NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: ข้อเท็จจริง ที่เกิดในคดี ที่อยู่ในการวินิจฉัยของ ศาลโลกเดิม  (Read 22 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3723
     ข้อเท็จจริง ที่เกิดในคดี ที่อยู่ในการวินิจฉัยของ ศาลโลกเดิม หรือ The Permanent Court of International Justice , PCIJ คดีที่มีชื่อว่า “Mavrommatis” คดีหมายเลข Series A เลขที่ 2 รวมทั้งคดีหมายเลข Series B เลขที่ 3 และ เลขที่ 4 ล้วนแล้ว แต่
มีที่มา หรือ มีแหล่งกำเหนิด มาจาก การให้สัมปทาน และ มีประเทศ ที่อยู่ภายใต้ปกครองของ มหาอำนาจ ที่ถือเสมือนว่า เป็น ผู้ให้สัมปทานแก่ กรณี ได้เข้าไปขวางกั้น (Abridge) หรือ เข้าไป ยึดถือ เอา สัมปทาน
ที่ได้ให้ไปแล้ว แก่ เอกชน ให้กลับ เข้ามาอยู่ ภายใต้อิทธิพลของ การสั่งงาน ของ ประเทศเหล่านั้น ครั้งใหม่ อันเป็น การกระทำละเมิดต่อ สัมปทาน และ ผู้รับสัมปทานตามกฎหมาย โดยตรง เช่นนี้
เป็น เรื่องที่มิอาจปฏิบัติได้ เพราะ เป็น การฝ่าฝืนต่อ กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ International Law และ รวมทั้ง สนธิสัญญาต่างๆ ที่ประกาศใช้ และ ให้ความคุ้มครอง ในสิทธิเช่นว่านั้น ไปแล้ว ในโลกใบนี้ ที่เป็น “กฎหมายสากล”
๑. ในเรื่อง ที่เป็นกรณี ที่พิพาทกัน จนเป็นคดี ในศาลโลกเดิม หรือ The Permanent Court of International Justice, PCIJ ในคดีที่มีชื่อว่า “ Mavrommatis the Palestine Concessionary Case” คดีหมายเลขที่ Series A เลขที่ 2 ที่มี ที่มาจาก คดีหมายเลข Series B เลขที่ 2 และ เลขที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่อง ที่เอกชนที่มีสัญชาติกรีก ฟ้อง เรียก เอา ค่าเสียหายจากรัฐบาลอังกฤษ๒. ที่เป็น ประเทศที่ได้รับฉันทานุมัติจาก สันนิบาติชาติ (League of Nations) ให้เข้ามาควบคุมดูแล ประเทศต่างๆในตะวันออกกลาง (ประเทศที่รายล้อมอ่าวโอมาน)หลังจากที่ฝ่ายอักษะ (ออสโตฮังกาเรียน เอ็มไพร์ และ ปรัสเซีย รวมทั้ง อาณาจักรออตโตมาน พ่ายแพ้แก่ฝ่าย สัมพันธมิตร { ซึ่งได้แก่ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, ออสเตรีย,อิตาลี และบางประเทศในยุโรป รวมทั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามา ร่วมรบ ในสงครามโลกครั้งนี้ในเวลาตอนท้ายๆ ของ สงครามโลกครั้งที่ 1})
๓. ประเทศในโลกอาหรับในปัจจุบัน หรือ โลกอาหรับ ในวันนั้น ในอดีต ส่วนใหญ่ เป็นดินแดน ในอารักขาของ อาณาจักร ออโตมานเอ็มไพร์ (Ottoman Empire) ทั้งนี้เนื่องมาจาก ข้อตกลงในระหว่าง ฝ่ายอักษะ ด้วยกัน ในการครอบครองดินแดน ในความอารักขา ในระหว่างการรุกรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 1
๔. เพื่อ เป็น การเอาอกเอาใจแก่ ประชากรทั้งหลาย ประเทศในโลกอาหรับ ด้วยกัน อาณาจักร ออโตมานเอ็มไพร์ (Ottoman Empire) ได้เปิดทำการประมูลสร้าง และ ให้สัมปทานแก่ ผู้สร้าง ที่ชนะการประมูล ในโครงการ ที่จัดสร้าง เป็น การตอบแทนในการลงทุน จัดสร้าง แก่ ผู้ที่ชนะการประมูลในการจัดสร้างดังกล่าว และ รับเอาสัมปทาน ในโครงการสร้าง ท่อระบายน้ำดิบ และ อ่างเก็บน้ำ ในดินแดนประเทศจอร์แดน, การสร้าง รถรางไฟฟ้าในดินแดน นครเยรูซาเล็ม, การสร้าง โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า ใน นครเยรูซาเล็ม การวางท่อจาก แหล่งผลิตน้ำดิบ ในดินแดนจอร์แดน มาสู่ สวนรุกขชาติในจอร์แดน๕. ที่อาณาจักรออตโตมาน กระทำการ วาง โครงการเมกกะโปเจ็ค ในดินแดนื ที่อยู่ในความอารักขา ก็เพื่อ ต้องการปกครองดินแดน เหล่านี้ ให้เกิดแต่ ความสงบสุข ไม่ประสงค์ ให้เกิด ความกระด้างกระเดื่อง และ อีกทั้งยัง เป็น การสร้างประโยชน์ และมอบสิ่งจำเป็น แก่ การดำรงชีพแก่ บรรดาผู้คน ในโลกอาหรับด้วยกัน
๖. ในรายการของเม็กกะโปรเจ็คเหล่านี้รวม ๔-๕ รายการ ในการนำเอา ออกมา จัดการประมูลสร้าง และ ให้เรียก เก็บเอา รายได้ จาก การได้รับสัมปทาน อันเป็น โปรเจ็คเทอร์นคีย์ (Turn – Key) ผู้ ที่ชนะ ในการประมูล ในการจัดสร้าง ในโครงการ เหล่านี้ และ ในขณะเดียวกัน ก็เป็น ผู้ที่ได้รับสัมปทาน จากอาณาจักรออตโตมาน และ ประเทศอาหรับ เจ้าของประเทศ และ เจ้าของพื้นที่ ก็คือ นายเอ็ม มาร์ฟรอมแมททิส (Mr. M Mavrommatis) ผู้ที่ชนะในการประมูล ในการจัดสร้าง และ เป็น ผู้ที่ได้รับสัมปทาน ชาวกรีก
๗. เมื่อโครงการดังกล่าวข้างต้นในข้อ ๕ และ ข้อ ๖ ได้เริ่ม โครงการ ในการจัดสร้างไป สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ดำเนินมา ถึงฃ่วงปลายของ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ เวลาอันเป็น ช่วงต่อกับ กับ เวลาของ การต้องทำ สนธิสัญญาสงบศึก ในสงครามโลกครั้งที่ 1(Armistice Treaty) อังกฤษ หรือ Britain ซึ่งได้ รับ การมอบหมายจาก คณะกรรมการ ที่ทำการเจรจาสงบศึก ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้เป็น ผู้ดูแลดินแดน ที่ได้รับ การแบ่งสัน ปันส่วนกันของ ฝ่ายอักษะ ก็คือ โลกอาหรับ ทั้งหมด ยกเว้น ลิเบีย และบรรดาประเทศในโลกอาหรับอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในทางด้าน ที่ติด กับ ทวีปแอฟริกา จะจัดให้ ประเทศอิตาลี และ ประเทศยุโรปอื่นๆ เป็น ผู้ดูแล
๘. เมื่อประเทศอังกฤษ ได้รับมอบหมาย ให้ดูแล โลกอาหรับ ดังความ ที่ปรากฏในข้อที่ ๗ อังกฤษ หรือ Britain ได้เข้า มา กำกับ รัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย ในกลุ่มประเทศโลกอาหรับ ที่เป็นดินแดน ในอารักขาของ ตนเช่น ประเทศจอร์แดน และ นครเยรูซาเล็ม ให้รัฐบาลดังกล่าว มีคำสั่งชะลอ หรือ มีคำสั่งหยุด การจัดสร้างของ ผู้ชนะการประมูล ในการจัดสร้าง และ เป็น ผู้ที่จะต้องได้รับสัมปทาน (Concessionaire) ทั้งนี้เพื่อต้องการ ลบล้าง เอา อิทธิพลของ ออตโตมาน ออกไปจากโลกอาหรับ
๙. ผลจาก การที่อังกฤษ ได้กระทำการ ดังนี้ เป็นเหตุให้นาย เอ็ม. มาร์ฟรอมแมททิส (Mr. M Mavrommatis) ผู้ชนะ การประมูล ในการจัดสร้าง โครงการในการก่อสร้าง เมกกะโปรเจ็ค และ เป็น ผู้ที่ต้อง ได้รับ สัมปทาน ในการจัดสร้างเพื่อ เก็บเอารายได้ แบบ เทอร์นคีย์ (Turn – Key) หลังการจัดสร้าง สิ่งสาธารณูปโภค สำเร็จตามความมุ่งหมาย ต้องมา ขาดทุน ในเวลานั้น เป็นเงิน เกินกว่า –สองแสน-ปอนด์สเตอร์ลิงค์๑๐. นาย เอ็ม มาร์ฟรอมแมททิส (Mr. M Mavrommatis) จึงเป็น โจทก์ ฟ้อง รัฐบาลอังกฤษ และ รัฐบาล ในดินแดนโลกอาหรับ ตรงบริเวณนั้น ให้ต้องรับผิดชอบ ต่อตน ตามคำฟ้อง ในศาลโลกเดิม ตามคดีหมายเลข Series B เลขที่ 2 และ เลขที่ 3 ตามลำดับ
๑๑. ต่อมาศาลโลก ได้เรียก ให้ รัฐบาล ที่ชอบด้วย กฎหมายของ กรีก ให้เข้า มาร่วม เป็น โจทก์ ในคดี กับ นาย เอ็ม มาร์ฟรอมแมททิส (Mr. M Mavrommatis) นี่จึงเป็นที่มา ในข้อกฎหมาย อันลือลั่น บรรลือโลก ในหลักเกณฑ์ของ Classical หรือ The Customary Rules of International Law ที่รัฐ เจ้าของสัญชาติ มีหน้าที่ ต้องปกปัก รักษาสิทธิ ให้ แก่ ผู้คนในสัญชาติของ ตน ไม่ว่าเขา ผู้นั้น จะเป็น บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล (Juridical Person)........................... (มีต่อ) by Thanaboon Chiranu                         
[/b]