NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: ปฏิรูปตร.ยุครัฐประหารแค่ละครน้ำเน่า! ‘สุรชาติ บำรุงสุข’ชี้รอหลังเลือกตั้ง ปั้น  (Read 198 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3721
      ปฏิรูปตร.ยุครัฐประหารแค่ละครน้ำเน่า! ‘สุรชาติ บำรุงสุข’ชี้รอหลังเลือกตั้ง ปั้นตำรวจอาชีพ โละส่วย-กม.



เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถนนศรีอยุธยา กทม. หลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม ภาควิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดเสวนา เรื่อง ปฏิรูปตำรวจ – เสียงคนนอกและคนในองค์กร โดยมี พล.ต.อ.กวี สุภานันท์ ที่ปรึกษา(สบ.10) เปิดงาน มีข้าราชการตำรวจ และผู้สนใจร่วมรับฟัง

ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านความมั่นคงและอดีตคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) บรรยายพิเศษ เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ว่า การปฏิรูปเกิดขึ้นในทุกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วโลก ที่สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้การปฏิรูปเป็นการสร้างภาพ หาเสียง หรือหลอกลวง

การปฏิรูปที่มาจากความเกลียดชัง ขบวนการล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง แค่ละครการเมือง ที่จบลงด้วยความล้มเหลว

นักวิชาการด้านความมั่นคง กล่าวว่า จากประวัติศาสตร์การปฏิรูปทั่วโลก สะท้อนว่าการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด สิ่งที่ต้องทำคือขับเคลื่อนให้การปฏิรูปเดินหน้าไปได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ข้อเสนอปฏิรูปตำรวจส่วนหนึ่งเป็นผลพวงการเปลี่ยนแปลงกระแสโลกหลังยุคสงครามเย็น การสิ้นสุดภัยคุกคามคอมมิวนิสต์นำมาสู่การปฏิรูปด้านความมั่นคง เราเปิดเวทีถกกันบ้างในสังคมไทย ซึ่งภาคความมั่นคงไม่ใช่รวมเฉพาะทหาร แต่รวมถึงตำรวจด้วย แต่การปฏิรูปตำรวจที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลพวงการเคลื่อนของขบวนการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้ข้อเสนอปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ภายใต้ข้อเสนอเช่นนี้การปฏิรูปที่เกิดขึ้นไม่ต่างอะไรจากละครการเมือง หรือพูดง่ายๆไม่สามารถพูดได้ว่าการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคืออะไร แต่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งคือล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารขึ้นแทน หากเป็นอย่างนี้คำตอบที่ชัดเจนการเรียกร้องปฏิรูปตำรวจที่มาจากกระบวนการเช่นนี้ เป็นการเรียกร้องที่ไม่มีความชัดเจนว่าในท้ายที่สุดบรรดาผู้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจ ต้องการอะไร หรือทั้งหมดเป็นการเรียกร้องการปฏิรูปตำรวจ ที่ผ่านความโกรธ ความเกลียดชัง เป็นเพราะสถานการณ์ขณะนั้นตำรวจไม่ได้เข้าร่วมขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

“ถ้าเป็นอย่างนี้สิ่งที่เป็นความอันตรายคือ ทำอย่างไรไม่ให้การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องของความสะใจ ทำอย่างไรที่ปัญหาการปฏิรูปตำรวจจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปตำรวจที่แท้จริง แม้ว่าในด้านหนึ่งเราปฏิเสธอิทธิพลการเมืองต่อการปฏิรูปตำรวจไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องตอบให้ชัด การปฏิรูปที่เริ่มต้นด้วยความเกลียดชัง มักจบลงด้วยความแตกแยก และความล้มเหลวเสมอข้อน่าคิดประการสำคัญคือการปฏิรูปจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าสถานการณ์การเมืองไม่อยู่ในภาวะปกติ ด้วยประสบการณ์ชีวิต ผมไม่เคยเชื่อว่ารัฐประหารจะเป็นปัจจัยนำพาความสำเร็จของการปฏิรูปให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย สิ่งที่ต้องคิดให้ชัดว่าการเมืองที่ไม่ปกติไม่สามารถสร้างความชอบธรรมเพียงพอที่จะเป็นฐานสนับสนุนขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูป หรืออีกนัยยะหนึ่ง การปฏิรูปจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากการเมืองไร้ความชอบธรรม

ปฏิรูปตำรวจภายใต้รัฐประหาร แค่ละครน้ำเน่า ต้องตอบโจทย์ตำรวจอาชีพ คืนศักดิ์ศรี เลิกส่วยโยกย้าย!

ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวต่อว่า ถ้าเป็นอย่างนี้การปฏิรูปตำรวจต้องมองผ่านจุดเรื่องการปฏิรูปด้านความมั่นคง ที่ทุกวันนี้เราหลีกเลี่ยงมากที่จะพูดเรื่องการปฏิรูปทหาร แต่วันนี้ถ้าการปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นได้ภายใต้การรัฐประหาร การปฏิรูปตำรวจจะเป็นเรื่องกลไกของการควบคุม หรือพูดอีกแบบการปฏิรูปตำรวจจะเป็นกลไกที่ไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆได้เลย หรือการปฏิรูปตำรวจภายใต้การรัฐประหารเป็นเพียงละครน้ำเน่าชุดหนึ่งเท่านั้นเอง

“ถ้าการปฏิรูปตำรวจจะเกิดขึ้นได้จริง ผมว่าข้อเรียกร้องไม่ต่างจากการปฏิรูปกองทัพ หากใครคุ้นเคยการปฏิรูปกองทัพ จะทราบว่าปฏิรูปทหาร ต้องสร้างทหารอาชีพให้ได้ ถ้าการปฏิรูปตำรวจจะเกิดข้อเรียกร้องอยู่บนฐานคิดเดียวกัน คือทำอย่างไรที่วันนี้ตำรวจไทยจะเป็นโปรเฟซชันแนลโพลิส หรือเป็นตำรวจอาชีพ ผมว่าถ้าเราไม่เริ่มจากจุดเหล่านี้เราจะตอบอะไรไม่ได้เลย ข้อถกเถียงหลายอย่างไม่ใช่ประเด็นที่เป็นสาระหลัก เพราะโจทย์ใหญ่ที่สุดคือการปฏิรูป ต้องสร้างความเป็นวิชาชีพให้กับองค์กร ในสภาวะการสร้างตำรวจอาชีพ ต้องคิดต่อว่าทำอย่างไรจะสร้างประสิทธิภาพความรับผิดชอบต่อชุมชน การปฏิบัติที่อยู่ในกรอบของความเป็นนิติรัฐ หรือ รูว์ ออฟ ลอว์ การการเคารพสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเลื่อนยศ ปรับย้ายที่เป็นธรรม อีกทั้งต้องยุติเรื่องที่ใหญ่ที่สุด หนึ่งในปัญหาของสำนักงานตำรวจปัจจุบัน คือ ส่วยโยกย้าย ต้องจบ ถ้ายุติส่วยโยกย้ายไม่ได้ ส่วยโยกย้ายจะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการคอร์รัปชั่นที่ไม่มีจุดจบขององค์กรตำรวจ อีกเรื่องสวัสดิการตำรวจ ชีวิตที่เป็นจริงของตำรวจ ซึ่งตำรวจไทยเป็นตำรวจที่แปลก เพราะต้องจ่ายเงินของตัวเองเพื่อซื้ออาวุธประจำกาย ซึ่งแทบไม่มีที่ไหนในโลกอนุญาตให้ทำ สิ่งที่ต้องถกให้ได้ในอนาคตคือในท้ายที่สุดเราจะสร้างองค์กรตำรวจอาชีพได้อย่างไร ทำอย่างไรจะนำความเคารพจากชุมชน และศักดิ์ศรีของตำรวจกลับคืน แต่ถ้าเรายังอยู่ในสภาวะอย่างนี้ แน่นอนว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปมีปัญหา หรือในอีกมุมหนึ่งก็คือทำอย่างไรที่ข้อถกเถียงแบบไทยๆจะไม่พัวพันอยู่แต่กับเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ที่ไม่เกินนักการเมือง ทหาร ผู้บังคับบัญชาตำรวจ

เคยเป็นก.ตร.เห็นการโยกย้ายตร. เสนอเพิ่มสัดส่วนอาวุโส จัดโควต้าแต่งตั้ง ปฏิรูปง่ายๆแค่ยึด พ.ร.บ.ตำรวจ 47 ปัดฝุ่นแก้ไข

อดีตก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ครั้งหนึ่งเคยสวมหัวโขนเป็นคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.เคยผ่านการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ รู้ว่าชีวิตการแต่งตั้งตรงนั้นมีความสำคัญ สิ่งที่ก.ตร.ยุคตนสู้อย่างที่สุดก็คือ การคงอาวุโสในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไว้ร้อยละ 33 ตอนนั้นมีการต่อรองสัดส่วนอาวุโสการแต่งตั้ง ลดเหลือร้อยละ 25 ต่อสู้จนได้ร้อยละ 33 คิดเล่นๆในอนาคตเป็นไปได้ไหมสัดส่วนอาวุโสการแต่งตั้ง เป็นร้อยละ 40 ซึ่งคิดว่าเป็นไปได้ ถ้าวันนี้คิดไปไกล การปฏิรูปตำรวจง่าย ไม่ซับซ้อนด้วย หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำกฎหมายตำรวจปี 2547 (พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547)มาใช้ แล้วรื้ออะไรที่เป็นปัญหา ซึ่ง 3 ปีในการเป็นก.ตร.ของตนสิ่งที่ดีใจที่สุด และเชื่อว่าคนที่เป็น ก.ตร.ต่อมาจะมีความสุขที่สุด เพราะใน 3 ปีนั้นได้ยุให้ ตำรวจทุกคนที่มีปัญหาการแต่งตั้งฟ้องศาลและให้คำตัดสินของศาลนั้นเป็นบรรทัดฐานสำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่คิดว่าหลังการรัฐประหารคำตัดสินพวกนี้ไม่มีความหมายอีกเลย

“ผมว่าการเริ่มต้นง่ายที่สุดไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงเอากฎหมายตำรวจปี 2547 มาปัดฝุ่นใหม่ และแก้ส่วนที่เป็นปัญหา เช่นข้อถกเถียงตำแหน่งก.ตร. รองผบ.ตร.เป็นก.ตร.ได้หรือไม่ ถ้าเป็นได้มีสิทธิโหวตแต่งตั้งได้หรือไม่ ผมว่าปัญหามันคือการควบคุมด้วยพลเรือน ตำรวจและทหารในระบอบประชาธิปไตยไม่มีสถานะพิเศษ ไม่ใช่รัฐอิสระ ทั้งกองทัพและตร. อยู่ภายใต้ควบคุมของรัฐบาลพลเรือน แต่หลักการนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย นั่นหมายความว่าข้อถกเถียงอย่างนี้จะมีไปอีกนาน ทำอย่างนี้ ได้หรือไม่ในอนาคต จัดสัดส่วนให้ลงตัว ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบ่งระหว่าง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงกับ บช.ภาค และโควต้าของผู้มีความอาวุโส”

ชูโมเดลปฏิรูปตำรวจยุโรปตะวันออกเป็นแนวทาง ปฏิรูปตำรวจที่แท้จริงต้องรอการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวด้วยว่า การกระจายอำนาจของตำรวจเริ่มไม่ได้ภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน ถ้าจะกระจายอำนาจตำรวจตามที่บางคนเสนอ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างการกระจายอำนาจทางการเมืองทั้งระบบ ให้กระจายเฉพาะส่วนตำรวจเป็นไปไม่ได้ หรือในท้ายที่สุด ตกลงเราจะอยู่อย่างไร ทั้งในบริบททางการเมือง บริบทชีวิตจริง บริบททางสังคม ข้อเสนอตนอีกประเด็นหนึ่ง ไม่รู้ไกลเกินไปหรือไม่การปฏิรูปตำรวจไทยน่าเรียนรู้การปฏิรูปตำรวจในยุโรปตะวันออก เพราะว่าการปฏิรูปการเมืองในยุโรปตะวันออกนำมาสู่การปฏิรูปตำรวจน่าสนใจมาก เพราะมันคือการสร้างตำรวจให้อยู่ภายใต้กรอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

“สิ่งที่ผมพยายามเสนอ วันนี้การปฏิรูปต้องเดินให้ได้มากกว่าการถูกด่า การปฏิรูปต้องเดินให้ได้มากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่มีประเด็นหรือคำตอบที่ชัด คำถามคือทำ อย่างไรภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองที่เราเห็น หรือวันนี้เราอาจคิดไปในอนาคต หากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น โจทย์ชุดนี้จะผลักดันอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าโจทย์ชุดนี้ไม่ได้มาจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร โจทย์ชุดนี้อยู่กับอนาคตที่ต้องอยู่กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

“ผมว่าเรากำลังรอการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปตำรวจอย่างแท้จริง เพราะผมคิดว่าบนเงื่อนไขอย่างที่เห็น ทุกคนมีความฝัน ช่วงที่ผมเป็นก.ตร.ตำรวจไทยไปดูงานตำรวจญี่ปุ่น และฝันจะเห็นตำรวจไทยเป็นแบบตำรวจญี่ปุ่น ครั้งนั้น พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ก.ตร.ในตอนนั้น ถามนายตำรวจหญิงชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งว่าสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องแบบ อาวุธ พาหนะของท่าน มีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง ได้คำตอบว่าไม่มีเลย นั่น ถ้าเราฝัน จุดนี้ต้องคิดใหญ่ โจทย์ชุดนี้เกินเรื่องอำนาจการสอบสวนที่เรากังวล เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรารอคอยคือความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และหวังว่าอนาคตการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่พาให้การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้่นได้จริง”

หลังการเลือกตั้ง คือเวลาปฏิรูปตำรวจ ลั่นต้องโละกม.ตำรวจยุครัฐประหาร ตั้งต้นด้วยกม.ตำรวจก่อนปฏิวัติ

“3ปีที่ได้เป็นก.ตร. ผมมีความหวังเสมอว่าตำรวจจะเป็นองค์กรที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเป็นที่ยอมรับจากประชาชน สิ่งที่ผมพูดวันนี้บางเรื่องอาจไกลตัว บางข้อเสนอยังไกล แต่ผมเรียนว่า วันหนึ่งเมื่อการเลือกตั้งกลับมาสู่ภาวะปกติ ถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแข็งแรงพอ ผมเรียนท่านว่าเราจะเอากฎหมายตำรวจปี 2547 กลับมา เราจะรื้อโครงสร้าง ถ้าทำได้ผมจะยกกฎหมายที่ออกโดยรัฐประหารที่เกี่ยวข้องกับตำรวจทิ้งทั้งหมดแล้วเอากฎหมายปี 2547กลับมาใช้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่อย่างนั้นเราจะฟื้นตำรวจไม่ได้ แล้วฝันของการปฏิรูปตำรวจจะเป็นจริง” ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าวทิ้งท้าย                 
[/b]