NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: 2. แปรรูประบบการศึกษา ที่ผ่านมารัฐบาลใช้ค่าใช้จ่ายส าหรับด้านการศึกษาสูงมาก  (Read 225 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3815
2. แปรรูประบบการศึกษา
ที่ผ่านมารัฐบาลใช้ค่าใช้จ่ายส าหรับด้านการศึกษาสูงมาก และเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เอดีบีจึงได้เสนอการแปรรรูประบบ
การศึกษาโดยให้ภาคเอกชนเข้ามาด าเนินการ เช่น การให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยให้เหตุผลอย่างสวยหรูคือ "เพื่อปรับปรุงคุณภาพ
การศึกษา" แต่โดยเนื ้อแท้การแปรรูปนี ้จะส่งผลกระทบประชาชนในหลายด้าน คือ
ค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบจะแพงขึ ้น มหาวิทยาลัยจะต้องบริหารแบบเอกชน มีเป้าหมายเพื่อสร้างก าไรเป็นหลัก เพราะ
งบประมาณสนับสนุนจากรัฐจะน้อยลง ลูกคนยากคนจนที่ไม่มีทุนรอน ก็จะไม่สามารถศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
การสนับสนุนการศึกษา วิจัยเพื่อสังคมหรือคนจนจะลดน้อยลง เพราะไม่ท าก าไร แต่จะเน้นไปศึกษาเรื่องธุรกิจ การตลาด วิศวะ หรืออื่น ๆ ที่สร้าง
รายได้มากขึ ้น การศึกษาทางเลือก ที่เน้นวัฒนธรรมภูมิปัญญาของชุมชนก็จะถูกกีดกันออกไปจากระบบในที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับลูกศิษย์ อาจกลายเป็นบริษัทกับลูกค้า ซึ่งลูกค้าที่มีตังค์จ่ายก็จะสัมพันธ์ดีกว่าลูกค้าจน ๆ อันเป็นการเปลี่ยนแปลง
วัฒนธรรมการเรียนรู้ของไทยอย่างสิ ้นเชิง
3. แปรรูประบบสาธารณสุข
เอดีบีมองว่าภาระค่าใช้จ่ายของรัฐอีกด้านหนึ่งที่มีการใช้ไปเป็นจ านวนมาก คือค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข ซึ่งมีทั ้งค่ายา และเวชภัณฑ์
เช่นเดียวกับระบบการศึกษา ฉะนั ้นจึงมีการเสนอให้แปรรูประบบสาธารณสุข โดยในขณะนี ้มีการท าโครงการน าร่องโรงพยาบาลระดับศูนย์ของรัฐ
ให้ออกนอกระบบราชการ 7 แห่ง คือ หาดใหญ่ ยะลา สตูล รพ.นครพิงค์ ขอนแก่น สระบุรี และบ้านแพ้ว สมุทรสาคร
รัฐมีเจตนาแน่วแน่ที่จะลดต้นทุนด้านการสาธารณสุข ขณะนี ้ต้นทุนของการบริการสาธารณสุขประเทศไทยซึ่งก็ต ่าอยู่แล้ว การให้บริการสาธารณสุข
อาจจะถูกจัดการในรูปของกิจการเชิงพาณิชย์มากขึ ้น แต่ละโรงพยาบาลต้องดิ ้นรนหางบประมาณมาเลี ้ยงให้ตัวเองอยู่รอดได้ ผลกระทบที่เกิดขึ ้น
คือ
ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ ้น คนยากจนจะได้รับการดูแลน้อยลง เพราะโรงพยาบาลจะต้องบริหารแบบธุรกิจที่คิดก าไรหรือคิดแบบ “พ่อค้า” เป็นหลัก
(แม้เอดีบีจะให้เงินกู้ที่ไปสนับสนุนบัตรประกันสุขภาพ และบัตรสงเคราะห์คนยากจน หรือมีโครงการน าร่องบางแห่งที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหาร
จัดการและก าหนดค่ารักษาพยาบาล แต่ก็เป็นเพียงส่วนเสี ้ยวหากเปรียบเทียบกับทิศทางแปรรูปไปสู่การบริหารเอกชนที่จะท าหน้าสวัสดิการสังคม
น้อยลง)
4. เอดีบี กับแรงงานเสรี
จากเงื่อนไขเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางสังคมของเอดีบี รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมให้มีการแข่งขันในตลาดแรงงาน และต้องทบทวนนโยบายด้าน
แรงงานและนโยบายค่าจ้างขั ้นต ่า โดยต้องกระจายอ านาจไปสู่ภูมิภาค เพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามา โดยชูเรื่องค่าจ้างต ่าเป็นจุดขาย
ซึ่งขณะนี ้ได้มีการปรับปรุงวิธีการปรับอัตราค่าจ้างขั ้นต ่าเป็นแบบรายจังหวัด ทั ้งหมดนี ้จะท าให้ลูกจ้างเสียเปรียบ แม้จะอ้างการกระจายอ านาจ แต่
เป้าหมายโดยรวมต้องให้ค่าจ้างต ่า ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ ซึ่งในระดับจังหวัดแล้ว กลไกรัฐและนายจ้างก็จะเข้ามามีบทบาทสูงในการก าหนด
อัตราค่าจ้าง ขณะที่รัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อแรงงาน เพราะอ้างได้ว่าให้ภูมิภาค จังหวัดตัดสิน และเป็นไปตามกลไกตลาด
แล้ว
5. ปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม  กรอบนโยบายของเอดีบีต่อเรื่องการปรับโครงสร้างการเกษตร มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรส่งออก เกษตรพาณิชย์เป็นหลัก โดย
ก าหนดเงื่อนไขส าคัญได้แก่
5.1. มาตรการเก็บค่าน ้าเกษตรกร จากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน ้า และการจัดการน ้า
เอดีบีบอกรัฐบาลไทยว่า “รัฐบาลไทยได้ลงทุนสร้างเขื่อน ท าคลองชลประทาน ให้เกษตรกรใช้น ้าฟรี แต่เกษตรกรใช้น ้าเปลือง ไม่รู้จักประหยัดน ้าใน
การท าเกษตร ดังนั ้นต่อไปรัฐบาลต้องเลิกอุดหนุนเกษตรกร ต้องเก็บค่าน ้าเพื่อเกษตรกรจะได้มีจิตส านึกใช้น ้าประหยัด เมื่อน ้ามีราคา เกษตรกรก็
จะใช้น ้าปลูกพืชที่คุ้มค่ามากกว่าเดิม” เอดีบีจึงผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมาย พรบ.ทรัพยากรน ้า ซึ่งให้อ านาจรัฐควบคุมน ้าอย่างเบ็ดเสร็จ และให้
กรรมสทิธิ์เอกชนในการเป็นเจ้าของน า้ เช่นเดยีวกบัโฉนดที่ดินที่สามารถซือ้ขายได้และให้เอกชนเข้ามาจดัการนา ้แทนกรมชลประทานในบางสว่ น
น ้าที่เป็นเคยเป็นฐานชีวิตจะถูกแปรรูปเป็น “สินค้า” ที่มีราคาแพง ผลกระทบที่เกิดขึ ้นคือ
เกษตรกรต้องจ่ายค่าน ้าเพื่อท านา ท าสวน ท าไร่อันเป็นการซ ้าเติมเกษตรกรที่ประสบภาวะขาดทุน เป็นหนี ้สินอยู่แล้ว
น ้าจะถูกจัดสรรให้แก่กลุ่มทุน การเกษตรขนาดใหญ่ที่มีเงินจะจ่ายค่าน ้า ในเมื่อน ้ามีจ ากัด เกษตรกรรายย่อยที่มีสตางค์น้อย ย่อมไม่สามารถจ่ายได้
กลุ่มทุนที่มีเงินจ่ายได้ก็จะได้น ้า
เกษตรกรอาจจะต้องลด เลิกปลูกพืชหลายชนิดที่แม้จ าเป็นต่อชีวิต เช่น ข้าว แต่ไม่มีราคาดีในท้องตลาด เพราะเมื่อบวกต้นทุนค่าน ้าแล้วจะไม่คุ้ม
5.2. มาตรการแจกเอกสารสทิธิ์ที่ดินโดยไม่ปฏิรูป
เอดีบีเร่งรัดให้รัฐบาลออก สปก. จากปีละ 1,700,000 ไร่ เป็น 2,500,000 ไร่เพื่อให้กลุ่มทุนในชาติและต่างชาติได้ครอบครองที่ดิน เพราะรู้อยู่ว่า
การแจกเอกสารสทิธิ์แก่เกษตรกรโดยไมม่ ีนโยบายปฏิรูปที่ดิน หรือกระจายการถือครองทดีิน อยา่ งไรเสยีเกษตรกรก็จะรักษาที่ดินไว้ไม่ได้ ต้องขาย
ให้นายทุน เมื่อผนวกกับการมีสิทธิต่อน ้าแล้ว ที่กลุ่มทุนสามารถซื ้อได้จากแนวทางของร่างพรบ.ทรัพยากรน ้า กลุ่มทุนก็จะสามารถผูกขาด
ทรัพยากรทั ้งหมด เพื่อใช้พัฒนาธุรกิจการเกษตร และหรืออุตสาหกรรมได้สะดวก ขณะที่เกษตรกรรายย่อยก็จะสูญเสียที่ดิน สูญเสียความสามารถ
ในการท าเกษตรในรูปแบบของตนเองอีกต่อไป
5.3. มาตรการสนับสนุนเกษตรพานิชย์เพื่อการส่งออก และปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้านการเกษตร
มาตราการของเอดีบี เมื่อรวมกับข้อตกลงทางการเกษตร และเงื่อนไขของธนาคารโลกแล้ว เกษตรกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คือ
การส่งเสริมการผลิตพืชเพื่อส่งออก โดยการจัดตั ้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป ส่งออก เกษตรกรจะถูกผลักดันเข้าสู่ระบบเกษตร
พันธสัญญา ขึ ้นต่อบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ต้องขึ ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกพืชตามโควต้า ขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้ขึ ้นทะเบียน ไม่ได้ปลูกตาม
โควต้าจะถูกบังคับให้ขายผลผลิตแบบคละเกรดในราคาต ่า หรือไม่ได้รับการสนับสนุน แม้การเปิดเสรีสินค้าเกษตรจะดูสร้างโอกาสให้ประเทศไทย
ขยายตลาดด้านการเกษตรมากขึ ้น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกแก่บริษัทอุตสาหกรรมเกษตร ผู้ประกอบการ พ่อค้าส่งออก มิได้ตกถึงเกษตรกร
รายย่อย
เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต ปุ๋ ย ยาและเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมากขึ ้น เพราะเป็นท าการเกษตรขนาดใหญ่ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับ
บรรษัทข้ามชาติ
เกษตรกรมีหนี ้สินเพิ่มขึ ้น เพราะไม่อาจพึ่งตนเองได้ในการผลิต ต้องลงทุนสูงขึ ้น เพราะต้องจ่ายแม้กระทั่งค่าน ้า ราคาสินค้าพืชผลต้องผูกกับราคา
ตลาดโลก อีกทั ้งรัฐบาลก็ลดการช่วยเหลือลงด้วย ตามเงื่อนไขการค้าเสรี   ีแนวโน้มสูญเสียที่ดินท ากินมากขึ ้น เนื่องจากการเร่งออกกรรมสทิธิ์ในที่ดิน ที่มิได้มมีาตรการสนบั สนนุ ใด ๆรองรับ เมื่อชาวบ้านเป็นหนีส้นิ ที่ดินก็
หลุดมือง่ายมากขึ ้น ที่ดินเสื่อมโทรม เพราะการท าการเกษตรแผนใหม่ จะต้องมีการใช้ปุ๋ ย ยาเป็นปริมาณมาก จะท าให้ดินเสื่อมสภาพ เมื่อต้องเร่ง
ปลูกพืชเพื่อขายอีกโดยไม่มีการฟื ้นฟูสภาพ ดินก็ยิ่งมีสภาพแย่ลงเรื่อย ๆ
พึ่งตัวเองไม่ได้ในด้านอาหาร เพราะระบบการเกษตรเพื่อการค้า จะท าให้ทรัพยากรดิน น ้า ป่ าวิกฤติมากขึ ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาหารจาก
ธรรมชาติที่เกษตรกรเคยเก็บหามาได้ ขณะเดียวกันพืชเศรษฐกิจก็จะท าลายเมล็ดพันธุ์ข้าวและอาหารหลากหลายชนิดในไร่นาไปอีก
มีแนวโน้มว่าชาวนาชาวไร่ในประเทศไทยอีกเป็นจ านวนมากที่ยังมีระบบการผลิตแบบพออยู่พอกิน และยังไม่เข้าสู่ระบบ "ตลาด" เฉพาะอย่างยิ่งคน
ป่ าคนดอยเขตเกษตรที่สูง จนถึงชาวประมงพื ้นบ้านขนาดเล็ก จ าเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปเป็นการท าการเกษตรขนาดใหญ่
เป้าหมายคือการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก
เป้าหมายของเอดีบีที่บอกว่าจะลดทอนความยากจนในภาคเกษตรกรรม ก็ยิ่งท าให้คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ ้น และยังเป็นการเหยียบย ่าภาค
เกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้หมดหนทางยิ่งขึ ้นไปอีกด้วย
6. โครงการลดทอนความยากจน ในลุ่มน ้าโขง
นอกจากโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ โครงการช่วยเหลือประเทศ หรือ CAP เอดีบียังได้ด าเนินโครงการลดทอนความยากจน และการ
จัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน ้าไกลปืนเที่ยง โครงการได้รับการสนับสนุนในปี 2541 โครงการด าเนินการในประเทศพม่า จีน ลาว กัมพูชา
เวียดนาม และประเทศไทยในเขตดอยวาวี ลุ่มน ้ากกด้วย ได้มีการวิเคราะห์สาเหตุปัญหามีพื ้นฐานความเชื่อว่า "ความยากจนของชุมชนในชนบท
เป็นสาเหตุหลักของการท าลายสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน ้าของภูมิภาคน ้าโขง" โดยมองว่าวิถีชีวิต การท าการเกษตรของชาวบ้านที่ท ามาแต่เดิม ที่ท า
พออยู่พอกิน เก็บหาอาหารจากป่ า พึ่งพิงทรัพยากรรอบ ๆ ตัวเป็นตัวการส าคัญของการท าลายพืนที่ต้นน ้า
วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ การให้ชาวบ้านเข้าไปท างานในเมือง เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม หรือการท าการเกษตรแบบถาวรและเข้มข้นขึ ้น ท าการปลูก
ป่ า และควบคุมการเพิ่มขึ ้นของจ านวนประชากร
โครงการนี ้ไม่เพียงแต่โยนข้อหา "ท าลายสิ่งแวดล้อม" ให้แก่คนจนเท่านั ้น แต่ยังเป็นการผลักดันชาวนาชาวไร่ให้ออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดมากขึ ้นไป
อีกด้วย โดยใช้ค ากล่าวอ้างในนาม "ผู้พัฒนา" ว่าเพื่อขจัดความยากจนให้ออกไปจากภูมิภาคนี ้ และในอนาคตโครงการนี ้อาจกลายเป็นต้นแบบ
จัดการทรัพยากรในเขตต้นน ้าที่น่าเป็นห่วงยิ่ง
ในพื ้นที่ภาคเหนือ มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่ าเป็นจ านวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนต้องพึ่งพิงปา เก็บหาของป่ าเพื่อยังชีพ ปลูกข้าว ท าไร่ ที่
ผ่านมาชุมชนต้องสู้กับแนวความคิดการจัดการป่ าของกรมป่ าไม้อย่างหนักอยู่แล้วในการด ารงวิถีชีวิตอยู่บนพื ้นที่สูง กรมป่ าไม้ใช้กฎหมายเข้าไป
จัดการกับชุมชน โดยการประกาศเขตป่ าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัย ที่ท ากินของชุมชน ขณะนี ้การสนับสนุนของเอดีบีจะยิ่งท าให้ความขัดแย้งมีมากขึ ้น
และจะเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงพื ้นที่ต้นน ้ามากยิ่งขึ ้น
ระบบเกษตรกรรมแบบดั ้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยระบบเกษตรถาวรเชิงพานิชย์ขนาดใหญ่ ปุ๋ ยและยาจะไหลลงสู่แม่น ้า ชาวบ้านจะถูกไล่ออกจากบ้าน
ของตนเองมากขึ ้น การแย่งชิงทรัพยากรจากคนจนจะรุนแรงขึ ้น การเข้ามาจัดการพื ้นที่ต้นน ้าของเอดีบี จึงเท่ากับเป็นการปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้า
มาท าลายพื ้นที่ต้นน ้า และแย่งชิงทรัพยากรไปจากคนท้องถิ่นได้อย่างชอบธรรมมากยิ่งขึ ้นนั่นเอง
เงินกู้ที่ประเทศไทยได้มา จึงไม่ใช่ความส าเร็จของรัฐบาลที่ไปเจรจาขอกู้มาได้ แต่เงินกู้ดังกล่าวจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อสังคมไทย เฉพาะ
อย่างยิ่งคนจน จากที่เคยทุกข์ยากอยู่แล้วก็ยิ่งทุกข์หนักขึ ้นไปอีก และยิ่งไม่มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิตมากขึ ้น เพราะรัฐบาลเองก็ไม่สามารถ
ช่วยเหลืออะไรได้ แถมยังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนผลประโยชน์ข้ามชาติไปเสียอีก ที่ร้ายไปกว่านี ้ลูกหลานของคนจน ยังต้องชดใช้หนี ้ที่เกิดขึ ้น
พร้อมอัตราดอกเบี ้ยที่สูงขึ ้นไปเรื่อย ๆ เฉพาะของเอดีบีอัตราดอกเบี ้ยสูงที่สุดเท่าที่เคยกู้มาคือสูงถึงร้อยละ 8 แล้ว จะเอาที่ไหนมาชดใช้ในเมื่อฐาน
ชีวิตถูกท าลายสิ ้น
จากแผนงาน โครงการ ที่เป็นเงื่อนไขเงินกู้เอดีบีทั ้งหมดนี ้ เห็นได้ชัดเจนว่า เอดีบีคือ นายหน้า ของประเทศมหาอ านาจ ทุนข้ามชาติ ที่จะเข้ามาขูด
รีดทรัพยากรของประชาชนไทยและในภูมิภาคอาเซียนอย่างรุนแรงที่สุด โดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภาคเกษตรกรรม
ทรัพยากร เพื่อให้ทุนข้ามชาติเข้ามาตักตวงอย่างเสรี และจ ากัดบทบาทรัฐที่จะปกป้องประชาชน ซึ่งเป็นตามหลักการ “ตลาดเสรี” โดยที่ประชาชน
คนยากจน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย แรงงาน เด็ก คนในเมือง ต้องเผชิญหน้ากับหายนะอย่างถ้วนหน้า แล้วประชาชนไทยจะปล่อยให้เอดีบี
กับรัฐด าเนินการไปตามอ าเภอใจเช่นนั ้นหรือ
เงินกู้เอดีบี หนี ้และน ้าตา
ภาคแรก
รู้จักธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย
ธนาคารสัญชาติลูกครึ่ง
ญี่ปุ่ นผสมอเมริกา
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) เรียกกันสั ้นๆ ว่าเอดีบี ก่อตั ้งในปี พ.ศ. 2509 ชื่อบอกไว้ชัดเจนว่าเป็น
ธนาคาร เอดีบีจึงมีหน้าที่ส าคัญในการหาผลก าไรจากการด าเนินธุรกิจด้านธนาคาร ให้เงินกู้ยืมกับรัฐบาลประเทศยากจนในแถบเอเชียและแปซิฟิก
( อาทิเช่น จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม )
พร้อมกับเงินกู้ยืม เอดีบีบริการให้ค าปรึกษาส าหรับรัฐบาลผู้ขอกู้เงิน โดยเฉพาะการให้ค าปรึกษาแนะน าการใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้าง
พื ้นฐานและการพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ ทางรถไฟ ท่าเรือ สนามบิน การสื่อสาร
โทรคมนาคม และการลงทุนด้านด้านพลังงานระหว่างภูมิภาค เป็นต้น
เงินของเอดีบีมาจากสมาชิกผู้ลงหุ้น 58 ประเทศ เงินบริจาคจากประเทศมหาอ านาจและการกู้ยืมเงินอีกทอดจากตลาดเงินระหว่างประเทศ
ปัจจุบันสมาชิกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และมีอ านาจการตัดสินใจสูงสุดในเอดีบีคือญี่ปุ่ นและสหรัฐอเมริกา
ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
ลงทุนแล้วต้องมีก าไร
การบริหารของเอดีบีใช้ระบบโหวตเสียงตามจ านวนหุ้นที่ลง ซึ่งมีญี่ปุ่ นและสหรัฐอเมริกาถือหุ้นรวมกัน 32% รองลงมาเป็นประเทศมหาอ านาจใน
ยุโรป 16 ประเทศถือหุ้นรวมกัน 21% ที่เหลือเป็นประเทศยากจนแถบเอเชีย 42 ประเทศถือหุ้นรวมกัน 47%
สัดส่วนการถือหุ้นในเอดีบีที่แตกต่างระหว่างประเทศมหาอ านาจกับประเทศยากจน (53% กับ 47%) ส่งผลอย่างยิ่งต่อการก าหนดนโยบายและ
ทิศทางของเอดีบีต่อการให้กู้ยืมเงินกับประเทศยากจน เงินกู้ยืมของเอดีบีส่วนใหญ่จึงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขความต้องการของประเทศมหาอ านาจ
ซึ่งมักมีธุรกิจผลประโยชน์จากการค้าและการลงทุนในประเทศยากจนเหล่านี ้
ผลประโยชน์ที่ชัดเจนที่ประเทศมหาอ านาจผู้ลงหุ้นรายใหญ่ได้รับคือ สามารถประมูลงานการก่อสร้างหรืองานด้านอื่นในโครงการที่ขอกู้เงินจากเอดี
บี(โดยมากเอดีบีมักให้กู้เงินในการพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่) นอกจากนี ้ประเทศผู้ลงหุ้นยังสามารถขายวัตถุดิบและสินค้าให้กับโครงการที่ขอกู้
เงิน และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการก ากับให้ค าปรึกษากับการใช้เงินกู   
[/b]