NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: มนุษย์ตั้งคำถามกับ ‘ความทรงจำ’ ตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะเข้าใจความทรงจำ  (Read 12 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3723
    ความทรงจำ (Memories) อาจเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ทำให้มนุษย์ ‘เป็นมนุษย์’ ที่เราเฝ้าสงสัยมาเป็นเวลานับพันๆ ปี ความทรงจำนั้นยากเกินที่เราจะทำความเข้าใจหรือไม่ เราเก็บเกี่ยวความทรงจำที่ล้ำค่าพอๆ กับความทรงจำที่โหดร้ายอย่างไร หากจะมีอะไรเล่นตลกกับชีวิตคุณได้อย่างเจ็บแสบที่สุด ‘ความทรงจำ’ คือตัวการสำคัญที่ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความหมาย หรือไม่ ก็อาจพาคุณดิ่งเหว

 

ก่อนวิทยาศาสตร์จะเข้ามาตอบคำถามเรื่องความทรงจำในภายหลัง มันถูกส่งมาจากนักปรัชญาหลายรุ่นหลายสมัย จากที่เชื่อว่าหัวใจคือจุดศูนย์กลางแห่งความทรงจำ สู่การทำความเข้าใจเซลล์ประสาทในสมอง

เรามาดู Timeline ของการทำความเข้าใจความทรงจำของมนุษย์ ที่ช่างเดินทางมาไกลเสียเหลือเกิน

 

500 BC อุบัติการณ์ช่วยจำ หากไม่มีความทรงจำเลย พวกเราคงหลงอยู่ที่ไหนสักแห่ง ความทรงจำนั้นเป็นปริศนาที่มนุษย์ใคร่สงสัย คุณต้องจินตนาการก่อนว่าในอดีต เราไม่มีชุดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับความทรงจำนัก และการหลงลืมก็เป็นเรื่องเจ็บปวด

กวีเอกชาวกรีกนาม Simonides of Ceos พยายามพัฒนากลวิธีในการเพิ่มศักยภาพการจำ ที่เรียกว่า Method of loci เป็นการจดจำข้อมูลโดยการเรียงภาพต่อๆ กัน ที่ช่วยทำให้เราจดจำภาพถัดไปเหมือนการเดินทาง (Journey) ทางความทรงจำ ที่เชื่อมโยงกับสรรพสิ่งใกล้ตัว

ต่อมาพัฒนาเป็นวิธีการช่วยจำ Memory Palace ที่มีหลักการไม่ซับซ้อน เมื่อธรรมชาติของมนุษย์นั้นจดจำในสิ่งที่เขาคุ้นเคย เช่น บ้านที่เราอาศัย ห้องแต่ละห้องที่เราใช้ชีวิต เชื่อมโยงกับสิ่งที่เราอยากจะจดจำร่วมกับสถานที่นั้นๆ

วิธีการนี้ถูกท้าทายมาทุกศตวรรษ และปัจจุบันมันพิสูจน์แล้วว่า ‘เวิร์ค’  แม้แชมป์ความทรงจำโลก Alex Mullen สามารถจดจำค่าพาย (pi) มากถึง 70,000 ตัวเลข ด้วยเทคนิคโบราณนี้ หรือตัวละครในโลกนิยาย Sherlock Holmes ก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการไขคดี

 

300 BC ความทรงจำ อยู่ที่ ‘หัวใจ’    การไขความลับความทรงจำเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของนักปรัชญายุคบุกเบิก  Plato เปรียบเปรยความทรงจำของมนุษย์ว่า เสมือนหยอดกรดกัดกร่อนลงไปบนแม่พิมพ์ขี้ผึ้ง และ Aristotle ศิษย์เอกผู้ปราดเปรื่อง เสริมเพิ่มว่าการลืม (Forgetfulness) ของมนุษย์ก็มีธรรมชาติต่างกันในแต่ละช่วงวัย เช่น ในวัยเด็กจำได้ง่าย เหมือนหยดกรดในแม่พิมพ์ขี้ผึ้งที่ยังอ่อนนุ่ม พอแก่ตัวก็จำยากขึ้น เพราะขี้ผึ้งแข็งกลับแข็งกระด้างไปเสียแล้ว

ความทรงจำอยู่ใน ‘หัวใจ’ หาใช่ในสมอง สมองต่างหากที่พยายามหาเหตุมาหยุดยั้งหัวใจที่มักเตลิด

ไอเดียที่ว่าหัวใจนั้นเป็นแหล่งความคิดทั้งปวง ฝังรากฐานยาวนานหลายร้อยปี นักวิทยาศาสตร์ในอดีตหลายคนเคลือบแคลงใจมานานว่า เป็นไปได้ไหมที่มันเป็นอิทธิพลของ ‘สมอง’ (Brain) ควบคุมความคิด แต่เมื่อจะขอผ่าสมองแง้มดูสักหน่อย คริสตจักรดันมีกฎข้อห้ามมิให้ทำการผ่าชันสูตรสมองเพื่อการศึกษาใดๆ จนกระทั่งกฎเกณฑ์ค่อยๆ ผ่อนผันลงในศตวรรษที่ 17

คราวนี้นี่เองที่วิทยาศาสตร์ความทรงจำเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

1900 รุ่งอรุณแห่งประสาทวิทยา  นักปรัชญาชาวเยอรมัน Hermann Ebbinghaus เป็นผู้บุกเบิกวิทยาศาสตร์ความทรงจำสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยมาตอบคำถามอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาไม่ได้สนใจว่าความทรงจำอยู่ตรงไหน แต่สนใจความทรงจำทำงานอย่างไร จึงออกแบบลิสต์คำที่ไร้ความหมายมากถึง 2,000 คำ เช่น คำว่า kaf , nid , pes เพื่อทดลองในอาสาสมัคร

ช่างมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติของเรากลับมีวิธี ‘ลืม’ มากมายไปหมด ตั้งแต่จำแล้วลืมเลย หรือความจำค่อยๆ ลืมอย่างช้าๆ ผ่านเวลา ซึ่ง Hermann Ebbinghaus เป็นผู้นิยามความทรงจำที่พวกเราคุ้นเคยกันดี ที่ต้องร้อง ‘อ๋อ’  คือ ความทรงจำสัมผัส (Sensory) ความทรงจำระยะสั้น (Short Term Memory) และ ความทรงจำระยะยาว (Long Term Memory) ที่เรายังใช้นิยามนี้กันอยู่ถึงปัจจุบัน

ความทรงจำทางความรู้สึก (Sensory) คือ ความทรงจำแรกเริ่มที่แล่นสู่สมองเพียงเสี้ยววินาที ตั้งแต่ความรู้สึกผิวสัมผัส อุณหภูมิ รสชาติ แม้เราจะพยายามจำ แต่กลับลืมอย่างรวดเร็ว
ความทรงจำระยะสั้น (Short Term Memory) โดยปกติเมื่อเราพูดกับใครจบประโยค ก็มักจำได้เพียงชั่วครู่ 15 ถึง 30 วินาที การท่องบ่อยๆ ช่วยให้สมองจัดระเบียบไปสู่ความทรงจำระยะยาวได้เช่นกัน (Long Term Memory)
 

1990s  สู่การสร้าง ‘ความทรงจำเท็จ’  เมื่อเข้าสู่ยุคที่มีทฤษฎีใหม่มากมาย เราได้เห็นด้านที่อ่อนไหวของความทรงจำมากมากขึ้น Elizabeth Loftus และทีมวิจัยของเธอศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความทรงจำ โดยเฉพาะความทรงจำเท็จ (False Memories) เธอตั้งสมมติฐานว่า ความทรงจำของมนุษย์นั้นไม่มีความแน่นอนและสามารถบิดเบือนได้ โดยกลวิธีการฝังความทรงจำเท็จที่เปลี่ยนรายละเอียดในความทรงจำที่เราเคยสัมผัสไปแล้ว หรือแม้กระทั่งปลูกฝังความทรงจำที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

อิทธิพลของความทรงจำเหนี่ยวนำความเชื่อผู้คนได้ว่าพวกเขาเคยทำอะไรมาก่อน ซึ่ง False Memories เป็นปัจจัยต่อความคิด อารมณ์ การแสดงออกทางร่างกาย หากเอาไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์จะช่วยลดความทรงจำที่เป็นบาดแผลจิตใจ (Traumatic memories) ในเหยื่อที่เห็นการฆาตกรรมหมู่ หรือผู้ที่ถูกทารุณกรรมทางร่างกาย การสามารถบิดเบือนความทรงจำที่เลวร้ายบ้าง อาจทำให้พวกเขาอยู่กับปัจจุบันได้ง่ายขึ้น

แต่เราแยกแยะความทรงจำเท็จออกจากความทรงจำจริงได้หรือไม่? งานศึกษาหลายชิ้นระบุว่า คนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่กระบวนการฝังความทรงจำเท็จ ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ ซึ่งแน่อยู่แล้วว่าความทรงจำของเราอาจเป็นส่วนผสมของเรื่องลวงที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงและตัวเราพยายามบังคับให้เชื่อ

 

2000 – Now     ความผลิบานของเทคโนโลยีสร้างภาพประสาทและสมอง (Neuroimaging) ทำให้งานวิจัยของแวดวงประสาทวิทยาคึกคัก กลายเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีคนรุ่นใหม่สนใจเรียนต่อมากที่สุดแขนงหนึ่ง เราสามารถชี้พิกัดได้แล้วว่าความทรงจำอยู่ ณ ส่วนไหนในสมอง ซึ่งบรรพบุรุษของเราเฝ้าตั้งคำถามมาอย่างยาวนาน

สมองส่วน Hippocampus รับบทบาทในสำคัญในการเป็น ‘กาวเชื่อม’ ความทรงจำเข้าไว้ด้วยกันให้เหนียวแน่นขึ้น เมื่อพวกเราเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็จะมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นในส่วนนี้อย่างคึกคัก ซึ่งเป็นส่วนที่ตัดสินใจว่า ข้อมูลชุดไหนมีความสำคัญพอที่จะเก็บไว้เป็นความทรงจำระยะยาว

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสามารถสังเกตพฤติกรรมทางประสาทในสมองขณะที่มนุษย์ยังมีชีวิต ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย MIT นำโดย Takashi Kitamura ใช้เทคนิคที่ชื่อว่า Optogenetics หรือการใช้แสงเพื่อควบคุมเซลล์ประสาท ด้วยวิธียิงลำแสงที่แม่นยำไปยังเซลล์ความจำเพื่อทำการ ‘เปิด/ปิด’ ความทรงจำที่ทำสำเร็จแล้วในหนูทดลอง โดยสามารถลบความทรงจำหนูได้ ยืนยัน ทฤษฎีพื้นฐานว่าส่วนต่างๆ ของสมองนั้นทำงานร่วมกันเพื่อดึงเอาความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ของตัวเองออกมา

 

มีแนวโน้มว่า เราสามารถนำ Optogenetics มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการหาสาเหตุของโรคเกี่ยวกับความทรงจำบกพร่องอย่าง อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s) ในอนาคตอันใกล้

 
https://thematter.co/byte/how-we-had-learned-memory-throughout-centuries/39669
                           
[/b]