NPCEU BOARD

Guest


Author Topic: หลักเกณฑ์ในทางกฎหมาย ที่ศาลโลก (เดิม) วางเอาไว้ ในคดี The Greco - Bulgarian Com  (Read 65 times)

svenskaeu

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 3530
        หลักเกณฑ์ในทางกฎหมาย ที่ศาลโลก (เดิม) วางเอาไว้ ในคดี The Greco - Bulgarian Communities Case, 1930 คืออะไร? มีกฎเกณฑ์ว่าอย่างไร? และสามารถ ที่จะใช้บังคับ ในโลกกว้างใบนี้ ได้หรือไม่? และ เพียงใด?

๑. ในคดี The Greco - Bulgarian Communities Case, 1930 ศาลโลก (เดิม) หรือ The Permanent Court of International Justice, PCIJ ได้พิพากษาไว้ในคดี ดังกล่าวข้างต้น มีสาระสำคัญว่า :
๒. “เมื่อรัฐคู่ภาคีของ สนธิสัญญาฉบับใดๆ ได้ลงนาม และ ให้สัตยาบัน ต่อ สนธิสัญญาฉบับใดๆ แล้ว รัฐคู่ภาคีของ สนธิสัญญาฉบับนั้นๆ ในเวลาภายหลัง จะมากระทำการฝ่ายเดียว (Unilateral Action) โดยวิธีการออกกฎหมายภายในของตน ให้ขัด หรือ แย้ง กับ ความตามสนธิสัญญา ที่ตนได้ให้สัตยาบันไว้ ไม่ได้ กฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา (Law derives from the Treaty) ย่อมอยู่เหนือกว่า กฎหมายภายในทุกๆฉบับของ รัฐ คู่พันธกรณี จากสนธิสัญญาฉบับนั้นๆ”
๓. “หากรัฐ ซึ่งเป็น รัฐ ในพันธกรณีของ สนธิสัญญาฉบับใดๆ จะยกข้อต่อสู้ด้วยอ้างว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ อันอาจกล่าวอ้างว่า “เป็นกฎหมายภายใน ที่สำคัญที่สุด ในรัฐของตน” ยกขึ้น เป็น ข้อต่อสู้ กับ กฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา (Law derives from the Treaty) ที่ตน ต้องถูก ผูกพันอยู่”
๔. “นั่น แสดงว่า “รัฐ ที่เป็น คู่พันธกรณี ในสนธิสัญญา ฉบับนั้นๆ ประสงค์ จะหลีกเลี่ยง ต่อ พันธกรณี ที่สนธิสัญญา มีอยู่ และ ผูกพันตน (ให้ต้องปฏิบัติตาม หรือ ที่ตน มีหน้าที่ ต้องงดเว้นปฏิบัติการใดๆ) การยกข้อต่อสู้ เช่นที่กล่าวนี้ มาเป็น ข้อต่อสู้ ศาลโลก ไม่อาจรับมา บังคับบัญชาให้ ได้”
๕. จากความที่ศาลโลกเดิม ได้วางหลักเกณฑ์ เอาไว้ในคดี The Greco - Bulgarian Communities Case, 1930 ดังกล่าวข้างต้น ตามที่ถอดความจากภาษาอังกฤษ เป็น ภาษาไทย แสดง ให้เห็น ได้ว่า เมื่อเกิดสนธิสัญญาขึ้น ผูกพัน รัฐคู่ภาคีใดๆ จากสนธิสัญญาฉบับใดๆ
๖. รัฐคู่ภาคีในสนธิสัญญาฝ่ายนั้นๆ ไม่อาจ อ้างเอา ความตามกฎหมายภายในของตน ที่ตน ได้กระทำการไป ฝ่ายเดียว (Unilateral Action) มาบังคับ โดยที่รัฐคู่พันธกรณี ในสนธิสัญญา ฝ่ายอื่นๆ มิได้ ให้ ความตกลง ยินยอม ด้วยได้ ในเวลาภายหลังจาก ที่เกิดสนธิสัญญาขึ้นแล้ว
๗. หลักการตามกฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา (Law derives from the Treaty) เช่นนี้ ในวันนี้ทุกๆประเทศ ในโลกใบนี้ ต่างก็ยอมรับกัน โดยดุษฎี ที่จะบังคับตามความ ที่ศาลโลกเดิม ได้ วางหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย (สนธิสัญญา) ไว้ให้ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ โดยชอบ ที่รัฐไทย หรือ ประเทศไทย จะไม่ยอมรับ หรือ ไม่ยอมปฏิบัติตาม
๘. เมื่อรัฐไทย หรือ ประเทศไทย ได้ลงนาม และ ให้สัตยาบัน และ/หรือ ประกาศเข้าร่วมใน (สนธิสัญญา) กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมือง และ สิทธิในทางการเมือง ปี ค.ศ. 1966 หรือ The International Covenant on Civil and Political Rights, 1966 แล้ว ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๕๓๙
๙. ความตามที่บัญญัติไว้ ในบทบัญญัติที่ ๑๙ ของสนธิสัญญาฉบับ ที่กล่าวมานี้ ที่ว่าด้วย การติดต่อ รับ และ ส่ง ข้อความตาม ที่สื่อถึงกันของ ประชาชน และ ผู้คนในรัฐไทย หรือ ประเทศไทย โดยเสรี และ
๑๐. ความตามที่บัญญัติไว้ใน Cyberspace Crimes, 2001 ของ EU ผ่านคำประกาศ “Procedure ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๐๑๔” ย่อมมี ผลบังคับ ต่อ ประเทศไทย เพราะประเทศไทย ไม่เคย ประกาศ สงวนสิทธิ ของตนเอง สวนกับ คำประกาศดังกล่าวของ ฝ่าย EU เลย
๑๑. อีกทั้ง ประเทศไทย ยังไป ประกาศ ยอมรับรอง ในการใช้อำนาจของ EEC, EC (เดิม) จนกลายเป็น EU ในวันนี้ ด้วยการออกกฎหมาย รับรองผ่าน รัฐสภาไทย เป็น กฎหมายภายในของตน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้ว

วันนี้ จึง ไม่มีเหตุผล โดยชอบใดๆ ที่ประเทศไทย จะไปออกกฎหมาย คอมพิวเตอร์ (ฉบับใหม่) ให้ขัด หรือ แย้ง กับ Cyberspace Crimes, 2001 ของ EU
นี่คือ เหตุผลของ การ ที่จะไม่ต้องออก กฎหมายภายในของ ฝ่ายประเทศไทย ออกมาบังคับ ให้มีผล ต้องทำให้ กฎหมายทั้งสองฉบับ คือ ฉบับ ที่ออกโดยประเทศไทย ไปขัด หรือ แย้ง กับ Cyberspace Crimes, 2001 ที่มีสถานะ เป็น สนธิสัญญา และ อยู่เหนือกว่า กฎหมายภายในของประเทศไทย. ................(มีต่อ)
29/12/2016 18:30
เมื่อศาลโลก (เดิม) ในคดี ที่ชื่อว่า “The Greco - Bulgarian Communities Case, 1930” ได้วาง หลักเกณฑ์ในการใช้กฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา (the Law derives from the Treaty) เพียงสั้นๆ ดังที่ได้ นำมาเสนอ ในบทความตอนที่แล้ว
ในที่สุด จึงเป็น หน้าที่ของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) ที่จะเข้ามา เป็น ศาลผู้ วาง หลักเกณฑ์ เกี่ยวกับ การใช้กฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา (the Law derives from the Treaty)
โดยการตีความเพื่อ ขยายความ คำพิพากษาของศาลโลก (เดิม) ดังกล่าว ออกไป ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ในคดีที่ชื่อว่า “Van Gen en Loos”
๑. คำวินิจฉัยเบื้องต้นของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) ที่เป็นผู้ตีความ และ วางหลักเกณฑ์ ในการตีความ กฎหมายอันมีที่มาจากสนธิสัญญา (The Law derives from the Treaty) ในปี ค.ศ. 1963 ต่อจากศาลโลก (เดิม) ปรากฏอยู่ดังนี้ ในภาษาอังกฤษ และ ได้ถอดความแล้ว ออกมา เป็น ภาษาไทย ได้ความดังต่อไปนี้:

“1. In order to confer jurisdiction on the Court to give a preliminary ruling it is necessary only that the question raised should clearly be concerned with the interpretation of the Treaty.”
๑.๑ “1 การที่ศาล จะเกิด เขตอำนาจ ในการวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น เป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆเพียงว่า ต้องพิจารณาว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ยกขึ้นโต้เถียง เป็น ข้อพิพาทในคดีนั้น ชัดแจ้งเพียงพอแก่ การตีความบทบัญญัติของสนธิสัญญา.” ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) ตีความ กำหนด ขอบเขตในการตีความบทบัญญัติของ สนธิสัญญาไว้ แบบเคร่งครัด (อย่างแคบ โดยมีขอบเขตกำหนดที่แน่นอน)
๑.๒ “2. The considerations which may have led a national court to its choice of questions as well as the relevance which it attributes to such questions in the context of a case before it are excluded from review by the Court when hearing an application for a preliminary ruling.”
“2. การพิจารณาใดๆ ที่อาจ นำไป สู่ อำนาจของศาลในชาติภาคีสมาชิกในการใช้อำนาจตีความ ในปัญหานั้นๆ ที่เท่ากับ เกี่ยวข้องกับ การใช้อำนาจของ ศาลในชาติภาคีสมาชิก ที่จะ ต้องตีความ บทสนธิสัญญาในคุณลักษณะเช่นนั้น ในบริบทของ คดี ที่ได้นำมาสู่การพิจารณากัน ในคดีที่มาอยู่ต่อหน้าตน (ศาลในชาติภาคีสมาชิก) เป็นเรื่องที่ ศาลนี้ (ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) จะต้อง ถือว่า ไม่อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลนี้ ที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในคดี เพื่อทำการวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น อันมี ที่มา จากการต้องตีความบทสนธิสัญญา”

ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) กำหนดขอบเขตของ ศาล ในการตีความบทสนธิสัญญาไว้ อย่างแคบ และ เพื่อให้สมกับบทบาท ที่ตนเป็นผู้วินิจฉัย ในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา หรือ จะเรียกว่า “กำหนดบทบาทตนเอง ในการใช้อำนาจ ในการตีความข้อกฎหมายของ บทสนธิสัญญา เช่นเดียวกับ ที่ศาลโลก (the International Court of Justice, ICJ) เป็นผู้ใช้อำนาจในการตีความ ในปัญหาข้อกฎหมาย” ก็ได้

๑.๒ “3. The European Economic Community constitutes a new legal order of international law for the benefit of which the States have limited their sovereign rights, albeit within limited fields, and the subjects of which comprise not only the Member States but also their nationals. Independently of the legislation of Member States, Community law not only imposes obligations on individuals but is also intended to confer upon them rights which become part of their legal heritage. These rights arise not only where they are expressly granted by the Treaty but also by reason of obligations which the Treaty imposes in a clearly defined way upon individuals as well as upon the Member States and upon the institutions of the Community.
ข้อความตามที่ ปรากฏในข้อนี้ ที่ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) ได้ตีความบทสนธิสัญญา EEC เอาไว้ นับว่า มี [“ความสำคัญยิ่งยวดมากๆ”] เมื่อใช้ควบคู่กับ [“Procedure ที่ประกาศใช้ในวันที่ ๑๕ มกราคม ปี ค.ศ. 2014”] ทำให้บรรดากฎหมายต่างๆ ที่ประกาศ และ บังคับใช้ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ [เถื่อน] หรือ สนช. ต้องตก เป็น “โมฆะ” สิ้นเชิง แบบทั้งสิ้น หมดทุกๆ ฉบับ เพราะขาดไร้ความชอบธรรมตามกฎหมาย *****{(กฎหมายระหว่างประเทศ และ กฎหมายอันมีที่มาจากสนธิสัญญา (The Law derives from the Treaty)}*****
๑.๓ ซึ่งมีความ จากการถอดข้อความ เป็น ภาษาไทยว่า “สังคมประชาคม
เศรษฐกิจยุโรป ได้ก่อเกิดขึ้นของ ระบบกฎหมายเพื่อบังคับอย่างใหม่ ในกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์แก่รัฐทั้งหลาย ที่ได้จำกัดอำนาจอธิปัตย์ของตนลง, ยอมอยู่ ในบังคับอันจำกัด ในการใช้อำนาจอธิปัตย์ ที่จำกัดเช่นนั้น ในสาขาต่างๆ, และ ผู้ที่ต้องอยู่ ในอำนาจบังคับ เช่นนี้ มิได้หมายรวมเฉพาะชาติ หรือ รัฐ ที่เป็น รัฐ คู่ภาคีสมาชิก เท่านั้น แต่ หมายรวมเอา [ประชากร] ในรัฐคู่ภาคีสมาชิกเข้ามา ด้วย (บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล). โดยบุคคลที่กล่าวมานี้ ต้องเป็นอิสระจาก อำนาจบังคับตามกฎหมายของ รัฐคู่ภาคีสมาชิก *** กฎหมายของสังคมประชาคมเศรษฐกิจ*** (Community Law)*** ไม่เพียงแต่บัญญัติ ให้เป็น ภาระแก่บุคคล (หนี้ ที่จะต้องปฏิบัติโดยบุคคล หรือ นิติบุคคลตามกฎหมาย) แต่ กฎหมายของสังคมประชาคมเศรษฐกิจ*** (Community Law)*** ตั้งใจ ที่จะมอบให้ไปด้วย ซึ่งสิทธิ ที่จะต้องเป็น ส่วนหนึ่งของ สิทธิในทางมรดกตามกฎหมายแก่ เขาเหล่านั้น. สิทธิเหล่านี้ มิได้เกิด มีขึ้น เฉพาะในเวลา ที่สนธิสัญญา ได้บัญญัติ มอบให้ไว้โดยชัดแจ้ง ในเนื้อความตามสนธิสัญญา เท่านั้น แต่ ยังบังเกิดมีขึ้น เพราะ เป็น ผลเนื่องมาจาก เหตุและผลของ พันธกรณี ที่สนธิสัญญา บัญญัติ เอาไว้ ให้ปฏิบัติ โดยชัดแจ้ง ในบางกรณี แก่ **ประชากรทั้งหลายในรัฐคู่ภาคี, รัฐคู่ภาคีสมาชิก รวมทั้งองค์กรในองคาพยพของประชาคมเศรษฐกิจ (สังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป)**.”
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยทั้งมวล จึงจำเป็น ต้องกลับ ไปศึกษา คำประกาศในตอนที่ สังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เข้ามา ควบรวม กับ ประชาคมเศรษฐกิจ ASEAN ในเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1995 และ คำประกาศ Procedure ของ รัฐสภายุโรป ที่ได้ประกาศไว้ ในวันที่ ๑๕ มกราคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ให้ดีๆ อย่าคลาดเคลื่อนในถ้อยคำ ที่บัญญัติเอาไว้ จึงจะ ได้รับ ผลตามกฎหมายอันมีที่มาจากสนธิสัญญา (The Law derives from the Treaty) อันเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ
ผม มีความจริงใจ ที่จะแจ้งไปยัง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี [เถื่อน] พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ว่า “ที่ท่านประสงค์ จะขอดู ข้อเสนอของ ฝ่ายที่ต่อต้าน พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์(ฉบับใหม่) ที่ได้ผ่านออกมา เพื่อประสงค์ จะบังคับใช้ เป็น กฎหมายแก่ คนไทยทั้งมวล ไม่ว่าในประเทศนี้ หรือ ที่อยู่ในมุมใดๆของโลกนั้น เป็นเรื่องที่ท่านไม่อาจ จะยื่น มือ เข้าไปช่วยอะไรได้ ให้ดีขึ้น นอกจาก***ที่ท่าน จำเป็น ต้องอ่าน บทความ บทนี้ และ ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ ศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) ที่ได้ตีความ ในปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น จากสนธิสัญญา ตามข้อที่ ๓ ที่ได้ถอดความ เป็นภาษาไทย มาจากคำวินิจฉัยข้อกฎหมายในเบื้องต้น ในคดีที่มี ชื่อว่า “Van Gen en Loos” นี้เท่านั้น ไม่มีทางแก้เป็นอย่างอื่น. ............(มีต่อ)
31/12/2016 07:49
ปัญหาอันเนื่องมาจาก การตีความ ในข้อกฎหมายเบื้องต้น ของศาลสถิตย์ยุติธรรมสังคมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (The European Court of Justice) ในคดีชื่อ Van Gen en Loos คดีหมายเลขที่ 26/62
ที่ส่งผลให้เป็น การวางหลักเกณฑ์ ในการตีความ บทของสนธิสัญญา หรือ อันเป็น หลักเกณฑ์ในรายละเอียด ในการตีวาม บทสนธิสัญญา โดยให้ใช้หลักเกณฑ์นี้ ในการตีความ บทสนธิสัญญา ทุกชนิด และ
เป็น การตีความ วางหลักเกณฑ์บังคับ ตัวบทกฎหมายภายใน ที่เกิดในระหว่างชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา กับ กฎหมาย ที่เกิดมาจาก ตัวบทสนธิสัญญา อันมีที่มาจากกฎหมาย อันมีที่มาจากสนธิสัญญา (the Law derives from the Treaty’s Law) ที่เป็นผล ว่าจะให้ใช้กฎหมายฉบับใด? มาบังคับ
รวมทั้งเป็น หลักกฎเกณฑ์ของ “กฎหมาย ที่ต้องใช้บังคับ เมื่อประชาคมเศรษฐกิจ ได้เกิดมี และ เกิดเป็นขึ้น แล้ว ในทุกๆประชาคมทางเศรษฐกิจ”
๑. คนไทย ซึ่งเป็น ผู้มีวิชีพทางกฎหมาย ส่วนใหญ่ มักไม่มี ความเข้าใจอย่างทะลุปุโปร่งว่า ผลของการก่อเกิด “ประชาคมเศรษฐกิจ” เช่น สหภาพยุโรป (EU), เออีซี หรือ อาเซี่ยน (ASEAN) ในอุษาอาคเณย์ (South East Asia) แล้วจะต้อง เกิด ผลในทางกฎหมาย ต่อไป เช่นใด?
๒. กฎหมาย ที่ออกมาบังคับใช้ มิได้ออกมาบังคับใช้ เฉพาะพลเมือง (His or Her own Citizens) ของตน เท่านั้น แต่ ผลของการบังคับใช้ กฎหมาย ยังครอบคลุม การบังคับใช้ไปยัง บุคคล ที่เข้ามาอยู่ ในอาณาเขตประเทศด้วย
๓. นั่นคือ “คนต่างชาติ” หรือ “Foreigners” หรือ จะเรียก ในภาษากฎหมายว่า “Person subject to the Country’s Jurisdiction” “บุคคลต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในเขตอำนาจบังคับ” บทความนี้ จึงขอนำเสนอ หลักเกณฑ์ในการตีความ ตัวบทกฎหมาย คือ สนธิสัญญา
๔. ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อ ตัวบทกฎหมายภายในของ รัฐคู่ภาคีสนธิสัญญา ที่ผ่านสภานิติบัญญัติ (รัฐสภา) ของ ตนเองออกมา โดยไม่คำนึงถึง ผลบังคับของ “กฎหมาย” ว่า จะเกิดความขัดแย้งกัน ในระหว่าง “กฎหมายภายใน” กับ “ความ ตามบทบัญญัติของ สนธิสัญญา”
๕. เรา จึงเห็น “ความเป็นโมฆะ” ของ พระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์ (ฉบับใหม่) ของประเทศไทย ไปขัด หรือ แย้ง กับ Cyberspace Crimes, 2001 ของ EEC, EC (สังคมประชาคมเศรษฐกิจ ยุโรป) ในอดีต หรือ สหภาพยุโรป หรือ EU ในวันนี้ ที่มีสภาพ หรือ สถานภาพ เป็น สนธิสัญญา หรือ
๖. การสิ้นผลบังคับใช้ของ กฎหมายภายในของ ประเทศไทย ในวันนี้ เพราะ EU หรือ สหภาพยุโรป ได้เข้ามาควบรวม กับ ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซี่ยน หรือ ASEAN เรียบร้อย ตามกฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา ไปเรียบร้อย กว่า –๑๐ (สิบ) ปี มาแล้ว นับเวลาตั้งแต่ เกิดการเจรจา เพื่อควบรวม ซึ่งประเทศไทยในฐานะ “พี่เอื้อย” ของ กลุ่มชาติอาเซี่ยน ก็รับรู้ และ รับทราบดี และ
๗.ไม่เคยโต้แย้ง หรือ สงวนสิทธิแต่อย่างใด (Reservation ตามหลักการของ กฎหมายเกี่ยวกับ สนธิสัญญา) ซึ่งในวันนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติของไทย ไม่เคยทราบว่า
๘. ตนมีสถานะเป็น แค่เพียงสภานิติบัญญัติ [เถื่อน] ไม่มีอำนาจอย่างใดๆในทางนิติบัญญัติ (อำนาจ ในการออกกฎหมาย มาบังคับใช้) ตามหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพราะ กฎหมาย อันมี ที่มาจากสนธิสัญญา (the Law derives from the Treaty’s Law) เป็น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ กฎหมายระหว่างประเทศ (the International Law)
๙. จึงส่งผลให้กฎหมายทั้งหมด ที่ผ่านออกมา โดยสภานิติบัญญัติชุดนี้ ต้องตกเป็น “โมฆะ” ทุกๆฉบับโดยสิ้นเชิง หรือ หมดสภาพบังคับ รวมทั้ง พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ (ฉบับใหม่) ที่พึ่งผ่าน สภานิติบัญญัติ ออกมา เพื่อจะบังคับใช้เป็น กฎหมาย ผม จึงจำเป็น ที่จะ ต้องขอ ตัดเอา
๑๐. คำประกาศของรัฐสภา EU หรือ The Parliament of Europe ที่ประกาศใช้บังคับในวันที่ ๘ ตุลาคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ที่ระบุหัวข้อว่า “EUROPEAN PARLIAMENT ADOPTS RESOLUTION ON CASES OF BREACHES OF HUMAN RIGHTS, DEMOCRACY AND THE RULE OF LAW IN THAILAND.”
๑๑. ซึ่งแปลความ หรือ ถอด ความออกมา เป็น ภาษาไทยแล้ว ได้ความว่า “รัฐสภายุโรป ได้ออก ข้อบัญญัติบังคับ ในกรณีที่มีการละเมิด ต่อ สิทธินุษยชน (วันนี้ มีกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน บังคับ กับ ทุกๆประเทศ ในโลกใบนี้), หลักการของ ระบอบประชาธิปไตย และ หลักนิติธรรมใน ประเทศไทย”
๑๒. ในข้อบัญญัตินี้ ระบุว่า “The European Parliament expresses its concern at the “deteriorating human rights situation in Thailand following the illegal coup of May 2014”
๑๓. ถอดความ ออกมา เป็น ภาษาไทย ได้ความว่า “รัฐสภายุโรป ได้แสดงความห่วงใย หรือ ความอนาทร ร้อนใจ อย่างมาก เกี่ยวกับ สถานการณ์ ที่เสื่อมทรุด ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย ภายหลังเหตุการณ์ การยึดอำนาจ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๔”

๑๔. นั่นก็ คือ “รัฐสภาของ EU ได้ประกาศ ไม่ยอมรับว่า “การยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. ๒๐๑๔” เป็น “การกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย” จึงประกาศไม่รับรอง หรือ แสดงอาการขัดขืน ต่อต้าน ไม่ยอมรับ ในอำนาจของ คณะ คสช.”
มาถึงตรงนี้ ต้องถามว่า ชาติอื่นๆ ที่เป็นชาติ หรือ รัฐคู่ภาคีสมาชิกของ ประชาคมเศรษฐกิจ ASEAN เขา จะยอมรับ อย่างที่เรา ต้องการ ให้ เขายอมรับหรือไม่?. ........... (มีต่อ) Thanaboon Chiranuvat             
[/b]