NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: สถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็น สนธิสัญญา ตามความของสนธิสัญญากรุงเวียนนา  (Read 67 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3721
    เมื่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้ทราบว่า “ข้อตกลงการค้าเสรี (ข้อตกลงในระหว่างประเทศ หรือ International Agreement on Free Trade Area, FTA)

ซึ่ง มี สถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็น สนธิสัญญา ตามความของสนธิสัญญากรุงเวียนนา ที่ว่าด้วยกฏเกณฑ์ในเรื่องสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1969 หรือ
 
The Vienna Convention on the Law of Treaties (VCLT), 1969 ในบทบัญญัติที่ 1 และ บทบัญญัติที่ 2 ข้างต้น ดังที่ได้บรรยาย ให้ทราบ แล้ว จึง ทำให้ การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ในมาตรา ๔๔ ต้อง ขัด หรือ แย้ง กับ บทสนธิสัญญา

ไม่ว่า สนธิสัญญานั้นๆ  จะ เป็น สนธิสัญญากรุงเวียนนา ที่ว่าด้วย กฏเกณฑ์ในเรื่องสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1969  หรือ  The Vienna Convention on the Law of Treaties (VCLT), 1969 ในบทบัญญัติที่ 1 และ บทบัญญัติที่ 2 หรือ

ไปขัด หรือ แย้ง กับ ข้อตกลงการค้าเสรี ฉบับลงวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. ๒๐๐๕ (ข้อตกลงในระหว่างประเทศ หรือ International Agreement  ซึ่งมีสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็น สนธิสัญญา หรือ Treaty) ในระหว่างประเทศไทย กับ ประเทศออสเตรเลีย หรือ จะเรียกว่า Free Trade Area, FTA between Thailand and Australia)

ยกตัวอย่างเช่น คำสั่งของ หัวหน้าคณะคสช และ คณะผู้บริหารประเทศ[เถื่อน] ทั้งหมด ในเรื่องการปิดเหมืองทองคำชาตรี หรือ เหมืองอัคราไมน์นิ่งส์ ที่จังหวัดพิจิตร ที่เป็นปัญหา ข้อขัดแย้ง อยู่ในเวลานี้ และ

กำลัง นำไปสู่การวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหา โดยคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งอาจเป็นคณะอนุญาโตตุลาการในองค์การ การค้าโลก หรือ WTO หรือ คณะอนุญาโตตุลาการใน UNCITRAL ที่ลงโทษปรับไหม เป็น เงินค่าสินไหมทดแทน ต่อ ผู้กระทำละเมิด ต่อ กฏเกณฑ์ของ โลก แบบหนักหน่วงพอๆ กัน ทั้งสองคณะ

และ ที่เราเรียก การกระทำเช่นนี้ ในถ้อยคำวิเคราะห์ศัพท์ทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า “เป็นการกระทำฝ่ายเดียว หรือ the Unilateral Action” ซึ่งเป็น เรื่องต้องห้ามอย่างยิ่ง มิให้ชาติใดๆในโลกนี้ นำไปปฏิบัติ เพราะ จะเกิดความขัดแย้ง ในระหว่างชาติต่างๆ ในโลกใบนี้ และ จะหา  ความสงบสุข หรือ ความสันติสุข มิได้

๑. เมื่อคนไทย ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของ ประเทศนี้ ไม่ ตระหนัก ในเรื่องการใช้ และ การต้องบังคับ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ในวันนี้ เรา จึงเป็น ฝ่าย ที่ต้องมาประสบกับเคราะห์กรรม ทางกฎหมาย อย่างหนักหน่วง  ไม่เหมือชาติใดๆใน  ASEAN หรือ ประชาคมเศรษฐกิจ ในอุษาอาคเณย์  ๒. เรา ในฐานะคนไทย ไม่เคยทราบ ไม่เคยสนใจ ในผลบังคับ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือ จะเรียกได้ว่า เรา คนไทย เป็น ชนชาติเดียวในอุษาอาคเณย์ ที่ไม่เคย รับรู้ ในผลของ การต้องปฏิบัติตาม กฎหมายระหว่างประเทศ เราคิดว่า เรื่อง การต้องปฏิบัติ ตามกฎหมาย เป็น เรื่องล้อเล่น ไม่มีผลในทางบังคับกันได้

๓.  วันนี้ เวลาอันเหมาะสม ที่จะต้อง ให้ คนไทยทั้งหลาย ต้องสั่งสอน ตัวท่านเอง จาก พฤติกรรมของจริง จึงได้เวียนมาถึง อย่างสุด จะหลีกเลี่ยง ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ (ประเทศไทย) ก็ รู้ ทั้ง รู้ ว่าทุกๆสิ่ง ที่กำลังดำเนินการ อยู่ในประเทศไทย นั้น ในความเป็นจริง เป็น เรื่องจริงๆ ที่ต้องบังคับกันได้ บนเวทีโลก ตามบทบัญญัติของ กฎหมาย

๔. แต่ ฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐ (ประเทศไทย) ก็ ยังอด ที่จะเป็น “คนใจกล้า ขาสั่น ไม่ได้”โดยแอบหวัง “เล็กๆ” ว่า โลกทั้งใบ จะ ต้องทำ ตามใจ ตามความประสงค์ของ ฝ่ายที่เข้ากุมอำนาจรัฐ (ประเทศไทย) ได้ คิดหวัง เอาไว้ ก็ต้อง ขอเรียน ไว้ให้ รับทราบ ในหมู่พี่น้องคนไทย ผู้ใฝ่รู้ว่า สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ เป็น เรื่องของ ความฝันกลางวันแสกๆ หรือ “The Impossible Dream” เพลงที่ Don Quixote พระเอกในภาพยนต์เรื่องนี้ ได้ขับร้อง ซึ่ง ภาพยนต์เรื่องดังกล่าว นี้ จะ ตรงกัน กับ เรื่องของภาพยนต์ ที่ฮอลลี่วู๊ด เป็น ผู้จัดสร้าง คือ เรื่อง “The Man of La Mancha” {โปรดไปดูในClip ภาพยนต์บน you tube}

๕. การที่ข้อตกลงในระหว่างประเทศ หรือ International Agreement ระหว่างประเทศไทย กับ ประเทศออสเตรเลีย ในเรื่อง Free Trade Area, FTA  ดำรงสถานะทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็น สนธิสัญญา หรือ Treaty นั้น ส่งผลให้ กฎหมายระหว่างประเทศ (Classical International Law หรือ The Customary Rules of International Law รวมทั้ง The Vienna Convention on the Law of Treaties (VCLT), 1969 ในบทบัญญัติที่ 1 และ บทบัญญัติที่ 2 ) มีผลบังคับประเทศไทย ในกรณี ที่พิพาทกัน ในเรื่อง เหมืองทองคำ “อัคราไมน์นิ่งส์” ชนิดเต็มรูปแบบทางกฎหมาย ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ออก ไป เป็น อย่างอื่น   ๖. ตามหลักเกณฑ์ และ หลักการของ กฎหมายระหว่างประเทศ ที่ใช้บังคับกันมาเป็นเวลาเกินกว่าร้อยปี หรือ หนึ่งศตวรรษ บนโลกใบนี้ นอกจาก จะมีข้อห้าม ที่เป็นข้อห้าม “รัฐ” หรือ “ประเทศ” ไม่ให้ปฏิบัติ โดยเด็ดขาด เพราะ จะทำลาย ความสันติสุข และ ความสงบสุขของ โลก ตรงตาม วัตถุประสงค์ของ กฎบัตรขององค์การสหประชาติ ในข้อที่ ๑ ถึง ข้อที่ ๔ ก็คือ “หน้าที่ในการรักษาความสงบสุข และ ความสันติสุขในโลก เป็น อำนาจหน้าที่ของ องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ ไม่ใช่ อำนาจหน้าที่ของ หัวหน้าคณะ คสช. และ บรรดาลิ่วล้อทั้งหมด ”

๗. {โปรดเข้าไปอ่าน คำปรารภ (Preamble) ของกฏบัตรองค์การสหประชาชาติ ในข้อที่ ๑ ถึง ข้อที่ ๔, ข้อตกลงสุดยอด ในการประชุมทางกฎหมาย ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ ในเดือน กันยายน ๒๐๐๕ หรือ  The World Summit Outcome, 2005 ที่ประมุขของ ประเทศไทย ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม และ ร่วมทำ ความตกลงด้วย ในการประชุมเที่ยวนั้น, รวมทั้ง การยอมรับในคำประกาศ ในเรื่อง Responsibility to Protect หรือ ในชื่อย่อว่า R to P ในParagraph ข้อที่ 138 และ ข้อที่ 139 ของ การประชุมครั้งดังกล่าว}

๘.  ฉะนั้น การใช้อำนาจของ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ คสช. กับ พวกทั้งหมด “ที่ออกคำสั่งปิดเหมืองทองคำชาตรี อัคราไมน์นิ่งส์” นอกจาก จะเป็นการฝ่าฝืน ต่อตัวบท กฎหมายระหว่างประเทศ ดังกล่าวข้างต้น ที่กล่าวมาแล้ว และ ยังเป็นการกระทำที่เป็น [การกระทำฝ่ายเดียว หรือ The Unilateral Action ที่ต้องห้ามมิให้ปฏิบัติโดยเด็ดขาด] เพราะ ขัด หรือ แย้ง ต่อ กฏบัตรของ องค์การสหประชาชาติ แล้ว ยังเป็น การกระทำ ที่เป็นความผิดในทางแพ่ง และในทางอาญา ในระหว่างประเทศ ชนิดร้ายแรง หรือ Grave Breach of International Law อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง   ๙. หากมีผู้มาสอบถามว่า การกระทำเช่นนี้ ผู้ใด? ต้องรับผิดชอบ ในผลของ การกระทำบ้าง คำตอบ ที่ตอบได้ พอสังเขป ในขณะนี้  ก็คือ “ประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของ ท่าน และ ของผม ต้องถูก ผูกพัน ให้เกิด ความรับผิดชอบ ในรูปแบบของ นามธรรม และ รูปธรรม ทางกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างแน่นอน” ๑๐. ทั้งนี้โดยมีคดี  ที่เป็นบรรทัดฐานของ โลก ที่ได้รับการตัดสินไว้โดยศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลกเดิม) หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Permanent Court of International Justice, PCIJ ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ปี ค.ศ. 1924 ในคดีที่มีชื่อว่า  “Mavrommatis  the Palestine Concession case”

๑๑.  [คดี Series A หมายเลขที่ 2] อันเป็น การย้ำหลักการของ  กฎหมายระหว่างประเทศ หรือ The Customary Rules of International Law ว่า: “ เมื่อเกิด การละเมิด ต่อ สิทธิหน้าที่ของ ชน ในชาติใด รัฐบาล ที่ชอบด้วยกฎหมายของ ชนชาติ นั้น คน นั้น มี หน้าที่ ต้องเข้ามา เป็นโจทก์ หรือ เป็นจำเลย เพื่อแก้ต่าง หรือว่าต่าง ให้ กับ คนในชาติของ ตัว ไม่ว่าเขา ผู้นั้น จะเป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล” 

๑๒.  นี่จึง เป็น การประกาศ หลักการ ตามหลักเกณฑ์ของ กฎหมายระหว่างประเทศ ที่เรา เรียกขาน กัน ในหลักการ Erga Omnes  แปล จากภาษาละติน ออกมา มีความหมายว่า  “เป็นข้อกฎหมาย ที่รับรู้กัน โดยทั่วไป ในโลกที่เจริญแล้ว ที่ต้องบังคับ ให้รับรู้ และ รับรองกัน” อย่างที่ไม่มีทาง ที่จะเถียงไป เป็น อื่นได้ ในตอนหน้าเรา จะ มาพบกันในรายละเอียดของคดีนี้ โดยสังเขป เพื่อเปรียบเทียบกับคดี “อัคราไมน์นิ่งส์” ที่จะไปสู่การวินิจฉัยชี้ขาดของ คณะอนุญาโตตุลาการ [ซึ่งอาจเป็น อนุญาโตตุลการของ WTO หรือ อนุญาโตตุลาการของ UNCITRAL คณะใดคณะหนึ่งในสองคณะนี้ by  Thanaboon Chiranuvat


                     
[/b]