NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: ภาคสอง เอดีบีกับประเทศไทย อดีตจนปัจจุบัน สัมพันธ์แค่เงินกู้  (Read 226 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3815
             ภาคสอง
เอดีบีกับประเทศไทย
อดีตจนปัจจุบัน
สัมพันธ์แค่เงินกู้
ประเทศไทยกู้เงินจากเอดีบีครั ้งแรกในปี พ.ศ.2511 ในโครงการความร่วมมือทางด้านการเงินเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมประเทศไทยเป็นจ านวนเงิน
185 ล้านบาท จนถึงปีปัจจุบัน (ธันวาคม 2542) ประเทศไทยเป็นหนี ้เอดีบีอยู่ทั ้งสิ ้น 196,548 ล้านบาทจากโครงการขอเงินกู้ทั ้งสิ ้น 80 โครงการ
โครงการที่อยู่ในช่วงการด าเนินการปัจจุบันและก าลังจะเกิดขึ ้น เช่น โครงการท่อก๊าซยาดานาที่จังหวัดกาญจนบุรี สนามบินงูเห่า โครงการตัดถนน
เชื่อม 6 ประเทศในแถบลุ่มน ้าโขง เป็นต้น
ภาพรวมสัดส่วนของการใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาประเทศไทยเน้นหนักไปที่ด้านพลังงาน 32 % การขนส่งและโทรคมนาคม 22% สวัสดิการสังคม
14% และการพัฒนาการเกษตร 13%
วิกฤตประเทศไทย…คือ
ก าไรของนายธนาคาร
ภายใต้สถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจระหว่างปี พ.ศ.2540-2541 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟได้ระดมเงินกู้จากธนาคารโลก
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และธนาคารกลางจากอีกหลายประเทศให้ประเทศไทยกู้เพื่อใช้เป็นทุนส ารองในกองกลางที่เรียกกันว่า ทุนส ารอง
เงินตราต่างประเทศและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยรวม 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (636,400 ล้านบาท) ในจ านวนนี ้เป็นเงินของเอดีบี
1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (44,400 ล้านบาท)
ปี พ.ศ.2542 เอดีบีให้เงินกู้ยืมกับประเทศไทยอีกครั ้ง พร้อมกับการยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยปรับปรุงขีดความสามารถการส่งออกภาคเกษตร หรือ
เรียกกันว่าแผนปรับโครงสร้างการผลิตจ านวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 22,200 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการด าเนินการโดยกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์
เงินกู้เหล่านี ้ไม่ใช่เงินกู้ที่ให้เปล่า ธนาคารโลกคิดอัตราดอกเบี ้ยกับรัฐบาลไทยร้อยละ 6-7 ต่อปี โดยมีระยะเวลากู้เงิน 15 ปี ในขณะที่เอดีบีคิดอัตรา
ดอกเบี ้ยร้อยละ 8 ต่อปี
มีการประมาณการว่า ณ ปีปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2543) ประเทศไทยเป็นหนี ้ธนาคารต่างประเทศและในประเทศรวมกันอยู่ทั ้งสิ ้น 3.2 ล้านล้านบาท
ทุกปีรัฐบาลไทยจะต้องจ่ายดอกเบี ้ยสูงถึง 240,000 ล้านบาท
เล่ห์เหลี่ยมนักลงทุนต่างชาติ
ยิงนกทีเดียว…..
การร่วมกันลงขันของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อเสนอเงินกู้ให้กับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ นับว่าได้สร้าง
ผลก าไรและเงื่อนไขที่เอื ้อต่อการลงทุนของนักธุรกิจ นายธนาคาร และบริษัทต่างชาติอย่างมหาศาล
นักลงทุนต่างชาติจากประเทศมหาอ านาจ นอกจากจะได้รับผลก าไรจากดอกเบี ้ยเงินกู้ที่รัฐบาลไทยต้องจ่ายปีละหลายแสนล้านบาทแล้ว ยัง
สามารถให้ค าปรึกษากดดันให้รัฐบาลไทยน าเงินไปใช้ในโครงการพัฒนาที่เอื ้อและเป็นประโยชน์ต่อการด าเนินธุรกิจของนักลงทุนในประเทศตนเอง
ด้วย ดังเช่นการใช้เงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่ โทรคมนาคม การขนส่ง และการพลังงานระหว่างประเทศ ล้วนต้องมีการสั่งซื ้อวัสดุ
อุปกรณ์ เทคโนโลยีทันสมัย ว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่ นและสหรัฐอเมริกามาให้
ค าปรึกษาแทบทั ้งสิ ้น เงินกู้จ านวนหนึ่งจึงถูกส่งกลับไปสร้างความเติบโตให้กับบริษัทธุรกิจประเทศผู้ให้กู้
โครงสร้างพื ้นฐานขนาดใหญ่เหล่านี ้ มองอีกแง่มุมหนึ่งคือต้นทุนที่นักลงทุนต่างชาติไม่ต้องจ่ายในการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จากการลงทุน
ด้านอุตสาหกรรมและการเกษตรในพื ้นที่ชนบทที่ห่างไกลความเจริญ หากกดดันให้ประเทศผู้ขอกู้เงินเป็นผู้จ่ายแทน
การเติบโตทางเศรษฐกิจ
เพื่อประโยชน์…นายทุนมือยาว
เงื่อนไขโครงการที่มาพร้อมกับเงินกู้ในระยะยาว จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลก าไรให้กับประเทศมหาอ านาจ ด้วยความสามารถในการ
ควบคุมกลไกการค้าในตลาดโลก รวมทั ้งการควบคุมปัจจัยการผลิตทั ้งด้านการเกษตร เคมีภัณฑ์ เทคโนโลยี และพลังงาน ท าให้ประเทศ
มหาอ านาจทั ้งหลายเป็นผู้ที่ได้รับผลก าไรสูงสุดจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลกและการแข่งขัน โดยมีเดิมพันเป็นระบบเศรษฐกิจประเทศ
ต่างๆ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า การช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินของนักลงทุนต่างชาติที่แฝงตัวมาในนามธนาคารและองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั ้ง
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี จะยอมทุ่มทุนเพื่อให้ประเทศไทยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากขึ ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างไม่อั ้น
ภาคสาม
แผนความช่วยเหลือประเทศไทยของเอดีบี
เบนเป้าจากพัฒนาโครงสร้างขนาดใหญ่
สู่…การยึดกุมภาคการเงิน สวัสดิการสังคม และภาคเกษตรกรรม
แผนความช่วยเหลือประเทศ (Country Assistance Plan: CAP) หรือเรียกกันสั ้นๆ ว่า “แคป” คือแผนความช่วยเหลือประเทศไทยโดยธนาคาร
เพื่อการพัฒนาเอเชีย ครอบคลุมระยะเวลาด าเนินการ 3 ปี จากปี 2542 ถึงปี 2544 แผนความช่วยเหลือนี ้ประกอบด้วยเงินกู้ยืม 600 ล้านเหรียญ
สหรัฐ พร้อมกับเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยปรับโครงสร้างภาคการเงินให้มีการลงทุนจากต่างชาติมากขึ ้น ปรับโครงสร้างภาคเกษตรเพื่อการส่งออก แปร
รูประบบการศึกษาและระบบสาธารณสุขให้คุ้มกับการลงทุนค่าใช้จ่าย
เป้าหมายสวยหรูที่ระบุไว้ในแคป คือ 1)สร้างเสถียรภาพและปรับปรุงเพื่อท าให้เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะเติบโต 2)เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ ความสมดุลย์ระหว่างภูมิภาคและการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน 3)การพัฒนาคุณภาพชีวิต
ปรับโครงสร้างภาคการเงิน
ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
เอดีบีท างานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก ในการปฏิรูปภาคการเงินในไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพื่อความมั่นใจกับนักลงทุน
ต่างชาติและฟื ้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไอเอ็มเอฟท าหน้าที่หลักก ากับควบคุมนโยบายการเงินการคลังของธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารโลกก ากับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
ส่วนเอดีบีท าหน้าที่เปิดช่องทางระดมทุนจากต่างประเทศเพื่อเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ เนื่องด้วยสถาบันเหล่านี ้คือกลไกที่
ส าคัญยิ่ง ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและธุรกิจการส่งออกที่เอื ้อผลประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาตินั่นเอง
ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินในประเทศไทยหลายแห่ง จึงถูกถือหุ้นส่วนใหญ่โดยนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาซื ้อกิจการสถาบันการเงิน
ในช่วงที่ประเทศไทยเกิดวิกฤต สิ่งที่เอดีบีต้องการและกดดันให้รัฐบาลไทยท าคือการปรับปรุงกฎหมาย นโยบายที่เอื ้ออ านวยและสร้างความมั่นใจ
ในการลงทุนให้กับนักลงทุนต่างชาติ
แปรรูปการศึกษาไทย
บริหารใหม่โดย….ภาคเอกชน
เอดีบีพิจารณาว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยใช้งบประมาณสนับสนุนการศึกษาสูงเกินจ าเป็น เป็นงบประมาณรายจ่ายทีไม่ก่อให้เกิดรายได้ จึงเสนอให้
รัฐบาลไทยแปรรูประบบการศึกษาโดยให้ภาคเอกชนเข้ามารับช่วงด าเนินธุรกิจด้านการศึกษาแทนรัฐบาล
โดยทิศทางการศึกษาไทยต่อไปจะถูกก ากับควบคุมโดยภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งจะเข้ามาจัดการควบคุมให้ระบบการศึกษาผลิตแรงงานที่เอื ้อต่อการ
ลงทุนทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนของแรงงานในระดับพื ้นฐาน (การศึกษาในระดับ
มัธยมต้น) การขยายการศึกษาด้านอาชีพเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตอบสนองตลาด และการพัฒนาฝีมือแรงงานหญิง เป็นต้น
ผลกระทบที่จะเกิดขึ ้นจากการปล่อยให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาก ากับดูแลระบบการศึกษาคือ ต่อไประบบการศึกษาจะถูกบริหารในเชิงธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายการศึกษาและค่าเล่าเรียนจะสูง รัฐจะไม่อุดหนุนภาคการศึกษาให้กับลูกคนยากจนอีกต่อไป ลูกหลานคนจนที่ไม่มีทุน จะไม่สามารถ
ศึกษาต่อในระดับสูงหรือในระกับมหาวิทยาลัยได้ แต่จะต้องเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพให้กับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเอกชน
แปรรูปโรงพยาบาล
หาผลประโยชน์จากสวัสดิการคนจน
ปัจจุบันรัฐบาลไทยใช้งบประมาณอุดหนุนการสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นกิจการด้านสวัสดิการสังคม มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนไม่ว่าจะเป็น
คนรวยหรือคนจนให้มีสุขภาพดี และเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐโดยทั่วถึง ดังเช่นนโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้าปี 2543
หากเอดีบีมองว่าร ฐบาลไทยมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ทั ้งค่ายา และเวชภัณฑ์ ที่สูงเกินไปและไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารด้านการ
ลงทุน จึงเสนอให้รัฐลดต้นทุนด้านสาธารณสุข โดยแปรรูประบบสาธารณสุขให้เป็นธุรกิจของเอกชนที่จะต้องพึ่งตนเองให้ได้ โดยปราศจากการ
อุดหนุนจากภาครัฐ
ภายใต้เงื่อนไขของเอดีบี ปัจจุบันได้มีโรงพยาบาลน าร่องเข้าสู่การแปรรูป 7 แห่ง คือ โรงพยาบาลหาดใหญ่ ยะลา สตูล โรงพยาบาลนครพิงค์
โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลสระบุรี บ้านแพ้ว และสมุทรสาคร
การแปรรูปโรงยาบาลที่ก าลังเกิดขึ ้นนี ้ จะท าให้โรงพยาบาลด าเนินนโยบายเพื่อการค้า และหาเงินเข้าโรงพยาบาลให้มากที่สุด คนยากจนคือผู้ได้รับ
ผลกระทบสูงสุด เนื่องจากไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ในอัตราเท่ากับคนทั่วไป การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข สวัสดิการและสวัสดิภาพ
ของคนจนจึงถูกริดรอนมากขึ ้น
ปรับโครงสร้างภาคเกษตร
ควบคุมทรัพยากรแหล่งสุดท้ายของเกษตรกร               
[/b]