NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: (ตอนที่ ๙ ) การตั้งศาลฎีกาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ  (Read 27 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3721
   (ตอนที่ ๙ ) การตั้งศาลฎีกาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ และ บรรดาองค์กรอิสระทั้งหลาย ตามรัฐธรรมนูญฉบับ ปีพ.ศ. ๒๕๔๐ หรือ (ฉบับ สสร. หรือ พวก “เสือกสู่รู้” ) เป็น ต้นแบบ และ นำมาใช้กัน จนถึง ในวันนี้ ประเทศไทย ได้อะไร? ดีขึ้นมาบ้างหรือไม่? หรือ
การนำเอาหลักการ และ หลักเกณฑ์ของ บทบัญญัติ ในสนธิสัญญา ที่ว่าด้วย สถานภาพของผู้ลี้ภัย ปี ค.ศ. 1951 และ Protocol ในส่วนที่เกี่ยวกับ สถานภาพของ ผู้ลี้ภัย ปี ค.ศ. 1967 ในส่วนของ บทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับ การถอนราก ถอนโคน ตามกฎหมาย หรือ Persecution นั้น
เข้ามา เป็น ปัจจัย ในการร่วมพิจารณา และ วิเคราะห์ ในถ้อยคำของ วลีที่ว่า “ความผิดอาญา ที่มีคุณลักษณะในทางการเมือง” ก็เพื่อ ที่จะชี้ให้ เรา และ ท่าน ได้ เห็นว่า ความผิดในทางอาญา ในระบบกฎหมายภายใน นั้น
จุดสิ้นสุด ที่จะใช้กฎหมาย ที่มี และ ที่ใช้อยู่ ในทุกๆระบบ เข้ามา ชี้วัดว่า “เป็นความผิดตามกฎหมาย” หรือไม่? หรือ จุดสิ้นสุด อันเป็น เส้นแบ่งแดน ที่กฎหมายทางอาญาของ ทุกๆประเทศ เอื้อม ไปนำ ตัวบุคคล มาลงโทษ ไม่ได้ ก็ต่อ เมื่อ ความผิด ที่ได้พิจารณา ว่าเป็น ความผิด ตามกฎหมาย ในทางอาญา หรือไม่? อยู่นั้น เข้า ขั้น ที่เป็น ความผิด “ที่มีคุณลักษณะ ในทางการเมือง” (the offenses characterized as the Political Offenses”
เมื่อความเชื่อของ มนุษย์ ในสังคมปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่ ฝักใฝ่ อยู่ กับ ความเชื่อในทางการเมือง และ การปกครอง (the beliefs in Political and Government as a General Rule ) เป็น หลักการ หรือ หลักเกณฑ์ ที่เป็น เครื่องชี้วัด
เมื่อประชาชนคนไทย ที่เป็นกลุ่มคน กลุ่มใหญ่ของ สังคมไทย ได้ทราบ และ วิเคราะห์ในปัญหา รวมทั้ง สามารถแยกแยะในปัญหาของ ที่มาของ วลีที่ว่า “ปัญหา อันมี คุณลักษณะในทางการเมือง หรือ Problems that are characterized as Political Offenses” ตามแนววิถีของ กฏเกณฑ์ ที่โลก ที่เจริญแล้ว ได้วาง เป็น แนวปฏิบัติไว้ ตามกฎหมาย ที่มีผลบังคับในทางอาญาของ โลกใบนี้ แล้ว จะก่อให้ เกิดผล ในทางกฎหมาย
ทำให้เรา เห็นได้ว่า การ ที่เรา ไปบัญญัติ ให้เป็น ข้อกฎหมาย เอาไว้ ในรัฐธรรมนูญของบ้านเมืองนี้ เพื่อประสงค์ ให้ ความผิดทั้งหลาย ในทางการเมือง กลายเป็น ความผิดในทางอาญา และ จะต้องมี ศาลอาญา ที่มีลักษณะ อันเป็น พิเศษ {ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง} ขึ้นมา ชี้ขาด
เพื่อใช้ลงโทษแก่ บรรดานักการเมือง ให้ดูประหนึ่งว่า เป็น โทษ หรือ เป็น ความผิดในทางอาญา ที่ต้องลงโทษ แก่ นักการเมือง ผู้กระทำการ จึงทำให้ ระบบกฎหมายภายในของ เรา ในทางอาญา หลุดโลก และ
หลุดรอด ออกไปจาก แนววิถีปฏิบัติ ในทางการลงโทษทางอาญา ที่คนอื่นๆในโลก เขาไม่กระทำกัน โดยไม่มีการคำนึง ในเบื่องต้นว่า คำว่า “Non - Justiciable” (นำมา พิจารณาด้วยกฎหมาย ไม่ได้)” หรือว่า ความผิด เช่นที่ว่านั้น เป็น ความผิด“ที่มีคุณลักษณะ ในทางการเมือง (the offenses characterized as the Political Offenses)” ที่จะใช้กฎหมายมาลงโทษไม่ได้
๑. การใด ที่เป็นปัญหาในสังคมมนุษย์ ที่มีทั้ง ตั้งแต่ ปัญหา ในทางการเมือง และ ปัญหาข้อกฎหมาย ที่ต้องการ กฎหมาย เป็น ตัวชี้ขาดในปัญหา เช่นที่ว่านั้น มี กำเหนิด เกิดขึ้นมา ในปัญหา อันเป็น เรื่อง ของ การใช้ดุลพินิจบุคคล ในการชี้ขาด ตัดสินในปัญหา ที่เกิดขึ้นอยู่นั้น ปัญหาทั้งสอง ที่ยกมาว่ากล่าวกัน นั้น เป็น ปัญหา ที่มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณกาล แล้ว
๒. ในเรื่องของ ปัญหาในทางการเมือง (Problems that characterized as Political Offenses) และ ปัญหา ที่ไม่อาจใช้ กฎหมาย เข้ามา ชี้ขาด ในปัญหาของ ความขัดแย้งในสังคมมนุษย์ ที่เราเรียกว่า ปัญหา ที่ไม่อาจใช้ กฎหมาย เข้ามา ชี้ขาด หรือ ในถ้อยคำภาษาอังกฤษ ในข้อกฎหมาย นี้ว่า เป็น ปัญหาของ Non - Justiciable (อ่านว่า นอนจัสติซิเอเบอร์)
๓. เมื่อท่านผู้อ่านทั้งหลาย ได้ทำการศึกษา ในคดี In re Castioni, [1891] 1 Q.B. 149 จะทำให้เรา ทราบได้โดยทันทีว่า ปัญหา ที่ยกขึ้นมา วิสัชชนา ในวันนี้ มี ที่กำเหนิดมา ตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 1850 แล้ว และ เกิดอยู่ ในระบบกฎหมายอาญาของ ประเทศอังกฤษ ที่ได้ใช้ระบบกฎหมาย Common Law ในการปกครองประเทศ และ ใช้กฎหมายนี้ เป็น เครื่อง มาชี้ขาด เมื่อเกิดความขัดแย้ง ในทางความคิดเกิดขึ้นในสังคมอังกฤษ
๔. ระบบในการใช้กฎหมาย มาชี้ขาด ในปัญหาของ ความขัดแย้ง ที่เกิดในสังคมมนุษย์เพื่อให้ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้น สิ้นไปนั้น ทำให้นักกฎหมาย ในอดีต ในยุคประวัติศาสตร์ เช่น โรมัน เซ็นต์ โธมัส อไควนัส (Thomas Aquinas) นักวิชาการปรัชญา กฎหมาย, การเมือง และ ศาสนา ผู้ฝักใฝ่ในคำสอนของ อริสโตเติ้ล (Aristotle) นักปราชญ์ทางกฎหมาย และการเมือง ชาวกรีก ฯลฯ เป็นต้น จึง คิดค้น เพื่อ ให้เกิด เป็น วิชาการกฎหมายในทางอาญา ขึ้น
๕. เรา จึงเห็น แนวคิด ในการแยกแยะ ความผิดในทางอาญา ออก เป็น ความผิด ที่ต้องการ การชี้ขาดทางกฎหมาย โดยแท้ กับ ความผิด ที่เกิดเป็นความผิด เพราะกฎหมายบัญญัติ (Mala in se & Mala Prohibita อ่านว่า มาลาอินซ์เซย์ และ มาลา โปรฮิบิดต้าร์) นั่นก็คือ ความผิด ที่เกิดจาก จิตใจ ที่ชั่วร้ายของ ผู้กระทำ และ ความผิดที่เกิดเพราะ รัฐ ผู้บัญญัติกฎหมาย บัญญัติ ให้เป็น ความผิดในทางกฎหมาย
๖. แต่ในความผิดในทางอาญาในประเภทหลังนี้ ต้องยอมให้แก่ กฎเกณฑ์ของ กฎหมาย อันมีที่มาจาก กฎหมาย สิทธิมนุษยชน (Law relating to Human Rights) ฉะนั้น การกระทำที่เรา ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า อาจเป็น ความผิดตามกฎหมายได้ ในทางอาญา ซึ่งนั่น ก็คือ ความผิด อันมี ลักษณะในทางการเมือง มาเจือสม (The actions that are mixed with political intent, are not the actions that need to be resolved by legal means) จึงไม่ใช่ การใช้ การแก้ไขด้วย วิธีการต่างๆ ทางกฎหมาย
๗. นั่นเท่ากับ การบอกแก่ เรา ว่า “ความผิดในทางการเมือง หรือ the acts mixed with political intent, are to resolved by political means only” จะต้องใช้ วิธีการทางการเมืองเข้ามา แก้ไข เท่านั้น จะใช้ วิธีการแก้ไข ในทางกฎหมาย ไม่ได้ เพราะ จะเกิดปัญหาแก่สังคมไม่ จบสิ้น จน อาจ ลามเป็น ปัญหาในทางการเมือง ที่ใหญ่โตขึ้น และ นำไปสู่ การสร้างปัญหาของ สงครามกลางเมือง (Civil War) และ/หรือ ปัญหาการปฏิวัติ (the Revolution to the society) ในทางสังคม เพื่อ ให้ความถูกต้อง และ สังคม ที่มนุษย์อาศัยอยู่นั้น ได้ดำรงอยู่ ได้
๘. แนวคิดในเรื่อง ปัญหา อันมี ที่มาจากทางการเมือง (Problems derive from Political Intent or Problems characterized as Political Intent in nature) จึงเป็น ปัญหา ที่ไม่อาจชี้ขาด ได้ ด้วยกฎหมาย เป็นมา ตั้งแต่ยุคกรีก จนมาถึง ยุคของโรม จนโรมันล่มสลาย มิฉะนั้น เรา จะมิได้เห็นแนวคิดกฎหมายแบบ Positive ในเรื่อง การใช้กฎหมาย อัน มีที่ มา จาก สิทธิมนุษยชน
๙. โดยเซ็นต์ โธมัส อไควนัส ปราชญ์ ทางกฎหมาย รัฐศาสตร์ และ ทางการศาสนา ชาวโรมัน ผู้ยิ่งยงในเรื่องดังกล่าวนี้ แนวคิดในทางกฎหมายเช่นนี้ ได้รับการถ่ายทอดมาจากโรมัน จนกระทั่งโรม ล่มสลาย และ เข้ามาสู่ยุโรป ในยุคที่ เราเรียกว่า (“เป็นยุคแห่งความมีดมนต์” หรือ Dark Age) ช่วงคริสศตวรรษที่ 12 ต่อกับ คริสศตวรรษที่ 13
๑๐. โดยปรากฏหลักฐาน ทางกฎหมายชัดเจน ใน ระบบกฎหมายเยอรมัน ที่เรียกว่า the Holy Roman Empire และ ในระบบกฎหมายของ ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งในระบบกฎหมาย Common Law ของ อังกฤษ ก็เกิด แนวคิด ที่ไม่ต้องการ ดำเนินคดีอาญาแก่ ผู้หนึ่ง ผู้ใด เมื่อการกระทำของ ผู้นั้น เป็น ความผิด ที่มีคุณลักษณะ ในทางการเมือง เข้ามา เจือสม ทั้งนี้โดย ประเทศอังกฤษ ได้บัญญัติ ไว้ เป็นกฎหมาย ในกฎหมาย การส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือ the Extradition Act, 1870 โดยแน่ชัด
๑๑. และ ในวันนี้ ในระบบกฎหมาย Common Law ของ อังกฤษ ได้มี การวางมาตรการทางกฎหมาย ที่ห้ามฟ้องคดี ที่มีคุณลักษณะ ในทางการเมืองไว้ โดยแน่ชัด คือ คดีที่มีชื่อว่า In re Castioni, [1891] 1 Q.B. 149 และ ในวันนี้โลก ได้ ยอมรับ แนวทางความคิดนี้ ตาม ที่ ปรากฏในคดีนี้
๑๒. โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้โดย Supreme Court (ศาลรัฐธรรมนูญของ ประเทศสหรัฐอเมริกา) ผู้นำในทางความคิด ทางกฎหมาย โดยการนำเอา หลักการทางกฎหมาย เช่นนี้ มา เขียน เป็น แนวคิด ในทางกฎหมาย เพื่อปฏิเสธ การไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แก่ ประเทศ ที่ร้องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา ดังปรากฏตามข้อพันธ ที่ต้องส่งผู้ร้าย ที่ปรากฏตัวอยู่ ตาม สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่มีผลผูกพัน หรือ มี พันธกรณีในระหว่างประเทศ ต่อกัน อยู่ ตามกฏเกณฑ์ ที่เราเรียกว่า “Specialty”
๑๓. แนวความคิดทางกฎหมาย ที่สหรัฐอเมริกา ใช้ปฏิเสธ การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ตาม ที่ปรากฏรายละเอียดอยู่ใน หนังสือประวัติศาสตร์ การใช้กฎหมายอาญาของ อังกฤษ เล่มที่ ๒ (Volume 2) โดย เซอร์ เจมส์ สตีเฟ่น (Sir James Stephen) ก็ปรากฏอยู่ในคำพิพากษา ในคดี “In re Castioni, [1891] 1 Q.B. 149” ที่ผู้อ่านทั้งหลาย อาจไป ค้นคว้าศึกษา ต่อยอดออก ไปได้. .................(มีต่อ)                                   
[/b]