NPCEU BOARD

Guest


Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
    12 ปี จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 19 กันยายน 2561

วันนี้ผมอยากให้ทุกท่านลองวางใจให้เป็นกลาง แล้วหลับตานึกว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ท่านคิดว่าประเทศไทยเจริญขึ้นแล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา ระบบราชการบริการประชาชน ยาเสพติด การสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจของท่านเองรวมถึงความสุขของท่านและคนรอบตัวท่าน สุดท้ายคือศักดิ์ศรีประเทศและความภูมิใจของท่าน

เรามีการปฏิวัติ 2 ครั้งใน 12 ปี ปฏิวัตินายกฯที่เป็นพี่น้องกันและได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แน่นอนมีคนได้ดีและร่ำรวยจากการปฏิวัติทั้ง 2 ครั้ง แต่คนที่แย่ลงในหลายมิติมีมากกว่า และไม่สำคัญเท่ากับประเทศไทยที่เรารักถูกมองแย่ลงในสายตาคนทั้งโลก เราถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหันหน้ามาปรึกษาหารือกันเพื่อบ้านเมือง หรือว่าเราจะตะแบงฟาดฟันกันฝ่ายเดียว ทั้งๆที่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ต่างกัน ชอบไม่เหมือนกัน บางคนต้องถึงกับชีวิต บางคนเจ็บป่วย บางคนติดคุก บางคนถูกกลั่นแกล้งทางธุรกิจ ทางอาชีพและตำแหน่งหน้าที่ราชการ จนอยากจะตะโกนแรงๆ ว่าเราคนไทยด้วยกันไม่ใช่หรือ

แล้ววันนี้เราช้ำกันพอแล้วหรือยัง ประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง รอยยิ้มของไทยที่เรียกว่ายิ้มสยามหายไปไหนหมด แล้วเราจะอยู่กันแบบนี้ ในขณะที่โลกเขากำลังเอาสมองไปคิดค้นสิ่งใหม่ นำความเจริญให้ประเทศเขาแต่เรากำลังล้าหลังในทุกๆด้าน ถ้าเราเปิดใจกว้าง ไม่เป็นกบน้อยในกะลา เราจะรู้ว่าเราต้องปรับปรุงและพัฒนาอีกเยอะ เทคโนโลยีที่ทั้งโลกกำลังใช้ประโยชน์มันกำลังจะไล่ล่าประเทศที่ปรับตัวไม่ทันและไม่คิดปรับตัว

ในโอกาสครบรอบ 12 ปีนี้ ผมขอเปิดอกว่าผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นผมต้องสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวผม ที่พ่อแม่ลูกเราอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นมาตลอด ต้องมาพรากจากกัน ผมเสียใจที่คนที่รักผม สนับสนุนผมถูกรังแก แต่คงไม่เสียใจเท่าประเทศที่ผมรัก แผ่นดินที่ผมเกิด และเติบโตมา ซึ่งครั้งหนึ่งได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ต้องมาตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ ถึงแม้ว่าผมมีอายุที่กำลังก้าวเข้าปีที่ 70 แล้ว แต่ผมเสียดายประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 12 ปีที่ออกมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ 12 ปี แล้วยังไม่ลืมผม ยังส่งผ่านความรักความปรารถนาดีมาถึงกันเสมอมา สุดท้ายนี้ผมขออโหสิกรรมให้กับทุกคนที่ให้ร้ายกลั่นแกล้งผมมา ณ ที่นี้ด้วย
       https://www.facebook.com/thaksinofficial/photos/a.133931153458111/941996225984929/?type=3&theater   
[/b]
2
       เอาคลิปวันทีท่านทักษิท กลับไทยมาให้เพือนๆๆได้ดูกัน ดูแล้วเศร้าอดน้ำตาไหลไม่ได้ นายกทีมาถูกต้องตามกติกา แต่โดน รัฐประหารแล้วใส่ร้ายป้ายสี่ เวปนปช อียูสวีเดนไม่ได้ อวยอะไรกับท่านทักษิท เราเพียงเรียกร้องความยุติธรรมให้ท่าน และทุกคนทีโดยกระทำ เราเอาคลิปมาฝากคะเพื่อ จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆๆได้ยินได้รับรู้ว่าประชาชนชาวไทย เรียกร้องให้ท่านทักษิท กับมาช่วยชาติ อีกครั้ง
................................................................................................

thaksin ware r u https://www.youtube.com/watch

wow thaksin https://www.youtube.com/watch

go home https://www.youtube.com/watch

กรุงเทพ กรุงเทพ

????✈
เมื่อเครื่องบินนายกฯทักษิณ ถูกสั่งให้กลับไทย!

คณะผู้ก่อการรัฐประหาร
มีคำสั่งให้เครื่องบินนายกฯ ทักษิณ บินตรงกลับประเทศไทย

แต่ทว่า ก่อนจะถึงรันเวย์ปลายทางดังกล่าว
“เครื่องบินเช้าเหมาลำจากประเทศไทย”
ได้แวะส่ง นายกฯ ทักษิณ
กับ “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” เลขานุการส่วนตัว
ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ในเช้าวันที่ 20 กันยายน 2549
“ผม ตัดสินใจไปอังกฤษเพราะลูกสาว
พินทองทา เรียนอยู่ที่นี่ อีกอย่างคือ

เพราะอังกฤษเป็นประเทศประชาธิปไตย

“เอม” จึงเป็นคนในสกุล “ชินวัตร” คนแรก
ที่มีโอกาสพบ “ผู้นำครอบครัว” ที่ถูกปล้นอำนาจการปกครอง

วันที่พ่อมาถึง เอม เข้าไปกอดพ่อแน่นเลย
แล้วพูดประโยคหนึ่งกับพ่อ

"ไม่เป็นไรนะพ่อ พ่อจะได้มีเวลากับพวกเราะเยอะขึ้นไง
พ่อจะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น"

ขณะที่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ
ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างไม่ปกติ
ในนาทีแห่งการเปลี่ยนแปลง “ขั้วอำนาจ”

“คุณหญิงพจมาน” ภริยา และ “อุ๊งอิ๊ง”
กบดานอยู่ในเซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง

ส่วน “โอ๊ค”
ออกตระเวนไปหลบอยู่ใน “ที่ปลอดภัย” หลายแห่ง

“โอ๊ค” เล่าว่าได้รับโทรศัพท์จากคุณแม่
ในช่วงบ่ายของวันที่ 19 กันยายน 2549
ขณะกำลังเดินทางไปสนามฝึกซ้อมยิงปิน
โดยมารดาสั่งให้เขากลับบ้านด่วน
เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยดี

แต่จากนั้นไม่กี่อึดใจ
ปลายสายเดิมกลับโทรมาแจ้ง “เปลี่ยนแปลงคำสั่ง”

“คำสั่ง” จากแม่เด็ดขาด-ชัดเจน
ให้พื้นที่ “บ้าน” เป็นสถานที่ต้องห้าม
และเปลี่ยนพิกัดพื้นที่หลบภัย

“โอ๊ค” ถูกสั่งห้ามไม่ให้เขากลับเข้าบ้านพัก
ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69
เพราะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
และขอให้หลบไปนอนที่อื่น
และอย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ที่ซ่อนตัว

หลังฟังคำแม่ “โอ๊ค” แวะไปกบดาน
ที่คอนโดมีเนียมของเพื่อนย่านสาธร

“พอ ไปถึงโอ๊คก็เปิดทีวี.ดู
เห็นเขาตัดรายการอื่นทิ้งหมด ก็รู้ว่าผิดปกติแล้ว
จนกระทั่งมีการยืนยันว่ามีการรัฐประหาร
ก็เลยออกจากคอนโดฯ ประมาณเที่ยงคืน
แล้วขึ้นไปนั่งอยู่ในรถตู้ส่วนตัว 3-4 ชั่วโมง”

เวลา 02.00 น. เศษของวันใหม่
“โอ๊ค” ตัดสินใจต่อสายถึงเลขานุการ
ของเพื่อนสนิทอีกคน เพื่อติดต่อขอใช้บ้าน
ที่มีทำเลอยู่ใกล้ๆ “เซฟเฮาส์เคลื่อนที่”
เป็นที่ซ่อนตัวแห่งใหม่

“ผมโทรไปถามว่าขอไปนอนที่บ้านได้ไหม
เขาบอกได้ ก็เลยไปอาศัยนอนที่บ้านเขา….
คืนนั้นโอ๊คใส่เสื้อกันกระสุนตลอด
ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลาตลอดคืนนั้น”

โอ๊ค เผย ความลับ
ในนาทีที่ความรู้สึก “เป็น” กับ “ตาย” มีปริมาณเท่าๆ กัน

“ขณะนั้นโอ๊คคิดเลยว่าถ้าต้องถูกพวกนั้นจับตัวไป
เพื่อเรียกพ่อกลับเมืองไทยมาติดคุก
โอ๊คจะยิงตัวตายเลย ซึ่งถ้าเขาจับลูกคนใดคนหนึ่งไว้
ยังไงพ่อก็ต้องกลับแน่นอน เพราะฉะนั้นต้องหนีก่อน”

“แล้วก็เกือบจะเกิดเรื่องขึ้นตอนประมาณ ตี 5
มีคนในบ้านตื่นเช้าเดินลงมา
โอ๊คได้ยินเสียงแก๊กๆๆ ไม่รู้ว่าใคร
ก็เลยตะโกนถาม “ใคร?”

เหมือนกับเขาไม่ได้ยิน
หรือไม่คิดว่าโอ๊คไม่อยู่หรือไงไม่ทราบ
เขาก็ไม่ตอบ

โอ๊คเห็นท่าไม่ดี ก็ลุกขึ้นปลดเซฟปืน
แล้วถามอีก “ใคร?”

เลขาฯ เพื่อนได้ยินโอ๊คตะโกนก็เลยรีบวิ่งมาบอก
นั่นคุณย่าเขาเอง ก็เลยโอเค
ช่วงนั้นใครเข้ามา โอ๊คยิงแน่
ใครจะมาจับนี่สู้ตาย ตายก็ตาย
ไม่ยอมให้จับเป็นตัวประกัน”

ก่อน ฟ้าสาง… โอ๊ค ตัดสินใจย้ายที่หลบภัยอีกครั้ง
โดยตามไปสมทบกับมารดาและน้องสาวที่บ้าน
เพื่อนของอุ๊งอิ๊ง ทั้งหมดกบดานอยู่ที่นั่นอีก 2-3 วัน
ก่อนย้ายที่อยู่ใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นเวลาร่วมๆ 2 สัปดาห์

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549?
สามแม่ลูกซุ่มใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตลอด
ไม่ได้เผ่นหนีไปประเทศสิงคโปร์ตามที่มีข่าว

การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของเขา
คือ การบินตรงไปอังกฤษ
ด้วยเครื่องบินของสายการบินไทย
เพื่อพบหน้า นายกฯ ทักษิณเท่านั้น

“ระหว่าง นั้นเราโทรคุยกับพ่อตลอด
พ่อบอกให้อยู่แถวนั้นไปก่อน ไม่มีอะไรหรอก
เขาคงไม่ทำอะไรลูก ไม่ทำอะไรแม่หรอก”

เอม พิณทองทา
คือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่อยู่เคียงข้างพ่อ
ในยามตกทุกข์ ในต่างแดน

เอม พิณทองทา แวะมาหาพ่อ
ที่อพาร์ตเมนต์ใกล้ๆ กับห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์

ตอนอยู่อังกฤษ คุณพ่อดื้อจะกลับเมืองไทยให้ได้
บอกจะขอเกิดและตายที่เมืองไทยเท่านั้น
และจะพูดแต่ว่าพ่ออยากกลับไปสู้
พ่ออยากกลับไปพิสูจน์ พ่อพูดแต่คำแบบนี้

ครั้งหนึ่งนายกฯ ทักษิณออกอาการดื้อดึงถึงขีดสุด
ยืนกรานจะกลับบ้านเกิดท่าเดียว
ทำเอา “เอม” อ่อนใจทรุดตัวไปนั่งกองกับพื้นอพาร์ตเมนต์
เธอกอดขาพ่อ พร้อมส่งเสียงวิงวอน…

“อย่ากลับเมืองไทยตอนนี้ได้ไหม
พ่อก็รู้ว่ามันไม่ปลอดภัย
พ่อบอกว่าพ่อไม่สนหรอก พ่อไม่กลัว
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พ่อต้องกลับไปสู้
พ่อต้องกลับไปพิสูจน์"

เอมรู้สึกว่าพ่อดื้อมาก เอมไม่รู้จะทำอย่างไร
ก็ได้แต่บอกว่าถ้าพ่อรักลูก รักแม่ พ่อต้องอยู่ที่นี่ก่อน

เอม เผยเบื้องหลังความสำเร็จ
ในการเหนี่ยวรั้งพ่อไว้ที่ลอนดอนว่า
เป็นเพราะได้เทคนิคการเจรจา-บอกบท
จากคุณแม่นั่นเอง

“แม่ จะโทรมาหาเอมตลอด โดยบอกว่า
ไปหาพ่อนะ พยายามพูดให้พ่ออยู่เมืองนอกกับลูกก่อนนะ
ลูกก็รู้ว่ายังกลับเมืองไทยไม่ได้
แม่จะคอยไกด์ตลอด แม่บอกว่าแม่พูดกับพ่อมากไม่ได้
เพราะพ่อรู้ว่าแม่แอนตี้การเมือง เขาจะไม่ค่อยฟัง
ให้ลูกพูดแทน แล้วก็สอนว่าให้พูดยังไง”

ครั้งหนึ่ง นายกฯ ทักษิณ
ได้คิดหวนคืนประเทศอีกหลายครั้ง
ท่านเคยมีความคิดถึงขั้นว่า
จะแอบนั่งเฮลิคอปเตอร์เข้ามาในภาคอีสาน
แล้วกระโดดร่มลงมา
จากนั้นจะไปหาชาวบ้านในภาคอีสาน
และพากันเดินเท้าเข้ามาในกรุงเทพฯ

เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น!!!

นายกฯ ทักษิณ กล่าวว่า
“ถ้าไม่ชนะไปเลย ก็ตายไปเลย
ก็ต้องสู้กับมัน อย่างดีก็แค่ตาย”

เมื่อนายกฯ ทักษิณ ยอมเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
ทำให้ คุณหญิงพจมาน
ต้องวาง “ชีวิตสมรส” เป็นเดิมพันด้วย

คุณ หญิงพจมาน ยื่นคำขาดว่า
“หากกลับเมืองไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน
เราขาดกัน เราเป็นหุ้นส่วนชีวิตกัน
ถ้าเธอไม่ฟังแล้วกลับเมืองไทย ทุกอย่างตรงนั้นมันจบ"

เอม บอกว่า
“ที่แม่พูดอย่างนี้เพราะแม่ห่วงพ่อมาก
กลัวจะหนีกลับเมืองไทย”

ห้วงเวลาวิกฤตของครอบครัว “ชินวัตร” ที่ผ่านมา
“ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยที่พ่อกับแม่แก้ไม่ได้
ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร เดินไปหาแม่ แม่ก็จะหาทางออกให้

ทำอย่างนี้ๆ นะ พ่อ ก็จะบอกอย่างนี้ๆ
แต่วันนี้กลับมีปัญหาที่พ่อกับแม่ยังแก้ไม่ได้เลย”

เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์

“โอ๊ค” ได้ตามมาสมทบที่ลอนดอน

เขาจึงเป็น ชินวัตรคนที่ 2
ที่มีโอกาสพบหน้าผู้นำครอบครัว

“ไม่เป็นไรนะพ่อ”
คือคำพูดแรกที่ “โอ๊ค” กล่าวกับพ่อ
ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสวมกอดกัน

โอ๊ค เชื่อว่า เหตุผลที่ทำให้รัฐบาล “ทักษิณ”
โดนปฏิวัติมีเพียงข้อเดียว

นั่นคือ “คนมันอิจฉา”           
[/b]
3
      สุรชาติ บำรุงสุข : ไม่มีกองทัพในยุทธศาสตร์ชาติ ไม่มีการเมืองในยุทธศาสตร์ไทย      ยุทธศาสตร์ที่ดีเริ่มต้นด้วยการมีจุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง” Michael Porter

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่รัฐบาลทหารผลักออกสู่เวทีสาธารณะด้วยการผ่านของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร และมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายนั้น มีประเด็นที่เป็นคำถามมากมาย

ไม่เพียงการผ่านร่างยุทธศาสตร์ที่ใช้ระยะเวลาของการถกแถลงเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

หากแต่สาระที่ปรากฏอาจเป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะได้มีการกล่าวไว้ว่า ยุทธศาสตร์นี้เป็น “ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในระยะยาว…” (หน้า 121)

โดยกำหนดทิศทางประเทศในอนาคตด้วยวิสัยทัศน์ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว”

ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม การสร้างประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปีนี้ รัฐบาลทหารได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้าน ได้แก่

1) ด้านความมั่นคง

2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

3) การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

4) การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

5) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

และ 6) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

แต่คำถามที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ ทำไมจึงไม่มียุทธศาสตร์ด้านการเมือง ด้านการทหาร และด้านการป้องกันประเทศปรากฏใน “กฎหมายยุทธศาสตร์ 20 ปี” นี้เลย

หรือว่านักยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทหารตัดสินใจที่จะละเลยยุทธศาสตร์ในสามส่วนนี้

ถ้าเช่นนั้นแล้วไทยจะก้าวสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้จริงเพียงใด

และหากกำหนดให้ประเทศเดินไปในทิศทางดังกล่าว เราอาจจะต้องตั้ง “เป้าหมายใหม่” ทางยุทธศาสตร์เพื่อรองรับความต้องการในสามมิตินี้

ยุทธศาสตร์การเมือง : ประชาธิปไตยไทยต้องเข้มแข็งและยั่งยืน

ถ้าผู้นำรัฐบาลทหารไทยตั้งเป้าหมายว่า อยากให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 20 ปีข้างหน้าจริง ผู้นำทหารอาจจะต้องยอมรับที่จะต้องสร้างการเมืองแบบที่เป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

โดยรัฐบาลทหารควรจะต้องตระหนักว่า การเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของการรัฐประหารเป็น “การเมืองแห่งความล้าหลัง”

เพราะในชุดอุดมการณ์การเมืองของปีกอนุรักษนิยมแล้ว ระบอบการปกครองของกองทัพเป็นชุดการเมืองที่ล้าหลังที่สุดชุดหนึ่งของฝ่ายขวา

และโดยความเป็นรัฐบาลทหารที่จุดกำเนิดของการได้อำนาจ มาจากการใช้กำลังโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน รัฐบาลทหารจึงไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะไม่เพียงแต่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารไม่มีความชอบธรรมในตัวเอง

แต่หากมองในทางรัฐศาสตร์ก็คือ คำอธิบายที่บอกว่า รัฐบาลทหารไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “อำนาจทางศีลธรรม” (moral authority) ในตัวเองอีกด้วย



ดังนั้น เมื่อกองทัพได้อำนาจมาโดยไม่มี “ฉันทานุมัติทางการเมือง” ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกเพื่อเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของประชาชน

รัฐบาลทหารในตัวเองจึงมีปัญหาทั้งในการดำรงอยู่ของตัวรัฐบาลเอง หากแต่ยังมีปัญหาในการมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่นๆ อีกด้วย

การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในทางการเมืองจึงมีนัยโดยตรงต่อการสร้างกระบวนการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย

หรืออีกนัยหนึ่งการเป็นประเทศพัฒนาแล้วก็ต้องการระบอบการเมืองที่พัฒนาแล้วเช่นกัน

ถ้าผู้นำทหารและบรรดาผู้สนับสนุนในปีกขวาจัดของไทย ยอมรับที่จะหันกลับดูบทเรียนการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ไม่มีอะไรจะเป็น “กระจกเงา” บานใหญ่ให้กับการเมืองไทยได้ดีเท่ากับการเมืองในพม่าหลังจากรัฐประหารในเดือนสิงหาคม 2531 (ค.ศ.1988)

การดำรงอยู่ของรัฐบาลทหารกลายเป็นปัญหาทั้งทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศ

เพราะไม่เพียงแต่การถูกปิดล้อมและไม่เป็นที่ยอมรับในด้านต่างๆ เท่านั้น หากแต่รัฐบาลทหารยังเป็นสัญลักษณ์ของความด้อยพัฒนาอีกด้วย

อีกทั้งในวันนี้เห็นได้ชัดถึงความพยายามในการยกระดับทางการเมืองของเมียนมาที่ต้องการพาตัวเองให้หลุดพ้นจากวงจรของความด้อยพัฒนาทางการเมือง การเปิดประเทศโดยมีกระบวนการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสำคัญของความเป็น “สากล” ในการคัดเลือกบุคคลขึ้นสู่ตำแหน่งของฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร จึงเป็นดังสัญญาณเพื่อบอกถึงการพาประเทศกลับสู่บรรทัดฐานของประชาคมระหว่างประเทศ

แม้จะมีข้อถกเถียงถึงคุณภาพของประชาธิปไตยในเมียนมา และปัญหาของระบอบประชาธิปไตยใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอย่างน้อยก็มีการเลือกตั้งในเมียนมา

แต่ไม่มีการเลือกตั้งในไทย หรือในบริบทเดียวกันประชาธิปไตยไทยเคยเดินนำหน้าและเป็นตัวแบบให้กับการเมืองในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มาแล้ว

แต่วันนี้คุณภาพการเมืองไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศทั้งสอง

ดังนั้น ถ้ากำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ผู้นำทหารและบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนรัฐประหารอาจจะต้องยอมเปิดโอกาสให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาทางการเมืองด้วย

การมีระบอบการปกครองที่เป็นที่ยอมรับในเวทีสากลจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของยุทธศาสตร์การเมืองของประเทศ


และในเวทีสากลแล้ว ระบอบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยที่มาพร้อมกับการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมถือเป็นบรรทัดฐานหลักของความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ดังจะเห็นได้ว่า แม้จะมีปัญหาทางการเมืองเพียงใดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม แต่ก็มิได้มีนัยถึงการโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนด้วยการรัฐประหาร

ซึ่งหากกล่าวย้อนอดีตในการเมืองโลกแล้ว รัฐประหารเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเมืองในประเทศด้อยพัฒนา หรือรัฐบาลทหารคือความเป็นตัวแทนของการเมืองประเทศโลกที่สาม

ฉะนั้น ยุทธศาสตร์การเมืองจึงได้แก่ “ประชาธิปไตยต้องเข้มแข็งและยั่งยืน” เพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วทางการเมือง อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

แต่หากการเมืองยังยึดติดอยู่กับรัฐประหารแล้ว โอกาสที่จะทำให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วคงเป็นเพียงความฝันมากกว่าความจริง!

ยุทธศาสตร์ด้านการทหาร : กองทัพไทยต้องเป็นทหารอาชีพและประชาธิปไตย

หากเรามุ่งหวังที่จะให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การปฏิรูปกองทัพจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญเพื่อทำให้เกิด “ความเป็นทหารอาชีพ” (military professionalism) ขึ้นในสถาบันทหาร

เพราะไม่มีประเทศพัฒนาแล้วประเทศใด ที่กองทัพเป็น “ทหารการเมือง”

หรือกล่าวเชิงเปรียบเทียบได้ว่า รัฐบาลทหารคือสัญลักษณ์ของการเมืองประเทศด้อยพัฒนาเช่นใด ทหารการเมืองก็คือสัญลักษณ์ของการเมืองประเทศโลกที่สามเช่นนั้น ไม่แตกต่างกัน

และเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลังทางการเมืองอีกด้วย

ฉะนั้น หากต้องการจะก้าวสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การสร้างสถาบันกองทัพใหม่ที่ทหารต้องถอนตัวจากการเมืองจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในเบื้องต้น (หรือชุดความคิดเรื่อง “military withdrawal from politics” ดังที่ปรากฏในทฤษฎีของระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง)

เพราะตราบเท่าที่ทหารยังคงมีบทบาททางการเมืองแล้ว บทบาทในเชิงสถาบันของทหารจะเป็นปัญหาในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในที่สุดแล้วจะเกิดคำถามพื้นฐานที่สำคัญก็คือ แล้ว “ทหารจะเป็นทหาร หรือทหารจะเป็นนักการเมือง”



แต่ผู้นำทหารที่มีอำนาจเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหารมักจะยืนยันว่า พวกเขาเป็นทหารและเป็นตัวแทนของสถาบันทหารที่เข้ามาทำหน้าที่ทางการเมือง

อันทำให้นักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาการเมืองในประเทศด้อยพัฒนาเรียกสถานะของผู้นำทหารที่มีอำนาจการเมืองเช่นนี้ว่าเป็น “นักการเมืองในเครื่องแบบ” (politicians in uniform)

เพื่อจำแนกให้เห็นถึงบทบาทที่เป็นจริงของทหารกลุ่มนี้ เนื่องจากด้วยสถานะและบทบาทของนายทหารที่คุมอำนาจการเมือง

พวกเขาจึงกลายสภาพเป็นนักการเมืองไปโดยปริยาย และด้วยเงื่อนไขทางการเมืองเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่ได้มีความเป็นทหารอีกต่อไป

ในสภาพเช่นนี้การจะทำให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วในบริบททางทหาร จึงมีนัยโดยตรงที่กองทัพจะต้องยุติบทบาททางการเมือง และเดินหน้าสู่ “กระบวนการสร้างความเป็นทหารอาชีพ” (military professionalization) ให้เกิดขึ้น

เพื่อเป็นหลักประกันว่า ทหารในกองทัพจะทำหน้าที่ทางทหาร และยอมรับว่ากองทัพเป็นกลไกรัฐ ไม่ใช่เป็นรัฐในตัวเอง (ดังที่นักรัฐศาสตร์เรียกสภาวะเช่นนี้ว่ากองทัพเป็น “รัฐซ้อนรัฐ”)

เงื่อนไขเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้บทบาทของทหารในการเมืองเปลี่ยนแปลงไป และขณะเดียวกันในความเป็นทหารอาชีพ ทหารจะถูกกล่อมเกลาให้เป็น “ทหารประชาธิปไตย” ที่มีนัยหมายถึงกองทัพถูกสร้างให้เคารพสิทธิเสรีภาพและยึดมั่นในนิติรัฐ

และตระหนักดีว่ากระบวนการทำให้เป็นการเมืองที่เกิดขึ้นในสถาบันทหารไม่เพียงแต่จะทำให้กองทัพต้องถอยออกจากภารกิจหลักทางทหารเท่านั้น หากยังทำให้สถาบันทหารกลายเป็น “คู่ขัดแย้ง” ในเวทีการเมืองของประเทศ และมีราคาที่สถาบันทหารต้องจ่ายในการมีบทบาทเช่นนี้จากปัญหาการต่อสู้ทางการเมืองภายในกองทัพด้วย

ฉะนั้น หากเราต้องการเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ไทยคงต้องมียุทธศาสตร์ทหารที่ “กองทัพต้องเป็นทหารอาชีพ และทหารต้องเป็นประชาธิปไตย” ดังตัวแบบของกองทัพในประเทศพัฒนาแล้ว

ยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันประเทศ : กองทัพไทยต้องเข้มแข็งเพื่อป้องกันประเทศ

หากพิจารณากองทัพในประเทศพัฒนาแล้ว จะเห็นคุณสมบัติประการหนึ่งที่สำคัญคือ การมีกองทัพที่เข้มแข็งในทางการทหาร ไม่ใช่มาจากสาเหตุที่ประเทศพัฒนาแล้วมีเศรษฐกิจที่แข็งแรง จนเปิดโอกาสให้ประเทศเช่นนี้สามารถพัฒนากองทัพได้มากขึ้นเท่านั้น

แต่หากกองทัพไม่มีความเป็นทหารอาชีพและมีบทบาทหลักด้วยการเป็นรัฐบาลทหารแล้ว โอกาสของการพัฒนากองทัพในทางการทหารอาจจะลดลง เพราะผู้นำทหารมีบทบาททางการเมืองเป็นหลัก

และขณะเดียวกันบทบาทของกองทัพจะถูกใช้เพื่อเหตุผลทางการเมือง เช่น กองทัพทำหน้าที่ในการควบคุมทางการเมืองและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมคุมขังผู้เห็นต่าง การเซ็นเซอร์สื่อ ตลอดรวมถึงการทำหน้าที่เป็น “ตำรวจการเมือง”

หรือในบางสังคมกองทัพกลายเป็น “ตำรวจลับ” ในการจัดการกับฝ่ายตรงข้าม

ดังตัวอย่างของกองทัพอาร์เจนตินาที่รับบทหลักในการทำ “สงครามสกปรก” (The Dirty War) ด้วยการอุ้มฆ่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เป็นต้น

แม้กองทัพที่ทหารมีบทบาททางการเมืองสูงเช่นในละตินอเมริกานั้น กองทัพพยายามสร้างความชอบธรรมด้วยการสร้างหลักนิยมใหม่รองรับบทบาทดังกล่าว

แต่เมื่อระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้น และกองทัพถอยออกไปจากการเมืองแล้ว ก็ยอมรับเป็นหลักการสำคัญว่า กองทัพมีบทบาทหลักในการป้องกันประเทศที่เกิดจากการโจมตีของข้าศึกจากภายนอก

แต่หากกองทัพจะต้องมีบทบาทภายในแล้ว ก็จะต้องเกิดจากการร้องขอของรัฐบาลพลเรือน เช่น ภารกิจช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ภารกิจช่วยเหลือในการอพยพประชาชน (NEO) ภารกิจต่อต้านยาเสพติด ภารกิจต่อต้านการค้ามนุษย์ ภารกิจควบคุมความสงบ เป็นต้น ซึ่งภารกิจเช่นนี้จะเกิดขึ้นจากการร้องขอจากรัฐบาลพลเรือนภายใต้กรอบความคิดเรื่อง “ความสัมพันธ์พลเรือน-ทหารในระบอบประชาธิปไตย” ที่กองทัพอยู่ภายใต้หลักการ “การควบคุมโดยพลเรือน” (civilian control) ดังที่ปรากฏให้เห็นในประเทศพัฒนาแล้วโดยทั่วไป

ดังนั้น การปฏิรูปกองทัพเพื่อลดทอนความเป็นทหารการเมือง จึงเป็นความหวังของการทำให้เกิดทหารอาชีพ และความเป็นทหารอาชีพเช่นนี้จะเป็นหลักประกันโดยตรงต่อการสร้างความเข้มแข็งของกองทัพในทางการทหาร (ไม่ใช่การสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของกองทัพ)

เพราะหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้ปฏิเสธต่อการดำรงอยู่ของกองทัพในระบบการเมืองแต่อย่างใด หากถือว่าการพัฒนาการเมืองจะต้องทำให้กองทัพเป็นประชาธิปไตยคู่ขนานด้วย (เป็นความสัมพันธ์พลเรือน-ทหารในระบอบประชาธิปไตย)

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงต้องการการมีกองทัพที่เข้มแข็งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันประเทศ หรือหลักการพื้นฐานก็คือ บทบาทของกองทัพในประเทศพัฒนาแล้วโดยทั่วไป กองทัพเป็นเครื่องมือของ “การป้องปราม” หรือเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการยับยั้งการตัดสินใจของผู้นำรัฐข้าศึกในการตัดสินใจเปิดการโจมตี

การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมิได้มีนัยถึงการปฏิเสธต่อการมีกองทัพ แต่ปฏิเสธต่อการมีบทบาททางการเมืองของกองทัพ ดังนั้น ถ้าพิจารณาจากตัวแบบของประเทศพัฒนาแล้ว เราอาจสรุปได้ว่า ยุทธศาสตร์ทหารของระบอบประชาธิปไตยก็คือ “การสร้างกองทัพให้มีความเข้มแข็งทางทหาร” เพื่อภารกิจในการป้องกันประเทศ

ไม่ใช่ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองของทหาร!    https://www.matichonweekly.com/column/article_133072         
[/b]
4
           *เอ้าอ่านช้าๆชัดๆนะครับ..ผู้ที่ศัรทธาในสหพันธรัฐ*

ใครที่ชอบแนวคิดของ สหพันธรัฐ ขอเชิญออกจากการเป็นเพื่อนผมได้เลยนะเพราะเราคนละแนวคิดกัน ไม่ใช่ว่าเพราะพวกสหพันธรัฐ มาด่าทักษิณ มาด่ายิ่งลักษณ์หรือจะด่า นปช.อะไรหรอกนะแล้วทำให้ผมรับไม่ได้ ไม่ใช่นะครับพวกคุณอยากจะด่าพ่อล่อแม่ใครก็ด่าไปเถอะผมไม่ได้ว่าอะไรแล้วอีกอย่างถึงผมจะใช้ชื่อว่า ลักยม รักนายกปู รูปโปรฟายก็เป็นรูปนายกปูเสียส่วนใหญ่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องมาเป็นขี้ข้าของแม้วของปูหรือเป็นขี้ข้าของตระกูลชินวัตรนะจ๊ะ ฉนั้นไม่ต้องมาชี้หน้าด่ากรุเหมารวมไปด้วยหรอกว่ากรุเป็นขี้ข้าตระกูล ชิน oloเถอะครับ เพราะพูดกันตามความเป็นจริงทั้ง ทักษิณ ทั้งยิ่งลักษณ์ หรือ จะแกนนำแกนนอนคนไหนก็ไม่เคยเอาเงินมาให้กรุแดกให้กรุใช้นะจ๊ะ ที่กรุรักกรุชอบ นายกทักษิณ นายกยิ่งลักษณ์ ก็เพียงแค่เพราะเค้าทำนโยบายที่ดีออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้ใช้ได้จริงกรุจึงศัรทธาเค้าจ้า แต่สำหรับพวกคุณๆสหพันธรัฐ คุณมันพวกนิยายขายฝันเพ้อเจ้อ รุงรัง เลอะเทอะ รู้ตัวไหมจ๊ะ ยุๆให้คนสู้ๆยุให้คนออกมาต่อต้านเบี้ยงสูง แต่พอใครเค้าไม่กล้าทำตามพวกคุณก็โพสด่าเค้าว่าไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าเปลียนแปลง ผมถามหน่อยดิพวกคุณยุให้เค้าสู้ยุให้เค้ากล้าเปลียนแปลง แล้วทำไมพวกคุณไม่กลับมาจากต่างประเทศที่พวกคุณหนีไปซุกหัวกันอยู่ล่ะ ลาว เขมร มันก็ไม่ได้ไกลนะมาซิกลับมาเดินตั้งธงนำเองเลย ไม่ใช่ไอ้ฉิบหายเอ้ยเอาแต่จัดรายการลงยูทูปแล้วก็ยุแล้วก็ปั่นประสาทกันอยู่นั่นล่ะ(ถ้าเค้าทำตามที่พวกคุณปลุกปั้นแล้วต้องโดนจับติดคุกพวกคุณมีปัญญาช่วยเค้ากันได้ไหม ?) ขบวนการของพวกคุณน่ะมันพังตั้งแต่มีไอ้โกตี๋(หมาน้อยหมาไม่กัด)อยู่ในขบวนการตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ..ฉนั้นนะครับถ้าใครเค้าไม่คิดตามพวกคุณ พวกคุณก็อย่าได้เที่ยวมาด่าคนโน้นคนนี้ว่าไม่สู้ ว่าเป็นแต่พวกอีแอบแถมมีบอกด้วยนะถ้าขบวนการของพวกคุณชนะหรือทำสำเร็จไอ้พวกที่ไม่สนับสนุนขบวนการชองพวกคุณก็อย่าได้เสนอหน้าออกมาอยู่ข้างพวกคุณตอนหลังก็แล้วกัน ฟังดูแล้วบอกตรงๆนะกรุอยากขำเป็นภาษาต่างดาวว่ะ...ตลกคาเฟ่ชัดๆ

พอแล้วขอระบายแค่นี้ล่ะ อยากระบายมาตั้งนานแล้ว แต่เกรงใจว่าอิมเอาว่ะอย่างน้อยก็เป็นพวกนักสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการเหมือนกัน แต่ไปๆมาๆมันไม่ใช่แล้ว เห็นด่าคนนั้นที่ ด่ากลุ่มนี้ที่ พอนานไปชักโน้นแล้วด่าทักษิณด่ายิ่งลักษณ์ แม่มซะเลย ฉิบหายเอ้ยกรุล่ะงงแดกกับพวกคุณเมิงเสียจริงๆ
เอาง่ายๆสั่นๆนะ ผมรับไม่ได้กับแนวความคิดพวกคุณก็แล้วกัน แล้วเผอิญว่าถ้าในเฟสผมนี้มีท่านใดที่ศัรทธากับ กลุ่มสหพันธรัฐ
แล้วไม่พอใจโพสนี้ของผม ก็เชิญนะตามสบายเลยจะดีริสออกจากการเป็นเพื่อนของผมก็ไม่ว่ากัน แต่ แต่ ขอร้องนะอย่ามาด่าผมในเฟสนี้นะผมถีบออกทุกคนนะจ๊ะ...รักนะจุ๊บๆพวกเพ้อเจ้อ ขายฝัน ????????????????????????????????

       
[/b]
5
     จากนี้ไปจะไม่มีบูรพาพยัคฆ์ วงศ์เทวัญหรือวงศ์คำเหลา ทหารทุกหน่วยเหล่าจะขึ้นตรงต่อพระราชา

โดย คฑาวุธ คนเดิม

//// โผ “แบ่งเค๊ก” ของตท.18 กับ ตท.20 .. “สายตรงประยุทธ์” ปาดหน้าน้องรักของประวิตร ผงาดยกแผงขึ้นคุมกองทัพ.นัยยะสำคัญที่ทำให้เห็นชัดว่าดุลย์กองทัพเอียงไปฝ่ายไหนก็คือ.ตท.22 สาย ”วงศ์เทวัญ”มาแรง..เมื่อเดือนมีนา ปีนี้. ร.10โปรดเกล้าฯให้พล.ต.ณรงค์พันธ์ ผบ.พล.1 รอ.ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาค 1.โยกพล.ต.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ราบ.11 มาเป็นผบ.พล.1รอ..

โยกย้ายครั้งนี้พล.ท.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ หน่วยหมวกแดง ผบ.พล.1 รอ. ปาดหน้าคู่แข่งจาก บูรพาพยัคฆ์ กับทหารเสือราชินี ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 1...อภิรัชต์“หัวหอกวงศ์เทวัญ”มาเป็นผบ.ทบ.ตามคาด.โดยที่มีกองทัพภาค1กับพล.1 รอ. กองกำลังสำคัญในกรุงเทพ ที่ใช้ในการยึดอำนาจทุกครั้ง จ่อคิวเข้าไลน์ไหลเข้าเส้นทางเก้าอี้ผบ.ทบ.คนต่อๆไป..

เป็นสัญญาน “เชนคัมแบค”ผ่องถ่ายอำนาจคืนมาจากสาย “3ป.บูรพาพยัคฆ์” และนับต่อจากนี้ไป เป็นคำสั่งจะไม่มีขั้วไหนสายไหน ไม่มีบูรพาพยัคฆ์ วงศ์เทวัญ หรือวงศ์คำเหลา.ทหารทุกหน่วยทุกเหล่า จะเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อพระราชา..

อภิรัชต์มีตำแหน่งผบ.ทบ.คุมสั่งการทหารในกองทัพบกแล้วยังมีตำแหน่งนายทหารพิเศษประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ใกล้ชิด..แค่ออกคำสั่งอภิรัชต์ในฐานะที่คุมทหารราชวัลลภเพียงอย่างเดียว อภิรัชต์ก็ต้องสั่งการเอากองทัพบก มาใช้ให้เป็นไปตามคำสั่งทุกอย่าง!!!..

แต่เชื่อเถอะครับ!!.”ศรัทธา”ทรงอานุภาพเหนือกว่ากองกำลังและสรรพอาวุธใดๆ....                       
[/b]
6
             ถือเป็นข่าวที่ “ช็อก” ความรู้สึกคนไทยทั้งประเทศ เมื่อ ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ ดัชนีคอร์รัปชันไทยเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมาพบว่า ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในยุครัฐบาล คสช. เพิ่มขึ้นถึง 37% สูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2558  และคาดว่าสถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันในปี 2561 จะเพิ่มขึ้นเป็น 48% ทั้งๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ประกาศปราบคอร์รัปชันเกือบทุกวัน แต่การคอร์รัปชันในยุค คสช.กลับไม่ลด แถมยังทำสถิติสูงสุดใหม่เข้าตำราว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเสียเอง

สาเหตุการทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้นมากมาย จนทำสถิติใหม่ในรอบ 3 ปี ดร.เสาวณีย์ เปิดเผยว่า ส่วนใหญ่มาจาก กฎหมายที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลพินิจเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชันถึง 18.8%  รองมาเป็นเรื่องของ กระบวนการทางการเมืองที่ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก 15.6% และความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ 14.7% (นี่คือข้อเสียของระบบเผด็จการ)

รูปแบบคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น การให้สินบนของกำนัล รางวัลต่างๆ 19.6% (การยืมนาฬิกาหรูเรือนละหลายล้านบาทมาใส่ก็น่าจะเข้าข่ายนะ) รองมาเป็น การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง 16.2% การทุจริตเชิงนโยบาย 13.8%  การทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง  12.2% การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ประโยชน์ภายหลัง 9.0%
ฟังแล้วคุ้นๆ คล้ายกับ ประกาศ คสช. ตอนปฏิวัติ วันนี้กลับไปสู่วงจรเดิมอีกแล้ว

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงเพิ่มเติมว่า สถานการณ์คอร์รัปชันไทยเริ่มมีสัญญาณ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 2558 หลังจากเริ่มมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยพบว่า อัตราการจ่ายใต้โต๊ะปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 5–15 สูงสุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 2558 ที่จ่ายใต้โต๊ะเฉลี่ยร้อยละ 1-15  ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 100,000-200,000 ล้านบาท

แวดวงผู้รับเหมาเขาเม้าท์กันว่า ยุคก่อน 2558 จ่ายแค่ 2 ชั้น ยุค หลัง 2558 ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 3 ชั้น หมายความว่าอย่างไร ผมแปลไม่ออก

งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2560 จากหยาดเหงื่อภาษีของประชาชน มีวงเงิน 2.932 ล้านล้านบาท ถ้า คอร์รัปชันไป 5–15% ก็รับประทานไปถึง 146,600 – 439,800 ล้านบาท เห็นตัวเลขคอร์รัปชันแล้วตกตะลึง คอร์รัปชันกันปีละมหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ แล้วที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศปราบคอร์รัปชันทุกวัน รัฐบาลปราบจริงหรือไม่ ถ้าปราบจริงทำไมการทุจริตคอร์รัปชันปี 2560 จึงสร้างสถิติใหม่สูงสุดในรอบ 3 ปี

ปีนี้ 2561 ผลสำรวจระบุว่า สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันจะรุนแรงกว่าปี 2560 เพราะ มีการประมูลเมกะโปรเจกต์มากมาย งบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปี 2561 มีวงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ถ้าคอร์รัปชันไปเท่าเดิมร้อยละ 5–15 เงินภาษีของประชาชนก็จะถูกคอร์รัปชันไปถึง 145,000–435,000 ล้านบาท

สองปี ภาษีประชาชนถูกปล้นไปถึง 291,600–874,800 ล้านบาท เสียดายไหม

ทุกวันนี้ การประมูลเมกะโปรเจกต์ทุกโครงการ ล้วนมีราคาแพงเว่อร์จนน่าตกใจ บริษัทที่ประมูลได้ก็วนเวียนอยู่ใน 10 กว่าบริษัท การเสนอราคาประมูลแต่ละโครงการเหมือนฮั้วกันมาล่วงหน้า เห็นราคาก็รู้แล้วว่าโครงการนี้บริษัทไหนได้ แถมยังต่อรองราคายาก โครงการร่วมหมื่นล้านลดให้แค่ไม่กี่ล้านพอเป็นพิธี เมื่อได้โครงการแล้วก็ไปจ้างบริษัทเล็กรับช่วงทำต่ออีกทอด การก่อสร้างจึงล่าช้าทุกโครงการ

ก็ทำกันอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัย อำนาจจึงเป็นสิ่งหอมหวานเสมอ

เขียนไปก็เศร้าไป คนไทยเจ็บแล้วไม่รู้จักจำ จึงต้อง โง่ จน เจ็บ อยู่อย่างนี้แหละ.
 
“ลม เปลี่ยนทิศ”                                                                                                                                                                                                                                   ไทยรัฐ  19 กุมภาพันธ์ 2561                     
[/b]
7
       ยกฟ้อง 'ทักษิณ' คดีฟื้นฟูทีพีไอ - ศาล รธน. ชี้ 'ดอน' ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้อง 'ทักษิณ' คดีฟื้นฟูทีพีไอ ระบุไม่ได้มีเจตนาพิเศษที่จะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่น - ศาล รธน. ชี้ 'ดอน รมว.ต่างประเทศ' ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่   และข้อเท็จจริงปรากฎว่าการเข้าบริหารแผนพื้นฟูของกระทรวงการคลังในกิจการทีพีไอก็เกิดจากความยินยอมของธนาคาร เจ้าหน้า ลูกหนี้ สภภาพแรงงาน รวมทั้งเป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งกระทรวงการคลังก็ถือเป็นหน่วยงานรัฐที่ดูแลแก้ไขเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ปัญหาหารเข้าฟื้นฟูกิจการทีพีไอก็สืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จนกระทบต่อธุรกิจต่างๆ ที่ได้กู้เงินกับต่างชาติ มูลค่าหนี้จะสูงเพิ่มขึ้นเท่าตัว

โดยกรณีของทีพีไอมีมูลค่าหนี้สูงขึ้น 1.3 แสนล้านบาทภายในข้ามคืน จากเดิมอยู่ที่ 65,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งกระทบต่อบริษัทที่มีพนักงานกว่า 7 พันคน อีกทั้ง ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตผู้บริหารทีพีไอ รวมทั้งสหภาพแรงงานของบริษัทก็เคยเสนอให้กระทรวงการคลังเข้ามาแก้ไข  นอกจากนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ตามทางไต่สวนก็ยังฟังไม่ได้ว่า เมื่อกระทรวงการคลังเข้าบริหารแผนและจ่ายค่าตอบแทนให้กับคณะผู้บริหารที่โจทก์อ้างว่าเป็นพรรคพวกของจำเลย รวมทั้งการซื้อขายหุ้นเพิ่มทุนของกิจการทีพีไอก็กำหนดให้ซื้อเพียงหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เช่น ปตท. ธ.ออมสิน และ กองทุน กบข. เป็นต้น ก็ไม่ปรากฎพยานหลักฐานว่าจำเลยได้รับผลประโยชน์เหล่านั้นแต่อย่างใด ซึ่งเงินค่าตอบแทนเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการก็ปรากฎว่าเป็นคดีที่ศาลฎีกา มีคำพิพากษาให้คืนเงินค่าตอบแทนจากการเข้าบริหารแผนฟื้นฟู จำนวน 224 ล้านบาท เศษแล้ว

ข้อกล่าวหาที่โจทก์ฟ้องยังไกลเกินกว่าเหตุ ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตฯ จึงพิพากษายกฟ้อง

สำหรับคดีของ ทักษิณ ปัจจุบันยังเหลืออยู่ในการพิจารณาไต่สวนลับหลังจำเลยอีก 4 สำนวน ที่อัยการสูงสุดและ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องไว้ตั้งแต่ปี 2550-2551 ประกอบด้วย 1.คดีกล่าวหาแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจเครือชินคอร์ปฯ 2.คดีกล่าวหาร่วมทุจริตการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร 3.คดีกล่าวหาปล่อยกู้ธนาคารเอ็กซิมแบงค์ให้รัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาท เพื่อเอื้อประโยชน์กลุ่มชินคอร์ป และ 4.คดีกล่าวหาดำเนินโครงการออกสลากพิเศษหวยบนดินโดยมิชอบ

ศาล รธน. ชี้ 'ดอน รมว.ต่างประเทศ' ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
วันเดียวกัน (29 ส.ค.61) สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวถึงสื่อมวลชนถึงผลการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง หรือไม่ ทั้งนี้ ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ประกอบมาตรา 170 วรรคสาม บัญญัติว่า หากปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง คำชี้แจงของผู้ถูกร้อง และเอกสารประกอบแล้ว ในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏมูลเหตุที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมหรือการบริหารราชการแผ่นดินแต่ประการใด กรณียังไม่มีเหตุอันควรสงสัย ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนตามบทบัญญัติดังกล่าว และโดยที่คดียังมีปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่กรณีตั้งประเด็นโต้แย้งกันอยู่ จึงกำหนดให้มีการนัดไต่สวนพยาน 3 ปาก ในวันอังคารที่ 25 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น.

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์ 
[/b]
8
   คลายล็อก 9 ข้อใหญ่ พรรคการเมืองได้กับได้ แต่ประชาชนความหวังพังครืน!

หลังปล่อยให้นักการเมืองหยิบยกเป็นข้ออ้างและเรียกร้องให้”ปลดล็อก”พรรคการเมืองมานาน ในที่สุด คสช.ก็ประกาศเตรียม”คลายล็อก” เปิดช่องหายใจให้พรรคการเมืองถึง 9 ข้อใหญ่ และยังมีข้อย่อยแถมให้อีกหลายข้อ

จากเดิมที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯและมือกฎหมายคนสำคัญของรัฐบาล ดำริจะผ่อนปรนให้เพียง 6 ข้อ แต่กระนั้น ยังจำกัดมีข้อห้ามเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง หรือกิจกรรมอื่นที่มีรูปแบบคล้ายกัน แต่สุ่มเสี่ยงและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ยังไม่อนุญาตให้ทำ ต้องรอไปขยักที่ 2

เนื้อหาหลักในการ”คลายล็อก”ขยักแรก ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องพื้นฐานทั่วไปของพรรคการเมือง คือเปิดประชุมพรรค การแก้ไขข้อบังคับพรรค การหาสมาชิกและขยายเวลาตั้งกองทุนประเดิมพรรค ซึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท การตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครส.ส.ของพรรค ที่จะเชี่อมโยงกับการทำไพรมารีโหวต ที่กำหนดไว้ในพ.ร.ป.พรรคการเมือง เป็นอาทิ

แต่ประเด็นไพรมารีโหวต ที่เป็นข้ออ้างแต่ต้นของพรรคการเมืองว่าอาจทำไม่ทัน และบางพรรคเสนอให้งดเว้นในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งหน้านั้น มีแนวโน้มสูงที่จะไม่ถูกนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยให้เลี่ยงไปทำตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งระบุไว้เพียงให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังที่นายวิษณุ เครืองาม ได้เปิดโมเดลใหม่ออกมา คือให้พรรคการเมืองตั้งกรรมการสรรหา 11 คน มาจากตัวแทนกรรมการบริหาร 4 คน และจากสมาชิกพรรค 7 คน ลงไปพบปะกับสมาชิกในแต่ละเขต แล้วรวบรวมรายชื่อผู้สมัครเสนอให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาแทน

วิธีการนี้ไม่ใช่ไพรมารีโหวต แต่นายวิษณุย้ำว่า นี่เป็นต้นร่างเดิมของกรธ.ที่เสนอต่อสนช. ก่อนที่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ จะไปใส่ระบบไพรมารีโหวตไว้ใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ถึงขณะนี้ สาระส่วนใหญ่ที่นายวิษณุ ร่างและเสนอต่อ คสช. คาดว่า แทบจะไม่มีส่วนไหนแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากที่ปรากฏบนหน้าสื่อ เพียงแค่คำสั่งคลายล็อค ซึ่งจะออกมาโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 จะประกาศออกมาวันไหน แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะกว่าจะมีผลบังคับใช้ ต้องรอให้ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอยู่ดี คาดหมายกันว่า น่าจะประกาศในราววันที่ 13-14 กันยายน 2561 ครบกำหนด 90 วัน ในขั้นตอนนำ พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ผลของประกาศคลายล็อคเมื่อคำสั่งมีผลบังคับใช้ สำหรับฝ่ายการเมือง สิ่งที่จะได้ คือสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองหลายอย่างได้ทันที ตาม 9 ข้อใหญ่ แม้ในทางทฤษฎี จะมีนักวิชาการบางคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจยังไม่คล่องตัวนัก ตราบใดที่ประกาศ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง และคำสั่งที่ 3/2558 ว่าด้วยข้อห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ยังไม่ประกาศยกเลิก แต่ในทางปฏิบัติ น้อยคนจะเชื่อว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการหาสมาชิกพรรค หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ของพรรคการเมือง เพราะดูจะเป็นเรื่องที่นักการเมืองช่ำชองชำนาญอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีอะไรต้องห่วง

อย่างเดียวที่อาจเป็นปัญหา คือเรื่องแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดที่มี ส.ส.ได้มากกว่า 1 คน เพราะจะมีผลต่อการวางตัวผู้สมัคร ส.ส. เพื่อความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น จนกว่า กกต.จะแบ่งพื้นที่เขตเลือกตั้งแล้วเสร็จ ซึ่งจะต้องใช้เวลาพอสมควร นับจากการคลายล็อคเป็นต้นไป แต่เชื่อกันว่า ท้ายที่สุด นักการเมือง จะสามารถพิชิตอุปสรรคนี้ไปได้อยู่ดี

ส่วนผลพลอยได้สำคัญ คือผู้บริหารพรรค หรือผู้มีบารมีในพรรค ยังสามารถกำหนดหรือชี้ตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ได้เหมือนเดิม จากการเปลี่ยนแปลงวิธีการคัดเลือกผู้สมัครไปจากวิธีไพรมารีโหวต กลับไปใช้วิธีที่สามารถเอื้อต่อขาใหญ่ได้ดังเดิม

ขณะที่ประชาชน สถานภาพแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ.จะพูดย้ำหลายครั้งว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป เพื่อประชาชนเป็นใหญ่ แต่ท้ายที่สุด ยังจะเป็นเหยื่อที่โดนหลอกล่อเช่นเดิม โดนนักการเมืองขายฝันคุยฟุ้งเรื่องนโยบายสวยหรู ยกย่องให้เป็นเป็นผู้มีพระคุณและเป็นพี่เป็นน้องกับนักการเมือง ที่จะผลัดเปลี่ยนเวียนหน้าตากันลงพื้นที่ และย้ำคำพูดคล้ายๆ กันว่า พวกเขาจะต้องทุ่มเท ทำทุกอย่างเพื่อพี่น้องทุกคน แค่ให้โอกาสกับเขาเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้น หากประชาชนคนใดสนใจอยากมีส่วนร่วม โดยเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง ยังต้องเสียค่าบำรุงพรรค อย่างน้อยปีละ 50 บาท

แม้จะต้องเสียเงินบำรุงพรรค แต่การมีส่วนร่วมคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในเขตเลือกตั้ง ที่อุตส่าห์ดีใจ หลังจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต่างคุยเป็นคุ้งเป็นแควมาตั้งแต่ต้น แต่สุดท้าย กลับกลายเป็นฝันค้าง

อย่างดีที่สุด แค่ถูกแอบอ้างว่ามีคณะกรรมการสรรหาของพรรคลงพื้นที่มาสอบถามความเห็น เรื่องว่าที่ผู้สมัครส.ส.แล้ว           
[/b]
9
    #น้ำตาจะไหล
‘วีระ สมความคิด’ โอด หนี้สินประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ ถามลั่น! ใครจะมาใช้หนี้ กว่า5ล้านล้านบาท หลังรัฐบาล คสช. ได้หมดอำนาจ ลงไปแล้ว?
16 มิ.ย. 2561 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค กล่าวถึงหนี้สินของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 5,182,896 ล้านบาท โดยระบุว่า

“นี่คือความจริง ที่ประชาชนไทยต้องรู้ ผู้ที่ต้องใช้หนี้จำนวนมากมายมหาศาล ที่รัฐบาล คสช. ได้ก่อเอาไว้ คือพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ข้อมูลในเดือนเมษายน 2561 หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นไปอยู่ที่ 5,182,896 ล้านบาทแล้ว (กว่าห้าล้านล้านบาทนะครับ)

โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรงนี้ ล่าสุดในเดือนเมษายน 2561 พบว่ามีมากถึง 4,309,677 ล้านบาท (กว่าสี่ล้านล้านบาทนะครับ) เทียบกับหนี้ส่วนเดียวกันในเดือนมกราคม 2561 ซึ่งมี 4,189,590 ล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นมากถึง 120,082 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน

ตัวเลขที่สำคัญที่สุดตัวเลขหนึ่งก็คือ หนี้ที่เป็นเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ และการบริหารหนี้ ซึ่งระยะเวลาเพียง 4 ปี รัฐบาล คสช. สามารถสร้างหนี้สินในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากถึง 1,410,633 ล้านบาท (กว่าหนึ่งล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 61.8 %

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หนี้สินมากมายขนาดนี้ รัฐบาล คสช. ได้นำงบประมาณไปใช้ในด้านใดบ้างแล้ว? หรือเป็นเพียงหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการขาดดุลงบประมาณเท่านั้น? โครงการพัฒนาด้านต่างๆทำไปถึงไหน มีผลสำเร็จอะไรแล้วบ้าง?

และใครจะมาเป็นผู้ใช้หนี้จำนวนมหาศาลถึง 5.18 ล้านล้านบาท ให้ประเทศเมื่อรัฐบาล คสช. หมดอำนาจไปแล้ว???

น่าสะพรึงกลัวนะครับ…….”             
[/b]
10
              สัมภาษณ์พิเศษ

สงครามการเลือกตั้งยุติไปตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 22 พ.ค. 2557

แต่พลันที่โรดแมป คสช.เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย แสงสว่างการเลือกตั้งเริ่มปรากฏที่ปลายอุโมงค์ พรรคการเมือง-นักการเมือง ที่เคยหยุดนิ่ง งดกิจกรรมการเมืองโดยคำสั่ง คสช. เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวคึกคัก

วิวาทะการเมืองกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล จากที่แต่ก่อนมีแค่เนือง ๆ หากตอนนี้เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น

ขณะที่เครือข่ายการเมืองฝ่ายผู้มีอำนาจขยับตัวเคลื่อนไหวรุนแรง ใช้ลูกไม้เก่าเดิน-ดูดอดีตนักการเมืองเข้าร่วมเป็นพวกประกาศหนุน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี รอบ 2

การเมืองยังทวนเข็มนาฬิกาสู่วังวนเดิมก่อนการรัฐประหาร แต่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศภายหลังออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ สถานที่ที่เขาเรียกว่า “สุสานคนเป็น” ว่า วิกฤตความขัดแย้งในเมืองไทย มีแต่ตายก่อนแก้ ไม่ได้แก้ก่อนตาย

ในช่วงชีวิตที่ตกต่ำที่สุด อยู่ในเรือนจำนานที่สุด 1 ปี 15 วัน จากการติดคุกทั้งหมด 4 ครั้ง เขาได้สนทนากับนักโทษการเมือง คุยกับอดีตคู่แค้นคนละข้าง อย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ หนึ่งในแกนนำกลุ่ม กปปส. เขาจึงตกผลึก

หลังจากพ้นห้องขังเพียง 4 วัน “จตุพร” สนทนากับประชาชาติธุรกิจ ถึงสูตรการปรองดองที่เขาตกผลึกจากห้องขัง โดยเขาเริ่มต้นกล่าวว่า…..

“คุกเป็นสถานที่ที่ต่ำในชีวิตของทุกคน เป็นที่สุดของที่สุดของชีวิต อุปมาอุปมัยว่า คนตายไปอยู่ในสุสานคนตาย แต่เนื่องจากเราไม่ตาย จึงไปอยู่ในสุสานคนเป็น สิ่งที่เราทำข้างนอกได้ ไม่สามารถทำในคุก เป็นการอธิบายความว่า ต้องทำตัวเหมือนคนที่ตายไปแล้ว และยอมรับสภาพของความเป็นจริงว่า เราเป็นแค่นักโทษเท่านั้น”

“ถ้าเราคิดถึงอดีต เราจะเป็นคนที่มีความทุกข์มากที่สุด เพราะลำดับเรื่องราวต่าง ๆ แล้วจะเข้าข้างตัวเอง คิดถึงอนาคตก็จะสำคัญตนผิด ดังนั้นอยู่ในโลกความเป็นจริงให้ได้ เป็นนักโทษที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของราชทัณฑ์อย่างครบถ้วนจึงจะอยู่ได้”

“การเข้าไปอยู่ในสุสานคนเป็น ถ้าใครพกความคับแค้น ความเจ็บปวดรวดร้าวในชีวิตเข้าไป คนนั้นก็จะอยู่ในคุกอย่างทรมานมากที่สุด พื้นที่ในคุกจึงเป็นพื้นที่อโหสิกรรมให้แก่กัน การอภัยระหว่างกัน ดังนั้นการที่เราเจอใคร แม้ก่อนหน้านั้นเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน แต่พื้นที่ในคุกเราจะดำรงภาวะอย่างนั้นไม่ได้ เพราะไม่ใช่สนามที่เราต่อสู้อะไรกัน เพราะเราต่างฝ่ายต่างมาถึงจุดที่สุดในขณะที่มีชีวิตแล้ว การอภัยให้แก่กัน ถือว่าเป็นหน้าที่”

“การพูดคุยในจุดที่ไม่มีหัวโขน เพราะทุกคนเท่าเทียมกันในการเป็นนักโทษ เป็นการพูดโดยที่ไม่มีเปลือกว่าตัวเองเคยเป็นอะไรมา เมื่อสถานะอยู่ในจุดที่ต่ำสุดก็สามารถคุยในปัญหาของส่วนรวมที่จะหาหนทางออกในวันข้างหน้า เพราะสถานที่นั้นเป็นสถานที่ที่ทุกคนต่างน้อมรับชะตากรรมกันเป็นหลักแล้ว เป็นที่ยุติโดยการถูกจำขัง”

ในระยะเวลา 10 กว่าปี ผมกับคุณสนธิ (ลิ้มทองกุล) ไม่เคยฟาดฟันกันเรื่องส่วนตัว เพียงแต่คุณสนธิกับผมยืนคนละจุด มีความเห็นแตกต่างกัน ทำตามความเชื่อของแต่ละคน มีโอกาสคุยแลกเปลี่ยนกันที่โรงพยาบาล ทุกคนได้เห็นในบริบทของชีวิต เห็นเส้นทางของตัวเอง แต่มุมมองในอนาคตเป็นอย่างไรก็ต้องคิดอ่านกันต่อแต่ตอนนี้ก็สามารถพูดคุยกันด้วยความเข้าใจกันได้”

ตกผลึกปรองดองจาก “เรือนจำ”

หลังจากคุยกับอดีตคู่ต่อสู้ทางการเมือง “จตุพร” กล่าวถึงการ “กลัดกระดุมปรองดอง” ว่า การปรองดองต้องมองโจทย์ข้างหน้าก่อน ใครตอบได้ไหมว่า ถ้าเลือกตั้งเสร็จเราจะไม่มีวิกฤต ได้นายกฯคนนอกก็มีวิกฤตอีกแบบ ได้นายกฯคนในก็มีวิกฤตอีกแบบหนึ่ง และในแต่ละวิกฤตไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่า เราจะไม่บาดเจ็บล้มตายกันอีก

“ความจริงโมเดลการเมืองขณะนี้ เหมือนก่อนการเลือกตั้งปี 2535 ที่เรียกว่า 35/1 และช่วงระหว่างเว้นถึง 35/2 มีคนตายและสูญหาย บาดเจ็บเป็นพันคน เราเองคิดถึงปลายทางได้ เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่มีอะไรผิดแผกแตกต่าง เพียงแต่ตัวละครเปลี่ยน แท็กติกบางอย่างอาจเปลี่ยนไป”

“รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ และการขับเคลื่อนของซีกการเมือง รวมถึงผู้มีอำนาจปัจจุบัน ผลการเลือกตั้งไม่ว่าออกมาทิศทางใดเกิดเรื่องทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีนายกฯคนนอก หรือนายกฯคนใน ออกมาแบบใดมีปัญหากันทั้งคู่ และจะเกิดวิกฤตทั้งคู่”

“จึงบอกว่าเราควรที่จะคุยกัน เพราะถ้าเราไม่คุยกัน ประเทศไทยสรุปกันแล้วว่า ต้องตายก่อนแก้ ทั้ง 14 ต.ค. 16 พ.ค. 35 แม้แต่ พ.ค. 53 ดังนั้น ชีวิตผมผ่านเหตุการณ์มา มีคนตายเกือบ 200 ชีวิต ผมไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ข้อเสนอผมไม่ได้ทำให้เสียเวลา แต่สังคมต้องหยุดคิดว่า สิ่งที่ผมพูดเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ผมชวนที่จะหลีกเลี่ยง”

ปลดชนวน “ตายก่อนแก้”

หากจะปลดชนวนเรื่อง “ตายก่อนแก้” จะเริ่มจากอะไร “จตุพร” กล่าวว่า “ทุกสิ่งมันเป็นปัญหาหมด แม้กระทั่งปัจจุบัน เรื่อง พ.ร.ป.กกต. คิดจะแก้ ปัญหาสร้างเอง ก่อเรื่องเอง ท้ายสุดก็เป็นปัญหาเอง รัฐธรรมนูญทุกประเด็นสร้างปัญหาให้อนาคตทั้งสิ้น นักการเมืองเนื่องจากไม่มีการเลือกตั้งนาน ก็หลับหูหลับตาเลือกตั้งกันเสียก่อน ไม่ได้วางแผนว่าหลังเลือกตั้งอะไรจะเกิดขึ้น

แต่ละฝ่ายคิดว่าจะเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ไม่ได้ดูปัจจัยของรัฐธรรมนูญและกลไกของอำนาจที่จะพาประเทศเข้าสู่จุดเดิม”

“เราไม่ได้ชวนให้เสียเวลา แต่ชวนให้คิดว่าถ้าเลือกตั้งกลับมาแล้ว ได้นายกฯไม่ตรงกับที่ประชาชนต้องการ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าได้นายกฯคนนอก แล้วตรงข้ามกับผลการเลือกตั้งของประชาชน แรงเหวี่ยงจะเกิดมาก หลังการเลือกตั้งเสร็จต้องประเมินอารมณ์ของประชาชนให้ชัดว่า ไม่เหมือนอารมณ์ของประชาชน ณ ปัจจุบัน เพราะผ่านการหาเสียงต่าง ๆ และเต็มไปด้วยความหวัง การไปหักมุมโดยฉับพลันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่”

“ส่วนนายกฯคนในก็ไปไม่รอด ชัดเจนว่าถ้าสถานการณ์การเมืองไม่ชัดเจน รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ยังไม่ทันแถลงนโยบายก็ล้มกันแล้ว เรารู้ว่าไปไม่รอด เพราะต้องไปตายตั้งแต่ในวุฒิสภา องค์กรอิสระ นี่คือสภาพความเป็นจริง ถ้าผิดยุทธศาตร์ชาติก็พ้นรัฐบาล สภาพข้างหน้ามีแต่วิกฤตปัญหา จะไม่มีเรื่องการพัฒนาประเทศได้”

หนทางออกที่สมดุลกันระหว่างผู้มีอำนาจปัจจุบัน กับนักการเมือง ที่จตุพรคิดและเสนอ คือ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าคุยกันว่าจะยอมรับ “กติกา” ที่ร่างโดย คสช. กันได้มากแค่ไหน

“ต้องคุยกันให้ชัดว่า ท้ายที่สุดภายใต้กติกาอันริบหรี่ แต่ละฝ่ายจะยอมรับได้กันขนาดไหน ถ้าไม่คุยกัน เราก็เห็นอยู่แล้ว เลือกตั้งเสร็จไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าคะแนนเสียงออกมาอย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดก็เป็นวิกฤต บวกกับประชาชนมีความลำบากทางเศรษฐกิจมายาวนาน เราก็หวั่นเกรงว่าจะรุนแรงกว่าปี”35 เพราะปี”35 ไม่มีภาวะที่เดือดร้อนทางเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน”

“วันนี้ชวนให้สังคมคิด ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำในสิ่งนั้น การที่เราเห็นทางข้างหน้าไม่ได้พยากรณ์อย่างเลื่อนลอย แต่บอกกงล้อประวัติศาสตร์ เป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ ยังหนีไม่พ้นกงล้อนี้ จึงชวนว่าอย่าเดินตามกงล้อนี้ได้ไหม ประวัติศาสตร์ได้อธิบายความไว้หมด”

มีเครดิตแค่ไหนที่ทุกฝ่ายถึงต้องฟังคนชื่อ “จตุพร” เขาตอบว่า “ไม่ต้องการให้ใครฟังหรือไม่ฟัง แต่ต้องการให้ใครก็ตามฉุกคิดเอง ไม่ต้องคิดถึงหน้าผม คิดถึงหน้าตัวเอง ลองทบทวนอย่างช้า ๆ

ลดความอยากลง คิดเรื่องส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว แล้วหลับตาลงนิ่ง ๆ คิดดูว่า ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตามหนทางไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง จะเกิดอะไรขึ้นโดยที่ไม่มีผมเกี่ยวข้อง เอาเรื่องบ้านเมืองมาเป็นตัวตั้งไม่ต้องคิดว่าใครเป็นคนพูด ให้ทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางออก ความจริงแล้วเราอดทนรอคอยให้สถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ได้ แต่มันต้องสังเวยกับชีวิตของประชาชน ซึ่งเราไม่ต้องการอีกแล้ว”

แนะวิธีลบภาพทักษิณ

ความขัดแย้งช่วง 10 ปีเศษ หลังจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ คู่ต่อสู้ของทักษิณเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนตาไปหลายคน แต่ “ทักษิณ” ยังอยู่ และยังประกาศสู้ ถ้าจะปรองดองต้องทำอย่างไรกับคนชื่อทักษิณ

“จตุพร” กล่าวว่า “ขณะนี้สิ่งที่ใหญ่กว่าบุคคล คือ ความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้มองที่ตัวบุคคล แต่ความเดือดร้อนของประชาชนกับวิกฤตศรัทธาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ถ้ามาบรรจบพบกันจะกลายเป็นวิกฤตชาติที่ใหญ่มาก ถ้าคิดแค่ตัวบุคคลก็ข้ามไปไม่ได้ เราเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว เพื่อถอยหลัง 2 ก้าวเหรอ ยิ่งเดินยิ่งช้าลง ต้องเอาบ้านเมืองมาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เรื่องของพรรค หรือองค์กรใดก็ตาม”

“แต่การจะลบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเกิดขึ้นก็จะลบสิ่งนั้นได้ ความจริงเรามีนายกฯ 29 คน แต่พอเกิดวิกฤตใด ๆ ขึ้นมา หรือแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็มักจะยกบุคคลให้เป็นปัญหา

10 ปีที่ผ่านมา ทุกคนเป็นคำตอบว่าการจะแก้ไขได้ คือการยอมรับของประชาชนไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ประชาชนพร้อมให้ความร่วมมือกับคนที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาชาติ”

“แต่สังคมเราเลือกตัวบุคคลในการหยิบยกเมื่อเกิดปัญหา เพื่อสร้างเรื่องเพื่อกลบปัญหาต่าง ๆ เป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เสมอ สังคมไทยยังติดอยู่กับการว่าคนอื่นว่าเลว แล้วให้ตัวเองดีขึ้น ทั้งที่ตัวเองไม่ทำความดีอะไรเลย แต่ถ้าตัวเองทำความดีแข่งจนเป็นความดีที่มากกว่า ประชาชนก็ยอมรับโดยปริยาย”

ในทางกลับกัน ระบอบประยุทธ์จะสิ้นสุดตรงไหน ? จตุพรกล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้ความคิดอย่างแยบยลระมัดระวัง ไม่ตึงจนขาด เป็นการเข้าใจบริบทของสังคมไทย

ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา พอตึงสักพักก็ต้องออก รุนแรงมากก็ขอโทษ

“เส้นทางต่อไปก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ปัญหาเศรษฐกิจเผชิญกันทั่วหน้า และทุกคนมีความหวังว่า การเลือกตั้งจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ระหว่างทางก็เห็นสิ่งที่เป็นอุปสรรค ดังนั้น ปลายทางผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องคิดตามลำดับ ไม่ว่านักการเมืองจากการยึดอำนาจ หรือจากการเลือกตั้ง มักไม่เลือกเวลาไปที่ดี

แต่ละคนมีเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตกันทั้งหมด บางเวลาคิดจะไปก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะเลยเวลามาแล้ว ห้วงเวลาที่ดีที่สุดของคนที่เป็นผู้นำ ไม่ว่ามาโดยวิถีใดเป็นนาทีทอง ถ้าเลยนาทีทองไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นคนละเรื่อง”

แล้วนาทีทองของ “พล.อ.ประยุทธ์” ผ่านไปหรือยัง ?

“ผมว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะรู้ดีที่สุด”          https://www.prachachat.net/politics/news-206743         
[/b]
Pages: [1] 2 3 ... 10