NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: ผลบังคับของ บรรดาสนธิสัญญาทั้งหลาย (the effect of the enforcement to Treaties)  (Read 23 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3723
          ผลบังคับของ บรรดาสนธิสัญญาทั้งหลาย  (the effect of the enforcement to Treaties) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1

ต่อเนื่องมาจนถึงภายหลังเวลา ที่สงครามโลก ครั้งที่สอง สิ้นสุดลง และ การก่อกำเหนิดของ

บรรดาองค์กรในระหว่างประเทศ (Inter - Governmental Organizations)  และ องค์กรพัฒนาเอกชน (International Organizations & NGOs)

๑. ภายหลังจากที่ศาลโลกเดิม หรือ The Permanent Court of International Justice, PCIJ) ได้นำ หลักเกณฑ์ทางกฎหมาย หรือ หลักทางกฎหมายระหว่างประเทศ ในส่วนสาระสำคัญ (Rules respecting the Customary Rules of International Law in essence) มา ทำให้ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร (Codified into Written Law)

๒. เรา จึง ได้เห็นว่า ในช่วงเวลา ๕๐ – ๑๐๐ ปี ก่อน ที่จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ (ปี ค.ศ. 1914 – 1918) ได้เกิด การนำหลักเกณฑ์ และ หลักการ ทางทฤษฎีกฎหมายทั้งหลาย มา แปร เปลี่ยน รูป เป็น กฎหมาย (สนธิสัญญาทั้งหลาย หรือ Treaties) บางสนธิสัญญา ก็มี การบัญญัติ ให้มี องค์กร ในระหว่างประเทศ (Inter – Governmental Organizations) เป็นองค์กร ที่เป็น ผู้บังคับ ตามสนธิสัญญา และ บังคับ บทสนธิสัญญา ให้เป็นผล           ๓. รวมทั้งได้ บัญญัติถึง องค์กร ผู้ ที่จะเข้ามา ใช้อำนาจ ชี้ขาด เมื่อเกิดกรณี อันเป็น ปัญหาข้อพิพาท ในระหว่างกัน (ระหว่างรัฐ ที่เป็น รัฐคู่ภาคี ในสนธิสัญญา) รวมทั้ง บางสนธิสัญญา บัญญัติ ให้มี องค์กรร่วม เพื่อรวบรวมเอา พยานหลักฐาน ในเวลาก่อน หรือ ขณะ ที่เกิดเป็น ปัญหาตามมา ด้วย (Mixed Commissioners) ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิด การวินิจฉัย ชี้ขาด ในปัญหาข้อพิพาท ให้ได้ ความยุติธรรม หรือ ได้รับความเป็นธรรม  ใกล้เคียง กับ ความเป็นจริงมากที่สุด

๔. เมื่อเรา เห็น องค์กรในระหว่างชาติ ที่เป็นผู้ขจัดปัญหา ความขัดแย้ง ให้ยุติลง และวางหลักการ และ หลักเกณฑ์ ทางกฎหมาย (Inter – Governmental Organizations) เช่น คณะกรรมการกาชาดสากล, สันนิบาติชาติ หรือ League of Nations, หรือ บรรดา Mixed Commissioners……. etc) ทั้งหลายนั้น จะเห็น ได้ว่า ในยุค ๕๐ – ๑๐๐ ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1

๕. มีการบัญญัติองค์กร (Inter – Governmental Organizations) ในระหว่างประเทศไว้ อย่างมากหลาย ยกตัวอย่างเช่น ในสนธิสัญญาต่างๆ เกือบ ๑๐๐ ฉบับ ในบรรดา สนธิสัญญาเกือบ ๑๐๐ ฉบับ เหล่านั้น เกือบทุกๆสนธิสัญญา ได้บัญญัติถึงองค์กร ผู้ ที่จะเข้ามา ใช้อำนาจ ชี้ขาด

๖. เมื่อเกิดกรณี อันเป็น ปัญหาข้อพิพาท ในระหว่างกัน (ระหว่างรัฐ ที่เป็น รัฐคู่ภาคี สนธิสัญญา)  (Inter – Governmental Organizations) รวมทั้ง บางสนธิสัญญา บัญญัติ ให้มี องค์กรร่วม เพื่อรวบรวมเอา พยานหลักฐาน ในเวลาก่อน หรือ ขณะ ที่เกิดเป็น ปัญหาตามมา ด้วย (Mixed Commissioners) แต่ในบรรดาสนธิสัญญาทั้งหลาย เหล่านั้น ได้เกิด องค์กรที่ว่า ขึ้นมา ใช้อำนาจ น้อยมาก มีไม่ถึง 10% ของ ที่สนธิสัญญาทั้งหลาย ได้บัญญัติ ให้มี และ ให้เป็น

๗. เรา จึงเห็นองค์กรในระหว่างชาติ (Inter – Governmental Organizations) ก็ดี องค์การ ผู้ชี้ขาดในปัญหาข้อพิพาท หรือ องค์กรผู้ยุติปัญหาข้อพิพาท (Arbitration Tribunals, or the Preliminary Ruling Tribunals) หรือ องค์กร ผู้รวบรวม พยานหลักฐาน ในการชี้ขาดในปัญหาข้อพิพาท เช่น Mixed Commissioners ฯลฯ เป็นต้น
   ๘. เกิดในช่วงเวลาดังกล่าวมาข้างต้น มีจำนวนน้อยกว่า ที่เกิดขึ้นอย่างดาษดี่น หลังสงครามโลก ครั้งที่สอง สงบลง จวบจน มาถึงเวลา ในปัจจุบันนี้ เรียกว่า น้อยกว่ากันมากๆ นั่นแสดง ถึง พัฒนาการ ทางกฎหมายของ กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ International Law มีมากมาย ในหลายมิติ หรือ หลายมุมมอง ทางกฎหมาย ที่มี ความละเอียดลึกซึ้ง และ

๙.  มนุษย์ในโลก ต้องการ การขจัดปัญหา หรือ ยุติปัญหาข้อขัดแย้งในระหว่างกัน หรือ ในระหว่างชาติ หรือ ในระหว่างรัฐ ด้วย สันติวิธี มากกว่า การใช้กำลัง หรือ กำลังอาวุธ เข้ามา แก้ไข หรือ ขจัด ในปัญหา ข้อขัดแย้ง หรือ ข้อพิพาท บาดหมางนั้นๆ  เรา จะเห็น ได้ว่า ในเวลา ที่เริ่มต้น ที่จะใช้วิธีขจัดปัดเป่า ปัญหา เราเริ่มต้นจาก การจัดตั้งศาลอนุญาโตตุลาการประจำ ที่กรุงเฮก (The Permanent Court of Arbitration at the Hague) เสียก่อน แล้ว จึงวิ่ง มาสู่ ศาลประจำ     ยุติธรรมระหว่างประเทศ (The Permanent Court of International Justice) แล้ว จึงไปสู่ ศาลย่อยๆในระดับ ทางภูมิภาค ต่างๆ ฯลฯ เป็นต้น. ..................... (มีต่อ)  by   Thanaboon Chiranuvat   
[/b]