NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: เมื่อเกิดกรณีการปิดเหมืองทองคำชาตรีที่ จ.พิจิตร เป็น ความผิดแจ้งชัดถึง ขั้นการเ  (Read 33 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3750
         เมื่อเกิดกรณีการปิดเหมืองทองคำชาตรีที่ จ.พิจิตร เป็น ความผิดแจ้งชัดถึง ขั้นการเวณคืน ทรัพย์สินราษฎร โดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายฯ
ชุมชนแห่งเสรีภาพ (THE LAND OF LIBERTY·3 มกราคม 2018
จากปัญหาของ เรื่อง เอกสิทธิ และ/หรือ สิทธิในการได้รับความคุ้มครองทางการเมือง และ ในทางคดีทุกชนิด (Sovereign Immunity) สู่การยกเว้น ในการใช้เอกสิทธิ และ หรือ สิทธิใน การได้รับยกเว้น ในเอกสิทธิ และ สิทธิในทางการเมือง และ ได้รับความคุ้มครองในทางคดีทุกชนิด (the waiver of [sovereign] Immunity)

ในปัจจุบัน การที่คดีเหมืองทอง “อัคราไมน์นิ่งส์ ต้องไปสู่การพิจารณา และ วินิจฉัย ชี้ขาด โดย องค์คณะอนุญาโตตุลาการ ในระหว่างประเทศ (the International Arbitration) ไม่ว่า จะเป็นอนุญาโตตุลาการของ  องค์การการค้าโลก หรือ WTO หรือ อนุญาโตตุลาการของ องค์การสหประชาชาติ หรือ  UNCitral
 
ย่อมให้ ผล ที่เป็นผลร้ายแก่ ประเทศไทย ในทางคดี ไม่มีประโยชน์ แต่ประการใดๆ  ที่จะไปตั้งทีมทนาย เพื่อต่อสู้คดี ที่อยู่ในการวินิจฉัยของ อนุญาโตตุลา- การต่างประเทศ และ *** ต้องขอถามตรงนี้ว่า “พวกคุณ ฝันไป หรือเปล่า?  ในเวลากลางวันแสกๆ”***!!!!!!!!!!!!

๑. ในเรื่องของ “เหมืองทองคำชาตรี ชื่อว่า อัคราไมน์นิ่งส์” ที่จังหวัดพิจิตร ที่ประเทศไทย ต้องถูก ดึง เข้าไป คู่กรณีพิพาท กับ ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือ (สนธิสัญญา) เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) ในระหว่าง ประเทศไทย กับ ผู้ลงทุนชาวออสเตรเลีย ที่ประเทศออสเตรเลีย ต้อง เข้ามา ต่อสู้คดี ให้ชนในชาติตนเอง ในฐานะผู้แทน หรือ ตัวแทนของ ประชาชนในชาติ ตนเอง
 
๒.  ตามแนวคิดของ กฎหมายระหว่างประเทศ  (International Law) และ ตามแนวคำพิพากษาของ ศาลโลกเดิม หรือ The Permanent Court of International Justice, PCIJ ดังปรากฏ ในคดีที่ศาลโลกเดิม ได้มี คำวินิจฉัย ชี้ขาดไว้

๓.  ในคดี Mavrommatis ในคดีหมายเลขแดงที่ 2 ลงวันที่ 30 สิงหาคม ปี ค.ศ 1924 ของศาล โลกเดิม จากในแฟ้ม (File) E.c. III   คดีหมายเลขแดง/ดำ  (Docket No. V.I.) ซึ่งศาลโลกชี้ว่า “รัฐบาล ที่ชอบด้วยกฎหมายของ ประเทศ กรีก ย่อม ต้อง เข้าเป็น ตัวแทนของ ราษฎรกรีก (ผู้เสียหาย) เพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทน และ ค่าปรับไหมให้แก่ ราษฎรของ ตนเองได้ ตามกฎหมาย”

๔. เมื่อศาลโลกเดิมวางแนวทางให้ รัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายของประเทศใด ต้องเข้าไปต่อสู้คดี เพื่อเรียกร้อง เอา ค่าแห่งความเสียหาย เป็น ค่าปรับไหม และ ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ราษฎรของ ตนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมหมดข้อสงสัย ในประเด็นแห่งคดีที่ว่า “รัฐบาล โดยชอบด้วยกฎหมายของ  ประเทศออสเตรเลีย จะเป็น ผู้ ที่สามารถนำเสนอ กรณีพิพาท ในระหว่าง ราษฎรออสเตรเลีย(บริษัทคิงส์เกตุ คอนโซลลิเดรดเต็ด พีทีวาย) กับ ฝ่ายบริหาร (เถื่อน) ของ ประเทศไทย ไปให้คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ทำการชี้ขาด ในปัญหาข้อพิพาทได้”

๕. ในประเด็นต่อไป ก็คือว่า “คณะอนุญาโตตุลาการ ระหว่างประเทศ ตามข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่อง การค้าเสรี ซึ่งข้อตกลงนี้อ้างถึง กฎเกณฑ์ขององค์การ การค้าโลก หรือ World Trade Organization, WTO โดยตลอด จะเกิดอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด หรือไม่ว่า:

๕.๑ คณะอนุญาโตตุลาการในระหว่างประเทศชุดนี้ มี อำนาจ หรือ มีความสามารถ โดยสมบูรณ์  ที่จะรับกรณีที่เป็นข้อพิพาทนี้ จากคู่กรณีที่พิพาท มาเพื่อทำการชี้ขาด

๕.๒ คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ชุดนี้  มีอำนาจ หรือ มีความสามารถโดยสมบูรณ์ (Full Competetency) ที่จะทำการชี้ขาด ในปัญหาข้อพิพาทในกรณีนี้

๕.๓ คณะอนุญาโตตุลาการชุดนี้ สามารถนำกฏเกณฑ์ในข้อกฎหมายของ UNcitral และ ของ WTO มาผสมผสาน เพื่อนำมาใช้ ในการชี้ขาด ในปัญหาข้อพิพาทนี้ ในระหว่างคู่กรณีนี้

๕.๔ เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการ มีความสามรถอย่างเปี่ยมล้นตามข้อ ๕.๓ ที่จะทำการชี้ขาด ในปัญหาข้อพิพาท ในกรณีนี้แล้ว การใช้อำนาจ “ปิดเหมืองทองคำชาตรี [อัคราไมน์นิ่งส์]” เป็น การ เวณคืนทรัพย์สิน หรือ สิทธิในทรัพย์สิน (Interest in the property) โดยไม่ชอบ ด้วย หรือ เป็น ปฏิปักษ์ กับ กฎหมายระหว่างประเทศ หรือไม่?

`๕.๕  การ ใช้อำนาจ ประกาศ ปิดเหมืองทองคำชาตรี ตามความในข้อ ๕.๔ และตามความของ รัฐธรรมนูญไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.  ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔  เป็น การกระทำได้โดยชอบ ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ หรือไม่? [กฎหมาย ในบทมาตรา นี้  เป็น กฎหมาย ที่ใช้บังคับ และ เป็น กฏชนเผ่า แต่โบราณ หรือไม่?]

๕.๖ กฏหมายระหว่างประเทศ (International Law) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมาย อันมี ที่มาจากข้อตกลงในระหว่างประเทศ หรือ สนธิสัญญา (Law deriving from International Agreement, Treaty) ย่อมอยู่ เหนือ และ มีผลบังคับก่อน
 
๕.๗ กฎหมายภายในของ  ประเทศไทย {รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔} ตามความของ คำพิพากษาของ ศาลโลกเดิม หรือ the Permanent Court of International Justice, PCIJ  ในคดีที่มีชื่อว่า “the Greco – Bulgarian Communities Case, 1930”

๕.๘ ประเทศไทย มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย เป็น ค่าสินไหมทดแทน และ ค่าปรับไหม ตามมาตรฐานทางคดี ที่ได้ชี้ขาดไว้โดย คณะอนุญาโตตุลาการ ในระหว่างประเทศ ของ WTO ที่ชี้ขาดไว้ ในคดีระหว่าง ประเทศเม็กซิโก v. ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ NAFTA. ................. (มีต่อ)   Thanaboon Chiranuvat                             
[/b]