NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: ที่วันนี้ ต้องขึ้นหัวข้อ ในการสนทนา ค่อนข้างรุนแรง สักนิด ทั้งนี้ ก็เพื่อ ต้องก  (Read 17 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3723
        ที่วันนี้ ต้องขึ้นหัวข้อ ในการสนทนา ค่อนข้างรุนแรง สักนิด ทั้งนี้ ก็เพื่อ ต้องการ กระตุก ต่อมสำนึกของ พี่น้องประชาชน คนไทย ที่เป็นผู้อ่าน ทั้งหลาย ให้เข้าใจ โดยตลอดว่า เมื่อหลักสูตร การเรียน การสอน ในหลักวิชานิติศาสตร์ (กฎหมาย) ของประเทศนี้ ยังมุ่งหวัง ผลสำเร็จในขั้นสุดท้าย อยู่ที่ กระดาษ (ใบปริญญาบัตร) มากกว่า ความรู้จริง ในทางกฎหมาย และ วิถีปฏิบัติ ตามกฎหมายเมื่อวัฒนธรรมแห่ง การเรียนรู้ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) ของ คนไทย
ซึ่งเป็น คนส่วนใหญ่ของ ประเทศไทย ไม่เคย รู้จัก หลักการ และ หลักเกณฑ์ของ กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะ คนไทย ศึกษา กฎหมายระหว่างประเทศ (International Law)
หวัง เพียงจะเอา ความรู้แบบ ที่ปรากฏในกระดาษ (ใบปริญญา) และ เชื่อมั่นในใบปริญญา จนไม่ลืมหู ลืมตา เพราะฉะนั้น ในวันนี้ ในวันที่ประเทศนี้ เต็มไปด้วยปัญหา ที่ คณะ เผด็จการ คสช. ได้สร้างขึ้น และ มอบให้แก่ ประเทศ และ ประชากรทั้งมวล คนไทย จึง ไม่อาจ หาทางออก ที่ถูกต้องให้แก่ ตนเอง.
๑. ที่วันนี้ ต้องขึ้นหัวข้อ ในการสนทนา ค่อนข้างรุนแรง สักนิด ทั้งนี้ ก็เพื่อ ต้องการ กระตุก ต่อมสำนึกของ พี่น้องประชาชน คนไทย ที่เป็นผู้อ่าน ทั้งหลาย ให้เข้าใจ โดยตลอดว่า เมื่อหลักสูตร การเรียน การสอน ในหลักวิชานิติศาสตร์ (กฎหมาย) ของประเทศนี้ ยังมุ่งหวัง ผลสำเร็จในขั้นสุดท้าย อยู่ที่ กระดาษ (ใบปริญญาบัตร) มากกว่า ความรู้จริง ในทางกฎหมาย และ วิถีปฏิบัติ ตามกฎหมาย
๒. คนไทย ย่อม ไม่ได้รับ ผลในทางปฏิบัติ ในทางกฎหมาย ที่ดีขึ้น เพราะ หาทางออก ที่ดีให้แก่ตัวเองไม่ได้ จึงทำให้คนไทย เป็น คน ที่ยังคงนิยมใช้ วิธีการเดิมๆที่เปรียบเสมือน คนตาบอด คลำช้าง อยู่นั่นเอง เมื่อคนไทย ผู้ ใฝ่หา ความเป็นประชาธิป ไตย ยังไม่รับรู้เลยว่า การที่ตัดเอากฎหมายระหว่างประเทศ หรือ International Law ออกจาก หลักสูตรการเรียน การสอน หรือ๓. สอนกฎหมายนี้ ไปแบบแกนๆ หรือ ไม่เห็น ความสำคัญของ เนื้อหา สาระของกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกัน กับ ที่ทุกชาติ ที่เจริญแล้ว ในโลกใบนี้ (Civilized Nations) เขา ให้ ความสำคัญแก่ กฎหมายในลักษณะนี้ และ ใช้กฎหมายในลักษณะนี้
๔. เป็น ตัวสะท้อน หลักเกณฑ์ และ หลักการของ กฎหมาย ในหมวดนี้ เข้าสู่ ระบบฎหมาย ในชาติของ เขา และ ใช้เป็น ตัววางหลักเกณฑ์ ในกฎหมาย และ ใช้แก้ ปัญหา ในข้อกฎหมายของ ระบบกฎหมายของ เขา จึง ทำให้เรา เห็น ได้ว่า วิธีการคิด การสร้างระบบกฎหมายภายใน แต่ละชาติ และ การแก้ไข ปัญหา ในข้อกฎหมาย ในสไตล์ หรือ แบบอย่างของ นานาชาติ นั้น เป็น รูปแบบเดียวกัน และ อยู่ในลักษณะ ที่ก้าวหน้า (Advance) กว่า ที่เป็นกันอยู่ ในบ้านเมืองของเรา
๕. เมื่อเรา ไปตัดเอา กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ International Law ออกไปจาก หลักสูตรการเรียน การสอนในวิชานิติศาสตร์ หรือ แม้ ไม่ตัดเอาวิชาการกฎหมายในด้านนี้ออกไป แต่ ก็ไม่เน้น ไม่ให้ ความสำคัญ แก่ การต้องเรียน ต้องศึกษา กฎหมายในด้านนี้ ให้เชี่ยวชาญ และ อย่างชำนาญการ เพราะ ความเขลาเบาปัญญาของบรรดาผู้ที่อ้างว่ารู้ “กฎหมาย” แต่ในความเป็นจริง “เป็นผู้ไม่รู้” และ เป็นได้อย่างมาก แค่เพียง นัก “เสือกสู่ รู้”
๖. เรา คนไทยจึงไม่รู้จัก Hugo Grotius (อ่านว่า “ ฮูโก้ กรอเทียส”) ว่า เป็นใคร? มีความสำคัญอย่างไร? ต่อ ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law System) ทั้งๆที่บุคคลผู้นี้ ที่มีอายุอยู่ในราว ปี ค.ศ. 1583 จนถึง ปี ค.ศ. 1645 คือ บุคคล ที่ชาติที่เจริญแล้ว (Civilized Nations) พากัน เรียกขาน ให้ ท่านเป็น “บิดาแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ” (Father of International Law) และตัวท่าน มี ความเป็นอัจฉริยะในกฎหมายระหว่างประเทศสูงมาก
๗. ตัวท่านผู้นี้ ได้เข้าเรียน ในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของ ประเทศเนเธอร์แลนด์ คือ Leiden University เมื่อตัวท่าน มีอายุ ได้เพียง 11 ปี และเรียนจบหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนี้ เมื่อมีอายุได้ เพียง 15 ปี ก็จบ ออกมา ประกอบวิชาชีพ ทางกฎหมายอย่าง ผู้รู้เจนจบ
๘. เมื่อกล่าวถึง Hugo Grotius (อ่านว่า “ฮูโก กรอเทียส”) แล้วจะเว้น ที่จะไม่เอ่ยถึง บุรุษอีกผู้หนึ่ง ที่มีความเก่งกล้า สามารถ ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ จนโลกตะวันตก และ ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องยอมรับ ในแนวหลักคิด และ ในแนวหลักปฏิบัติตาม ทางกฎหมายระหว่างประเทศของ ท่านอย่างปฏิเสธไม่ได้
๙. ท่านผู้นั้นคือ “Emmerich de Vattel หรือ Emer de Vattel” (อ่านว่า เอมเมอริช เดอ แวทแตล หรือ เอมเอมอร์ เดอ แวทแตล)เจ้าของ และ ผู้แต่งหนังสือ Law of Nations ที่เกี่ยวกับ กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เลื่องชื่อ และ อย่างสำคัญ ท่านผู้นี้ เป็นนักปรัชญา กฎหมาย ชาวสวิส มีอายุอาศัยอยู่บนโลกนี้ราว ปี ค.ศ. 1714 จนถึงปี ค.ศ. 1767 ผู้ที่มีอิทธิพล ต่อ หนังสือ บันทึก และ ข้อเขียน อย่างสำคัญของ ท่านคนหนึ่ง ก็คือ Hugo Grotius ในเรื่องกฎหมายธรรมชาติ, อำนาจอธิปัตย์แห่งรัฐ และ การใช้อำนาจอธิปัตย์แห่งรัฐ๑๐. ท่าน Vatell นั้น ในหนังสือ ที่ท่านแต่งขึ้น รวมทั้ง บทความ และ ข้อเขียน มีอิทธิพลอย่างมากต่อ บรรพชน ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างน้อย ๒ - ๓ ท่าน คือ อดีตประธานา ธิบดี ของ สหรัฐอเมริกา ฯพณฯ ยอร์ช วอชิงตัน, อเล็กซานเดอร์ แฮลมิงตัน และ ท่านเบญจามิน แฟรงค์กลิน และ กล่าวได้โดยสรุปว่า อย่างน้อย หนังสือเรื่อง Law of Nations ที่ท่าน Vattel แต่งขึ้น ส่งผลให้เกิด การเขียน ร่าง รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ขึ้น และ บรรจุแนวอิทธิพล ทางกฎหมาย จากหนังสือเล่ม ที่กล่าวนี้ลงใน รัฐธรรมนูญของ สหรัฐอเมริกา และ ได้ใช้อยู่มา จนถึง เวลาในปัจจุบันนี้ ท่านนักปรัชญาทางกฎหมาย ทั้งสองท่าน ที่กล่าวถึงนี้ มีเชื้อสาย ที่ผูกพันอยู่ กับ ผู้นับถือ “ศาสนายูดายน์ หรือ อิสราเอล” ในตระกูลของ ท่านทั้งสอง..................... (มีต่อ)by Thanaboon Chiranuvat                   
[/b]