสร้างเอดีบีและบทบาทหน้าที่
อ านาจสูงสุดอยู่ที่สภาผู้ว่าการ (Board of Governors) ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ 1 คน และตัวแทนผู้ว่าการ 1 คน ซึ่งประเทศสมาชิกเป็นผู้เลือก
ส่งมา ก าหนดประชุมกันเป็นทางการปีละ 1 ครั ้ง สภาผู้ว่าการจะเลือกคน 12 คน มาท าหน้าที่สภาผู้อ านวยการ (Board of Directors) ภายใต้
การก ากับของประธานเอดีบี ซึ่งมีรองประธานช่วยงานอีก 3 คนได้แก่ ฝ่ ายจัดการ หัวหน้าฝ่ าย (Principle Officers) และเจ้าหน้าที่อาวุโส (
Senior Staffs)
ในสภาผู้อ านวยการ 12 คน เลือกจากประเทศสมาชิกในภูมิภาค 8 คน อีก 4 คนมาจากประเทศสมาชิกนอกภูมิภาค การเป็นสมาชิกสภาชุดนี ้ใช้
ระบบโควต้า ซึ่งจัดสรรโดยดูจากจ านวนหุ้นที่มีในธนาคาร บางประเทศลงหุ้นมากพอก็สามารถมีกรรมการของตนเองได้หลายคน แต่บางประเทศมี
หุ้นน้อย ก็ต้องเอาสิทธิในการมีกรรมการของตน และประเทศหุ้นน้อยอื่นมารวมกันเพื่อให้ได้กรรมการ 1 คน สมาชิกสภาชุดนี ้ประชุมกันทุกอาทิตย์
เพื่อตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของธนาคาร รวมทั ้งเรื่องอนุมัติโครงการและนโยบายพิเศษที่มีการเสนอให้พิจารณา น ้าหนักการออกเสียงของกรรมการจะ
ดูกันที่ปริมาณที่ประเทศนั ้น ๆ ลงขันให้ธนาคารเป็นส าคัญ แต่การตัดสินใจส่วนใหญ่ใช้ฉันทามติ ไม่ค่อยได้มีการออกเสียงกันเท่าใดนัก แต่
เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่ น และสหรัฐอเมริกา ลงขันให้เอดีบีมากกว่าประเทศอื่น จึงท าให้ทั ้งสองประเทศคุมเสียงกว่า 26.4 % ในการลงมติเรื่องต่าง ๆ
ของธนาคาร
ในระยะกว่า 30 ปีของการก่อตั ้ง เอดีบีให้เงินกู้แก่ประเทศต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 56,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อท าโครงการต่าง ๆ ไปแล้วกว่า 1,300
โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานด้านโครงสร้างพื ้นฐาน เช่น ด้านพลังงาน การเกษตร และการขนส่งและการคมนาคม ทั ้งหลายทั ้งปวงเหล่านี ้เป็น
โครงการที่เอดีบียังคงมุ่งมั่นจะส่งเสริมแนวทางการพัฒนาซึ่งเน้นความเจริญเติบโตที่อิงการส่งออกอยู่เช่นเดิม
เอดีบีกับสังคมไทย
ประเทศไทยกู้เงินจากเอดีบีครั ้งแรกในปี 2511 เพื่อสนับสนุนการด าเนินงานของ “บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ในวงเงิน 5 ล้าน
เหรียญสหรัฐ ก่อนปี2538 เงินกู้ของเอดีบีจะเกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน ขนส่งและโทรคมนาคม คิดเป็น 44% และ 32% ของเงินกู้ตามล าดับ นับ
จากปี 2539 เป็นต้นมาเงินกู้ของเอดีบีเปลี่ยนมาเน้นด้านโครงสร้างพื ้นฐานทางสังคม (51%)
นับจากอดีตถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2542) ประเทศไทยกู้เงินจากเอดีบีมาแล้วทั ้งสิ ้น 80 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวม 5,312.11 ล้าน
เหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นโครงการทางด้านต่างๆ ดังนี ้ พลังงาน (32%), สื่อสารและคมนาคม (22%), สังคม (14%), การเกษตร (13%), การเงิน
(9%), อุตสาหกรรมและเหมืองแร่ (1%) และอื่นๆ (9%) โครงการเงินกู้จากเอดีบีที่ยังด าเนินการอยู่ในปัจจุบันมี 18 โครงการ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม
2542) คิดเป็นวงเงิน 2,550.894 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นโครงการทางด้านเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ 19%, คมนาคม 18%, สังคม 18%,
การเงิน 14%, พลังงาน 11%, และอื่นๆ 20%
เอดีบีให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ไทยจ านวน 122 โครงการมูลค่า 41.98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2542) ในจ านวนนี ้แยก
เป็นโครงการเตรียมการ 45 โครงการ มูลค่า 13.78 ล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการให้ค าปรึกษาในการด าเนินงาน 79 โครงการ มูลค่า 28.20
ล้านเหรียญสหรัฐ
เฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบความช่วยเหลือประเทศไทยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) (rescue package) ซึ่งมี
วงเงิน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ เอดีบีได้เข้าร่วมสมทบในวงเงิน 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการปรับโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการปรับโครงสร้าง
สถาบันการเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการปรับโครงสร้างทางสังคม 500 ล้านเหรียญสหรัฐ โครงการปรับโครงสร้างภาคเกษตร 300 ล้าน
เหรียญสหรัฐ โครงการปรับโครงสร้างธนาคารกรุงไทย 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และโครงการเพื่อสนับสนุนการส่งออก 50 ล้านเหรียญสหรัฐ(โดยผ่าน
ทางธนาคารเพื่อการส่งออกและน าเข้า) เป็นต้น
แผนความช่วยเหลือประเทศไทยของเอดีบี
แผนความช่วยเหลือประเทศไทย (2542-2544) ซึ่งจัดท าขึ ้นในเดือนพฤศจิกายน 2541 ระบุว่าวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติงานใน
ประเทศไทยของเอดีบีมี 3 ประการคือ
สร้างเสถียรภาพ และปรับโครงสร้างเพื่อฟื ้นฟูกระบวนการในการเจริญเติบโต
เพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ ความสมดุลย์ระหว่างภูมิภาค และการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน
พัฒนาคุณภาพชีวิต
แนวการด าเนินงานและยุทธศาสตร์ของเอดีบี
ท าโครงการเงินกู้แบบเร่งด่วนและก าหนดแนวทางการให้สินเชื่อ ซึ่งเชื่อว่าจะสนับสนุนเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะภาคการเงิน และจะ
เป็นการปูพื ้นฐานให้เกิดการปรับโครงสร้างได้ส าเร็จ
โครงการเงินกู้ส าหรับภาคการเงิน โครงการเงินกู้ภาคสังคม และภาคเกษตร
โครงการทั ้งหมดยกเว้นที่เกี่ยวกับระบบโดยรวมของประเทศจะเน้นไปที่ภาคเหนือ ภาคตะวันเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งเป็นภาคที่มีการพัฒนาต ่า
แต่เป็นที่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ต ่ากว่าเส้นความยากจน เพื่อจ ากัดการขยายตัวของความเหลื่อมล ้าระหว่างภูมิภาค
ยุทธศาสตร์เหล่านี ้พยายามให้ความส าคัญแก่การลดความยากจน การสนับสนุนบทบาทของผู้หญิงในงานพัฒนา และการปกป้องสิ่งแวดล้อม
โครงการที่เป็นความร่วมมือทางการเงิน (Co-financing) เพื่อจะใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าต่อวงเงินที่เอดีบีลงไป และโครงการที่จะพัฒนาคุณภาพ
การปกครอง เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื ้ออ านวยต่อภาคเอกชน และลดความแตกต่างระหว่างหญิง-ชาย ในการจ้างงาน
เอดีบี :วิกฤตสังคมไทย
เอดีบีให้ความส าคัญในเรื่องการปฏิรูปสถาบันการเงินเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน และฟื ้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ เอดีบีท างานร่วมกับ
ธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ ในการปฏิรูปการเงินในไทย ไอเอ็มเอฟมีหน้าที่ปฏิรูปและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ธนาคารโลกมีหน้าที่ท าการปฏิรูปและปรับปรุงสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และช่วยรัฐบาลในการปฏิรูปกฎระเบียบส าหรับธนาคาร และบริษัท
ด้านการเงินอื่น ๆ เอดีบีช่วยรัฐบาลในการปฏิรูป และพัฒนาตลาดทุน เพื่อเพิ่มช่องทางในการระดมทุน เช่นโครงการเงินกู้เพื่อปฏิรูปตลาดการเงิน
การแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนของการขาดสภาพคล่องของผู้ส่งออก การจัดสรรเงินกู้จ านวน 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรวมจาก 69 ธนาคาร
พานิชย์บนฐานเงินกู้ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และการประกันเครดิตของเอดีบี จะเห็นได้ว่าองค์กรธนาคารโลก เอดีบี และไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นองค์กร
เหนือโลกเหล่านี ้แบ่งงานกันอย่างลงตัวโดยสหรัฐอเมริกามีอิทธิพลในธนาคารโลกท าหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจระดับโลก ในภูมิภาคเอเซียมี
การจัดสรรให้ญี่ปุ่ นซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจกับอเมริกาเป็นหัวหอกในการจัดระเบียบเศรษฐกิจเอเซีย เอดีบีจึงเป็นภาพสะท้อนการ
จัดสรรอ านาจของประเทศยักษ์ใหญ่ ในการควบคุมทิศทางการพัฒนา เห็นได้จากการแต่งตั ้งต าแหน่งประธานเอดีบี ทุกคนล้วนเป็นคนญี่ปุ่ นทั ้งสิ ้น
และในขณะนี ้จะเห็นว่าในองค์กรเอดีบีเอง มีคนญี่ปุ่ นท างานในระดับสูงอยู่หลายสิบคน
การกู้เงินของประเทศไทยจากเอดีบี มีการรับรู้ และการตัดสินใจการใช้เงินกู้จากเอดีบีเพียงกลุ่มคนบางกลุ่มในคณะรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ
เพียงบางหน่วยงาน การด าเนินงานกู้เงินจากเอดีบีในประเทศไทยไม่มีความโปร่งใส และละเลยกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เป็นที่น่า
สังเกตว่าในขณะที่เอดีบีประกาศนโยบายสนับสนุนกึ่งบังคับให้ประเทศลูกหนี ้โปร่งใสเป็นธรรมรัฐ แต่ตัวเอดีบีมีการบริหารงานอย่างไม่โปร่งใส และ
ไม่ได้ให้ความเป็นธรรม รวมทั ้งไม่มีความเป็นธรรมในการมีส่วนร่วมอย่างทัดเทียมของประเทศผู้ถือหุ้น อ านาจการตัดสินใจขึ ้นอยู่กับสัดส่วนของ
งบประมาณที่สนับสนุน ประเทศญี่ปุ่ นและสหรัฐ ฯ มีอ านาจในการออกคะแนนเสียงตามสัดส่วนหุ้นที่มีประเทศละ 16.05 % คิดเป็นคะแนนเสียง
สูงสุดถึงร้อยละ 13.2 เท่ากัน สองประเทศรวมกันเป็นคะแนนเสียงร้อยละ 26.4 จากสมาชิกทั ้งหมด ประเทศไทยมีคะแนนเสียงเพียง 1.4 จากเงิน
สนับสนุนร้อยละ 1.4 ที่มีในกองทุนเท่านั ้น การก าหนดนโยบาย การอนุมัติเงินกู้ จึงมักจะเป็นไปตามผลประโยชน์ของญี่ปุ่ นและอเมริกาเป็นส่วน
ใหญ่ มากกว่าจะรับผิดชอบต่อประเทศสมาชิกตามที่ควรจะเป็น กระบวนการตัดสินใจดังกล่าวท าให้พบว่า เอดีบีมีบทบาทเป็นสถาบันการเงินที่รับ
ใช้ผลประโยชน์ของประเทศแหล่งทุนเสียงข้างมาก
รูปธรรมของการเป็นเครื่องมือของแหล่งทุนของเอดีบี เห็นได้ชัดเจนจากเงื่อนไขเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรมจ านวน 300 ล้านเหรียญที่
คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542 มีเงื่อนไขผูกพันให้รัฐบาลไทยด าเนินการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของไทยทั ้งระบบ ทั ้ง
ด้านการจัดการทรัพยากรน ้า ที่ดิน พื ้นที่ต้นน ้า ระบบสินเชื่อ การตลาด การวิจัย และปรับบทบาทขององค์กรภาครัฐ เพื่อน าไปสู่การเพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งออก และขยายการเติบโตให้กับภาคเกษตรกรรมไทย โดยเอดีบีก าหนดให้รัฐบาลต้องลด
การอุดหนุนภาคเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการให้เลิกประกันราคาพืชผล แทรกแซงปัจจัยการผลิต มิหน าซ ้ายังให้รัฐให้สินเชื่อแก่เกษตรกรในอัตรา
ตลาดแต่ขณะที่ประเทศญี่ปุ่ นและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งทุนที่ใหญ่ที่สุดของเอดีบีกลับได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่อุดหนุนภาคเกษตรกรรมสูงที่สุด
ในโลก เอดีบีก็หาได้ใช้เงื่อนไขดังกล่าวไปบังคับประเทศแหล่งทุนไม่ บทบาทของเอดีบีในฐานะ “นายหน้า” ของประเทศมหาอ านาจและกลุ่มทุน
ข้ามชาติยิ่งแจ่มชัดยิ่งขึ ้นดังเช่น การสนับสนุนโครงการความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน ้าโขง (ไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, ยูนนาน)
โดยเอดีบีได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาและก าหนดว่าจะต้องใช้เงินทุนถึง 40,000 ล้านเหรียญ โดยจะมีโครงการขนาดใหญ่กว่า 100 โครงการ ทั ้ง
ด้านพลังงาน การสื่อสาร เขื่อน ถนน รถไฟ การท่องเที่ยว การลงทุน และการค้า ฟังดูผิวเผินก็เหมือนว่า เอดีบีจะลงทุนครั ้งใหญ่ท าให้เงินทุนสะพัด
เศรษฐกิจเติบโต แต่ในความเป็นจริง เอดีบีได้เป็นนายหน้าเชื ้อเชิญให้กลุ่มทุนจากญี่ปุ่ น และประเทศอุตสาหกรรมทั ้งที่อยู่ในภูมิภาคหรือที่อื่น ๆ
เช่น แถบสแกนดิเนเวีย เข้ามารับเหมาประโยชน์จากการลงทุนเหล่านี ้ทั ้งสิ ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ปรึกษา บริษัทร่วมลงทุนรับเหมาก่อสร้าง นอกจาก
โครงการในลุ่มน ้าโขงแล้วเอดีบี ยังร่วมทุนเอกชนลงทุนในโครงการในไทย เช่น สนามบินหนองงูเห่า โครงการท่อก๊าซไทย-พม่า โครงการบ าบัดน ้า
เสียคลองด่าน สมุทรปราการ เม็ดเงินส่วนใหญ่จากการลงทุนจึงถูกสูบกลับไปประเทศอุตสาหกรรม มากกว่าที่จะตกสู่ประเทศที่เป็นลูกหนี ้อย่าง
แท้จริง แต่สิ่งที่เหลือไว้ให้แก่ประเทศที่เป็นเป้าหมายงานพัฒนาหาใช่การถ่ายทอดเทคโนโลยี่ เพราะล้วนมีสิทธิบัตรก ากับ หรือการสร้างงานป้อน
ตลอดเสรี แต่เป็นความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโดยตรง ภาระหนี ้สินที่ทับโถมจนจาก
จะไถ่ถอน และความขัดแย้งระหว่างรัฐ-ทุน กับประชาชนที่รุนแรงยิ่งขึ ้น และที่ส าคัญที่สุดคือ การถูกทุนต่างชาติเข้าครอบครอง ควบคุมโครงสร้าง
เศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้ทุนเหล่านี ้ได้ตักตวงผลประโยชน์อย่างเสรี ในขณะที่ประชาชนของประเทศลูกหนี ้ ฐานทรัพยากรที่เป็นที่พึ่งพิงในการใช้ชีวิต
และท ามาหากินเสื่อมโทรมลง ประชาชนยากจนเพิ่มขึ ้น ณ เวลานี ้ประเทศไทยก าลังโดนปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเกษตร และ
ทรัพยากรให้เข้าสู่การบริหารจัดการโดยกลุ่มทุนอย่างเสรี ภาคสังคมเอง มหาวิทยาลัยนอกระบบ โรงพยาบาลในก ากับของรัฐก าลังจะเกิดขึ ้น โดยที่
คนยากจนถูกกีดกันจากการเข้าถึงบริการที่ราคาแพง ขณะที่ภาคเกษตรถูกเร่งรัดส่งออก โดยก าหนดให้ลดการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย แต่ให้
ทุ่มก าลังหนุนเกษตรกรรายใหญ่ หรือภาคทรัพยากรเอง เช่น น า้ ทดี่ ิน ก็ถกูแปรรูปให้เป็นกรรมสทิธิ์เอกชนมากขนึ้ เพื่อที่ทนุ ชาติและตา่ งชาติจะได้
บริโภคเสรี ดูเหมือนรัฐบาลก าลังเชื่อฟัง และร่วมประโยชน์กับนายหน้าเอดีบีเสียยิ่งกว่าจะใส่ใจกับคนยากคนจน
นโยบายการให้กู้เงินของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และเงื่อนไขที่มาพร้อมกับเงินกู้ หรืออีกหนึ่งรูปแบบของทุนต่างชาติที่ก าลังคืบคลานเข้ามา
ยึดกุมระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และทรัพยากรของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่การสร้างความมั่งคั่งและผลก าไรให้กับประเทศของ
ตนเอง
ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศ และต้องการรักษาอ านาจแห่งการเป็นเจ้าของประเทศไว้ จึงต้องร่วมกันเคลื่อนไหว ผนึกก าลัง สานเครือข่าย
เพื่อปฏิเสธแผนงานและโครงการความช่วยเหลือที่เคลือบแฝงของทุนข้ามชาติ รวมทั ้งรณรงค์เพื่อปฏิเสธการกู้ยืมเงินในทุกรูปแบบจากองค์กรข้าม
ชาติเหล่านี ้
ในปี พ.ศ. 2543 ด้วยเจตนารมย์เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวภาคประชาชน ให้รับรู้เท่าทันแผนการขององค์กรข้ามชาติ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
จากโครงการความช่วยเหลือและการพัฒนาจากองค์กรข้ามชาติเหล่านี ้จึงได้พร้อมใจกันจัดท าแผนภาคประชาชน ร่วมกับพันธมิตรนักวิชาการเพื่อ
ประชาชน องค์กรเอกชน กลุ่มผู้บริโภค ผู้ใช้แรงงาน และสาธารณชน
แผนภาคประชาชนคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติที่ภาคประชาชนจะร่วมกันด าเนินตามแนวนโยบายที่ประชาชนเห็นว่าเหมาะสม
เพื่อให้ภาคประชาชนได้ก าหนดอนาคตของตนเองและอนาคตของประเทศชาติอย่างแท้จริง
เอดีบี กลไกทุนข้ามชาติในเงามืด
ก่อนจะมีเอดีบี                                             
[/b]