NPCEU BOARD

Guest


Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
    บทความพิเศษ

ปัญหาของ ประเทศไทย ในเรื่อง การปิดเหมืองทองคำ ที่จังหวัดพิจิตร ที่เป็นของ บริษัท Kinsgate Consolidated Limited Company(บริษัท ที่เสนอขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ในประเทศออสเตรเลีย แก่ ผู้ประสงค์ ซื้อหุ้น หรือ ผู้ถือหุ้นในบริษัทมหาชน หรือ the Public Company)

โดยใช้รัฐธรรมนูญของ ประเทศ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในมาตรา ๔๔ เป็น เครื่องคุ้มกัน และ ปกป้อง ตนเอง ยังจะคงใช้ บทบัญญัติ ที่ว่านี้ รักษาเงาหัว ให้กับ

คนสั่งการ (ท่านผู้นำ) และ บรรดาลิ่วล้อ(ผู้ปฏิบัติการทั้งหมด ที่เป็นข้าราชการ ในระดับปลัดกระทรวง และ ข้าราชการ ที่ดำรงตำแหน่ง ในระดับ ที่ลดหลั่นกันลงมา) ได้แน่ หรือ?
๑. หาก ท่านผู้อ่านท่านใด ได้ติดตามในเรื่อง ปัญหาของ การใช้อำนาจ (the exercising of Power under Rulings, Section 44 of the Interim – Constitutional Law of Thailand, 2018) ตาม รัฐธรรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ ในมาตรา 44

๒. เราจะพบว่า กฎหมาย บัญญัติ ให้ อำนาจ ในการใช้อำนาจเช่นนี้ ไว้ อย่างกว้างขวาง เพื่อขจัดอุปสรรค หรือ ปัญหา ที่จะพึงเกิด หรือ เรื่องต่างๆ ที่ดำรงอยู่ ในวงงานการบริหาร ราชการแผ่นดินของ ประเทศ

๓. ทำให้ ผู้ใช้อำนาจ สั่งการ[สวมหัวด้วย ตำแหน่ง ผู้ ใช้อำนาจ บริหาร] ดำรงสถานะ ในทางกฎหมาย (ในมุมมองของ การใช้อำนาจจ่ากรัฐธรรมนูญ กติกาสำคัญ ที่เป็น แม่แบบ หรือ พิมพ์เขียว ในการบริหารราชการแผ่นดิน) สูงกว่า ผู้ใช้อำนาจในฝ่ายอื่นๆ [ฝ่ายนิติบัญญัติ, the Legislature และ ฝ่ายตุลาการ, the Judiciary]

๔. ผิดหลักเกณฑ์สำคัญ ในการปกครองประเทศด้วย ระบอบ ประชาธิปไตย ที่ต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์สำคัญของ “การแบ่งแยกอำนาจ หรือ the Separation of Powers หลักคิดทางประชาธิปไตย ที่ถูกวาง เป็น กฏเกณฑ์ สำคัญ ในทางการปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตย์ ไว้ด้วยความคิดสำคัญของ ปราชญ์นักคิด มองส์เตสกิเออร์ (Montesquieu) ที่โลกทั้งใบยอมรับโดยดุษฎี”
๕. ในที่สุด ในปัญหาข้อพิพาทในการใช้อำนาจรัฐ (the exercising of Police Power or Eminent Domain as the Sovereign Power) ที่ก่อให้เกิด ปัญหาข้อพิพาท ในระหว่าง ประเทศไทย กับ ประเทศออสเตรเลีย

๖. ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ (สองฝ่าย) ในเรื่อง เขตการค้าเสรี หรือ Free Trade Area) ปี ค.ศ. 2004 ตามบทบัญญัติของ ข้อตกลงระหว่างประเทศ ฉบับนี้ ในบทบัญญัติที่ 912 การเวณคืนทรัพย์สิน ที่ใช้ในการลงทุนของ (เอกชน ต่างชาติ)โดยปริยาย หรือ โดยทางอ้อม หรือ Indirect Foreign Investment

๗. เมื่อเกิดการต่อรอง เพื่อ ให้เลื่อนการพิจารณาคดีของ คณะอนุญาโตตุลาการของ องค์การการค้าโลก หรือ World Trade Organization, WTO ออกไป เป็น ปีหน้า ประเทศไทย พร้อมด้วย คณะ คสช. จึงต้องมาเผชิญ กับ คำฟ้องของ บริษัทผู้รับประกันภัย (บริษัท Zurich อ่านว่า ซูริช) ซึ่งตรงนี้ พี่น้อง ประชาชน คนไทย ต้อง เข้าใจ ให้ ถูกต้องเสีย ก่อนว่า

๘. ก่อนที่ บริษัท Kingsgate Consolidated Limited Company ที่เป็นบริษัทฯ ที่ตั้งอยู่ ในประเทศออสเตรเลีย จะมาลงทุน ในประเทศไทย เขา ย่อม จะ ต้องเอา ความเสี่ยงทั้งหลาย (Risks) ทั้งหมด ที่อาจ จะ ต้องเกิด ในระหว่างที่การลงทุนของ เขา ยังอยู่ในประเทศไทย ไปประกัน ความเสี่ยง เอาไว้ กับ บริษัทผู้รับประกันภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทลอยย์ ของ ประเทศอังกฤษ, บริษัท เอ.ไอ.เอ จำกัด หรือ บริษัท พลูเด็นเชี่ยล ประกันภัย จำกัด ของประเทศสหรัฐอเมริกา

๙. ความเสี่ยงในทางการเมือง หรือ การเวณคืนทรัพย์สินของ เอกชน ที่เกี่ยวพันในทางการค้าของ นักลงทุน จึง เป็น ความเสี่ยงประเภทหนึ่ง ที่กฎหมายระหว่างประเทศ อนุญาต ให้ ผู้ลงทุน สามารถ นำ ความเสี่ยงนั้น ไปประกันภัย ไว้ได้

๑๐. ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ไปตรวจดู หนังสือของ บริษัท Kingsgate Consolidated Limited Company (ออสเตรเลีย) ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ปี ค.ศ. 2018 หรือ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บริษัทดังกล่าวออกมา แถลงว่า

๑๑. “บริษัท ผู้รับประกันภัย จะ ออกมา แถลง อย่างเป็นทางการ ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2018 ถึง ตารางเวลาในการดำเนินคดี ในศาลของ รัฐนิวเซ้าเวลล์ ในประเทศออสเตรเลีย ตามที่ปรากฏอยู่ตามคำฟ้องของ บริษัทผู้รับประกันภัย (บริษัท Zurich) ในเรื่อง ที่บริษัท Kingsgate ได้ ไปเอา ประกันภัยไว้ ในความเสี่ยง ”
(ให้ ดูหนังสือของ บริษัทคิงเกตต์ คอนโซลลิเดดเต็ด จำกัด ลงวันที่ 1 มิถุนายน
ปี ค.ศ. 2018 ที่ได้ ประกาศ ต่อ สาธารณชนทางเว็ปไซดด์)

๑๒. ต้องถามต่อไปว่า “บริษัท Kingsgate Consolidated Company Limited ( อ่านว่า บริษัท คิงส์เกต คอนโซลลิเดดเต็ด คอมปานี ลิมิเต็ด ทำได้หรือไม่? และ บริษัท Zurich (อ่านว่า ซูริช) สามารถ รับ ทำประกันภัย ไว้ก่อน มี การเปิดการลงทุน ของ บริษัท คิงส์เกตในประเทศไทย ทำได้หรือไม่? คำตอบ คือ ทำได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย และ

๑๓. เมื่อบริษัท คิงส์เกต มีอุปสรรค ทางการเมือง เกิดขึ้น ในประเทศไทย (ถูกยึด สัมปทาน ทำเหมืองทอง) บริษัท คิงส์เกต สามารถ ไป เรียกร้อง ค่าเสียหายได้ จากบริษัทซูริช บริษัทผู้รับประกันภัย ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

๑๔. เมื่อ บริษัท ซูริช ผู้รับประกันภัย ต้องจ่าย ค่าเสียหาย ชดใช้ ให้ แก่ บริษัท คิงส์เกต จำกัด แล้ว ย่อม หันมาฟ้อง ประเทศไทย และ คณะ คสช.{ซึ่งต้องรับผิดชอบในฐานะส่วนตัว เพราะ ไม่ใช่รัฐบาล โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็น Junta (อ่านว่า ฮุนต้า)} ทั้งหมด ให้ ต้องรับ ผิดชอบ ต่อ บริษัท ผู้รับประกันภัย (ซูริช) ในฐานะ ผู้กระทำละเมิด ต่อ บริษัท ในศาลของ มลรัฐนิวเซ้าเวลล์ ในประเทศออสเตรเลียได้เสมอ.

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ช้างตายทั้งตัว อย่าเอาใบบัว มาปิด.”     Thanaboon Chiranuvat     
[/b]
2
       
  FB Uthit Siriwan        ๑๐.๖.๒๕๖๑
วันอาทิตย์ แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ
วันโลกาวินาศ ไม่ควรทำการมงคล
วันระกาไม่ถูกกับเถาะ     ข้ออรรถ ข้อธรรม    เรื่อง "คดีความของพระเถระชั้นผู้ใหญ่" Scenario อนาคตมหาเถรสมาคม   สรุปประเด็นสำคัญ"อำนาจมหาเถรสมาคม"
ควรใช้มาตรา ๑๙ ตามพรบ.คณะสงฆ์เพื่อต่อสู้กับมาตรา ๒๙ และ มาตรา ๓๐แต่ต้องรีบประชุมและลงมือเร็วที่สุด  ก่อนที่จะถูก Shut down

----- เรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร?อยู่ที่ "กรรมการมหาเถรสมาคม"จะเตรียมตัวจะเตรียมตัวเตรียมการเตรียมใจอย่างไร?

------ รายชื่อมหาเถรสมาคมที่เหลือที่ผมมองว่าพอเป็น "ความหวัง"ก็คือ"สมเด็จพระสังฆราช""หลวงพ่อสมเด็จปยุตฺโต"หลวงพ่อสมเด็จวัดไตรมิตร""หลวงพ่อวัดยานนาวา"ที่ดูแล้ว พอจะมีพลังอำนาจและรู้ทัน "ฝ่ายตรงข้าม"ส่วนรายชื่อที่เหลือ ผมไม่คาดหวังแต่ต้องเสริมพลังด้วย "แนวรุก"ที่เล่นเกมส์การเมืองเป็นอย่าง "ส. ศิวรักษ์" เป็นต้นที่รู้ทันเกมส์การเมืองรัฐและคณะสงฆ์ ถ้าหลวงพ่อปยุตฺโตซึ่งอาจารย์ ส. ศรัทธามากออกปาก"สายวัดบวรนิเวศ" กำชับ เพราะมีบุญมีคุณต่อกันในอดีตอยู่ ส. ศิวรักษ์ จะ "กลับหลังหัน" ทันทีอย่างท่านชาคโร ภิกขุพระฝรั่งที่รู้ทันสังคมคนไทยและพูดแล้วชนชั้นสูงเชื่อ อย่างกลุ่มพระสายท่านไพศาล วิสาโลซึ่งแล้วแต่ "ส. ศิวรักษ์" จะชี้กลุ่มท่านวัดต่างๆ ซึ่งเป็นสุปฏิปันโนนำแต่ยังไม่แสดงตัว และไม่มีแผลยังมีอีกหลายกลุ่ม อ่านข่าวพระรายวันแล้วอ่านข่าวพระรายวันแล้วและมีอีกเป็นจำนวนมากทั่วประเทศและทั่วโลกหรือท่านมหานรินทร์ อะลิตเติ้ลบุ้ดด้า ซึ่งแม้จะเกลียดบางฝ่าย ชอบบางฝ่ายแต่ถึงที่สุด เวลาพระพุทธศาสนามีภัยท่านก็ยอมกลืนเลือด ร่วมรบอีกสักตั้งสมาคมเปรียญธรรม ๙ประโยค อย่างท่านรักสยาม ท่านเอกภพกลุ่มท่านบรรจบ บรรณรุจิ ท่านกรณ์ มีดีกลุ่มท่านจรูญ วรรณกสิณานนท์ซึ่งมีทีมกฎหมายเข้มแข็ง ก็พร้อมลุยช่วยหลวงปู่หลวงพ่อ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของตนทั้งนั้น กลุ่มราชบัณฑิตอย่างอาจารย์ปู่ จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ยังมีเครือข่ายผู้รู้มีความคิดอ่านอีกนับร้อย อย่างรายท่านอาจารย์ ทองย้อย แสงสินชัยซึ่งแม่นยำในพระธรรมวินัย และทำงานช่วยราชบัณฑิตยสถานอยู่ ขอเพียง "อาจารย์จำนงค์" ออกปากแนวร่วม แนวรุก มากันตรึม สำคัญคือท่านอาจารย์จำนงค์
เป็นอาจารย์แท้ๆ ของสมเด็จพระสังฆราช
สมเด็จพสมเด็จพระสังฆราชระสังฆราชสมเด็จพระสังฆราชเรื่อง "หาช่อง" ตามข้อกฎหมาย ก็มีฝีมือไม่เป็นสองรองใครโดยเฉพาะ "พลังอำนาจ" ด้านคอนเนคชันเป็นชาย อย่าหมิ่นชาย   กลุ่มนักวิชาการ มจร มมร   
  กลุ่มนัถ้าผนึกกำลัง ผสมผสานกับกลุ่มมวลชนเข้มแข็งกวิชาการ มจร มมร ถ้าผนึกกำลัง ผสมผสานกับกลุ่มมวลชนเข้มแข็งซึ่งมีท่าน ดร. อำนาจ บัวศิริ เป็นต้นเป็นทีมงานถ้าผนึกกำลัง ผสมผสานกับกลุ่มมวลชนเข้มแข็งถ้าผนึกกำลัง ผสมผสานกับกลุ่มมวลชนเข้มแข็งอย่าง "วัดพระธรรมกาย"   
" ซึ่งเต็มไปด้วยผู้รู้มีสติปัญญามีความคิดความอ่าน   ซึ่งเต็มไปด้วยผู้รู้มีสติปัญญามีความคิดความอ่าน   รักและเทิดทูนพระพุทธศาสนาชนิดทุ่มเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยอมตายเพื่อพระพุทธศาสนาได้ทุกเมื่อขอเพียง หลวงพ่อทัตตชีโว หลวงพี่ฐานวุฑโฒ  เป็นต้น ช่วยคิดอ่านก็ "รัฐบาลที่เข้มแข็ง" ๑ รัฐบาลดีๆ นี่เอง !หรือกลุ่มหลวงพ่อวัดเขียนเขต ปทุมธานีซึ่งกำลัง "ร้อนวิชา" เพราะเพิ่งจบ "นิติศาสตร์"   มจร รุ่นแรก นี่ก็ความคิดอ่านไม่เบา รักพระพุทธศาสนา สุดชีวิตรู้ทัน "กลอุบาย" ฝ่ายตรงข้าม หลวงพี่แย้ม วัดไร่ขิง หลวงพ่อสุเทพ วัดพระปฐมเจดีย์หลวงพี่พิมพ์ วัดปทุมคงคาหลวงพ่อพระมหาโพธิวงศาจารย์ วัดราชโอรสหรือพระหนุ่มๆ อย่างท่านเจ้าคุณพระปริยัติธาดา วัดกัลยาณมิตรท่านเจ้าคุณพระเทพปริยัติโมลี วัดโมลีโลกยาราม อย่างท่านพระครูปลัดวิเชียร วัดไทยสิริราชคฤห์ ท่านพระครูศรีฯ เจ้าคณะอำเภอด่านขุนทดซึ่งนุ่มนวล และมือยังสะอาด ไม่มีแผลไม่มีช่องโหว่ให้โจมตีคือต้องใช้แนวคิด "รัชกาลที่ ๕" "กลางเกล่า กลางใหม่" ท่านเจ้าคุณประเทือง เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เรื่อง "กลศึก" เก่งกาจยิ่งนักแม้จะเพลี่ยงพล้ำในล็อต ๒ ผมก็เชื่อว่า ถ้าหาตัวจากเซฟเฮาส์ได้ ก็มีความคิดความอ่าน รู้ทัน "อีกฝ่าย" เช่นกันและสำคัญต้องตกลงกันก่อนว่า อย่าจับผิดกันอย่าใส่ร้าย ใส่ความกันถกทะเลาะกันได้ แต่อย่าอาฆาตกันและอย่าให้แต่ละฝ่าย รู้สึกถูก "หลอกใช้" "ทำงานฟรี" เลิก "จับผิด" เลิกจ้องกำจัด "จุดอ่อน" ว่าที่จริง "เปรียญธรรมสมาคม"   ก็มี "สมาคมฯ" ซึ่งนำโดยพี่ชายที่แสนดี   พันเอกพิเศษ บุญชู ศรีเคลือบ สำนักงานก็มีที่ปรึกษากฎหมาย ตั้งอยู่ในวัดสามพระยาแท้ๆ  แต่ทำไมไม่มีการปรึกษาข้อกฎหมาย ให้ข้อคิด "พระพรหมดิลก" ก่อนถูกจับ  ผมก็ยังงงๆ อยู่ สมาคมฯของพี่เกื้อ พลเอกธงชัย เกื้อสกุล พี่เกื้อเอง ก็เข้มแข็ง และรู้ทัน "ขั้วอำนาจ"มีทีม "คลังสมอง วปอ." หนุนหลังศิษย์สาย "ครูสมาธิ" หลวงพ่อวิริยังค์ มวลสมาชิกก็นับแสนๆ คนไม่นับวัดป่าอื่นๆ พร้อมออกมาหนุน "มหาเถรสมาคม" ได้  ไม่นับสื่อต่างๆ สื่อที่เป็น "พุทธแท้" ก็มีไม่นับสื่อต่างๆ สื่อที่เป็น "พุทธแท้" ก็มีพี่สมาน สุดโต เครือข่าย "โพสต์ทูเดย์" เป็นต้น๒ ชื่อนี้ ระดมทีมมาได้ นับร้อยทีวีช่องต่างๆ ที่เป็นศิษย์พระวัดนั้นวัดนี้ก็มีมากมายมือกฎหมายกลุ่มทนายความ อัยการ ผู้พิพากษาเนติบัณฑิต ที่เป็นมหาเปรียญ คนวัด ก็มีนับร้อยๆ คนอย่าง "วันชัย สอนศิริ"ก็แฝงตัวอยู่กับ "วัดไตรมิตรวิทยาราม"อยู่ที่หลวงพ่อสมเด็จวัดไตรมิตรจะเรียกใช้หรือไม่?เพียงแต่ยังไม่ได้รวมตัวและไม่ได้ถูกมหาเถรสมาคมดึงตัวเอามาใช้งานผมเชื่อว่า "ทีมกฎหมาย" เหล่านี้ผมเชื่อว่า "ทีมกฎหมาย" เหล่านี้ช่วย "พระ" ได้เกมศึกหนนี้ ผมว่า "พระ" มิได้เพลี่ยงพล้ำใดๆเพียงแต่ไม่เรียกใช้ "ใคร"คือท่านคิดเห็นไปว่าไม่ผิด จะมายัดข้อหาอะไรให้  ลืมคิดกลับข้าง ไม่ผิด เขาจะฟ้องทำไม?กฎหมายคือ "ทำผิด" หรือไม่?กฎหมายอาญา หลายมาตราเอื้อต่อการช่วยพระหลุดรอดพ้นคดีไปได้แต่ต้องแก้ตัวแก้ต่างให้เป็เหมือนหลวงพ่ออาจ อาสโภมีทีมทนายวัดมหาธาตุ ช่วยอยู่เบื้องหลัง เยอะมาก มิได้โดดเดี่ยว เดียวดาย ต้องไปอ่านหนังสือ "ผจญมาร" จึงจะเข้าใจ ถ้าเลิก เค็ม เลิกเหนียว เลิกเขี้ยว เลิกเบี้ยวจ่ายค่าตอบแทนตามความเป็นจริงตามความคิดความอ่านไม่ใช่ "ฟรี" อะไรก็ "กฐิน" "ผ้าป่า" ก็จะมีคนช่วยคิดอ่านกันอีกมากก็จะมีคนช่วยคิดอ่านกันอีกมากถ้ารวมพล รวมพลังชาวพุทธใช้อำนาจตามมาตรา ๑๙พรบ. คณะสงฆ์ ปี ๒๕๓๕ ฉบับแก้ไขผมว่า "มหาเถรสมาคม"ผมว่า "มหาเถรสมาคม"ได้ทันท่วงทีครูบาอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
อย่างท่าน ผศ. ดร. บุญรอด บุญเกิด
ท่าน ดร. ชัยณรงค์ ศรีมันตะ
มันสมองระดับคณบดี และหัวหน้าภาค


มหาวิทยาลัยบูรพา

ไม่เป็นสองรองใคร
สามารถระดมทีม ระดมสมัครพรรคพวก
มหาวิทยาลัยต่างๆ มาช่วยมหาเถรสมาคมได้


วิธีต่อสู้แบบอหิงสา
หวนกลับสู่ระบบ "ปาติโมกขสังวร"
สีลสังวร เป็นต้น
ผมว่า "เอาอยู่"

กรมการศาสนาเองในเวลานี้
อธิบดีก็คนวัด
มหาเถรสมาคม สายวัดยานนาวาเป็นต้น
หรืออย่างท่าน ดร. ประสิทธิ์ บุตรศรี
ซึ่งคลุกคลีตีโมง คลุกวงใน
ดึงกรมการศาสนาเป็นแนวร่วมได้สบายมาก

ส่วนสำนักพุทธฯ คงไม่ต้องพูดถึง
แต่ละคนกำลัง "ไข้ขึ้น"
ไม่ว่าจะเป็นท่าน แก้ว ชิดตะขบ
ท่านบุญเชิด กิตติธรางกูร
ที่แคล้วคลาดปลอดภัยอย่าง
ท่านประดับ โพธิกาญจนวัตร
ปักหลักอยุธยา ก็ระวังตัวอย่างเข้มงวด

อย่างรายท่าน ดร. บุญเลิศ โสภา
ผอ. สำนักพุทธฯ กาญจนบุรี
คนดังในวงการยุทธจักรดงขมิ้น
ที่กำลังถูก "ละเลงสี" จนเละไปทั้งตัวเวลานี้
ป่านนี้คงนอนฟังเพลง
"ส่งข่าวทิดมั่น" ของพุ่มพวง ดวงจันทร์
อยู่ที่กาญจนบุรี

คงไม่มีเวลามาตามหา
น้องๆ แถวบางลี่
ไม่มีกะจิตกะใจจะไปไหว้พระวัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี

https://www.youtube.com/watch?v=s7npsqfh3q0

และคงไม่มีเวลาเยี่ยมเยียน
"ทิดธงชัย" คนสระบุรี บ้านเดียวกัน
ซึ่งลือกันกระหึ่มวงการ
ว่าร่วมกันคิดอ่านอย่างไร
ถึงกลายเป็น "นิวเคลียร์"
ทำลายล้าง "มหาเถรสมาคม"
แหลกเป็นจุณ ในห้วงเวลานี้

ที่ผมทึ่งและอึ้งคือ
อดีต ผอ. สำนักพุทธชาติทั้ง ๓ คน
นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์
เป็นต้น

ทำไมยังอยู่ดีมีสุข ที่เท็กซัส
ไม่เห็น "พี่แป๊ะ"
พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา
นรต. ๓๖ ที่แนบแน่นผูกพันกับ
หลวงพ่อสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) ยิ่งนัก
พี่แป๊ะผู้เป็นที่รักและเคารพของรองปิงและดาบแขก
วงการพระสงกะสัย
ทำไมพี่แป๊ะ
ไม่ส่งคนไปตามไล่ล่า "นายนพรัตน์" ตัวการใหญ่
เพื่อกลับมาสอบสวน สืบสวน
ปล่อยให้ลอยนวล ลอยตัวหนีปัญหา
ไม่เหมือนไล่ล่าทิดจำนงค์ที่เยอรมัน

คณะสงฆ์อยากให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ไล่ล่านายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ด่วน

อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล
กลับมาจะ "ให้การ" สาวถึงมหาเถรสมาคมท่านใด
ก็ว่ากันตามพยานหลักฐาน!

ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก

จะได้ใจแวดวงชาวพุทธเป็นอันมาก

ฝากให้รองปิงและดาบแขก
กระซิบบอกพี่แป๊ะด้วย

------

กลศึกยามนี้
ผมมองว่า "วัดต่างๆ"
ต้องยึด "ธรรมวินัย" ให้แม่น
ยึดศีล ๒๒๗ ยึดพระปาติโมกข์
ไม่ต้องมาเสียเวลาถกเถียงกัน
"พระจับเงิน" ได้หรือไม่?

ยึดหลักการคือ "พระธรรมวินัย" ให้เข้มแข็ง

คือดีก็ดีให้จริง
อำนาจ "เผด็จการ" ก็ทำอะไรไม่ได้
ต่อให้ สิบ พ. สิบ ม. ก็ทำการใดๆ ไม่ได้
ต่อให้ "ม..." "บงการ" "ชักใย" "สั่งการ" แค่ไหน
ก็ทำให้คณะสงฆ์อ่อนแอไม่ได้

ถ้าสังฆมณฑล ยึดหลัก "พวกเราต้องรักกัน"
ตามแนวคิด "วัดมงคลทับคล้อ" พิจิตร เป็นหลัก
ใดๆ ที่ยุ่งเหยิง
ก็จะสงบ ระงับ

การแก้ปัญหาคณะสงฆ์ในอดีต
ต้องพึ่งพาสติปัญญา
พระสายวัดป่าวัดบ้าน
นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ผู้รู้
ช่วยกันคิดอ่าน
จึงจะฝ่าวิกฤตรอดไปได้

ผมยังคิดและเชื่อเสมอว่า
แผ่นดินไทย
พระสุปฏิปันโน
เทวดาฝ่ายสัมมาทิฐิ
ยังหวงแหนและปกปักรักษา
พระพุทธศาสนาอยู่
เพียงแต่อยู่ในห้วง "ทดสอบ"
มารไม่มี
บารมีไม่เกิด

และพร้อมที่จะแสดงตัวออกมา
ช่วยกันปกป้องภัยพระพุทธศาสนา
ยังมีอีกเป็นอันมาก

-------

ว่าที่จริงปัญหาของคณะสงฆ์เวลานี้
ตกอยู่ในกระแส "โลกาภิวัตน์"
ที่เรียกว่า "การเปลี่ยนแปลง"
ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตนเอง
ก็ต้องถูกบังคับผลักดันให้เปลี่ยนแปลง

------

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
มองแบบติชมโดยสุจริต
ผมเห็นว่า "มหาเถรสมาคม"
กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ
ถึงสัปดาห์นี้ กรรมการมหาเถรสมาคม
หายไป ๓ รูป
สัปดาห์หน้า สมมติว่าหายไปอีก ๒-๔ รูป
อยู่ที่อีกฝ่าย "กล้า" เด็ดขาดหรือไม่

ก็จะเหลือผู้ปฏิบัติหน้าที่
"กรรมการมหาเถรสมาคม"
น้อยลงไปเรื่อยๆ
และถ้าถูก "ตรวจสอบ"
โดยเป็นไปตามวิธีปฏิบัติ
"ตั้งข้อหา - ออกหมายจับ - ส่งศาล - ศาลไม่ให้ประกันตัว
อ้างโทษฐานความผิดสูง อาจออกมายุ่งเหยิงทำลายพยานหลักฐาน - สึก - จับคุมขัง - ติดคุก"
ใช้อำนาจตามมาตรา ๒๙, ๓๐
แห่งพรบ.คณะสงฆ์ ปี ๒๕๐๕ ฉบับแก้ไข ปี ๒๕๓๕

กว่าจะสู้คดีรอดพ้นจากทุกข้อหา
ใช้เวลา ๙-๑๐ ปี

จะรอรัฐบาลประชาธิปไตย
ฟากการเมือง ก็ยังเละเป็นวุ้น

เว้นไว้เสียแต่ว่า
ไฟไหม้คณะสงฆ์
เป็นการจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือ
"เปลี่ยนแผ่นดิน" ???

------

ผมสังเกตดู วัดที่เข้มแข็ง ก็จะยืนหยัดต่อไปได้
ยกตัวอย่าง "สันติอโศก" พอถูกทำลาย
ก็ยังยืนหยัดและมีพลัง
ความเข้มแข็งของกำลังคน "สันติอโศก"
มีผลต่อ "มหาเถรสมาคม"
น่าขบคิดยิ่งนัก

อีกตัวอย่าง "ธรรมกาย" พอถูกทำลาย
ก็รวมพลระดมทีมเข้มแข็ง ผนึกและประสานพลัง
ทั้งในและต่างประเทศ

รัฐต้องถอยพลางสู้พลาง
แต่เกมส์ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ
คอยเล่นทีเผลอ

ไม่แตกต่างจากสุเหร่าและมัสยิดต่างๆ
ซึ่งพอเกิดเรื่องกระทบ
อีก ๑๐ มัสยิด ก็ลุกฮือทันที

ซึ่งวิธีปฏิบัติของสันติอโศก
ธรรมกาย
สุเหร่าต่างๆ
ศิษยานุศิษย์เข้มแข็ง
สามัคคี มีพลัง
อ่านเกมส์รบ กลศึกอีกฝ่ายออก
ระดมทีม ระดมทุน
ทำงานกันทั้งวันทั้งคืน
สามัคคีอย่างแท้จริง

แตกต่างจาก
พระในวัดสามพระยา
วัดสัมพันธวงศ์ วัดสระเกศ
หนียะย่าย พ่ายยับเยิน
ไม่มีกะจิตกะใจ ไม่มีกำลังคิดจะต่อสู้
เพื่อคืนความชอบธรรม แก่เจ้าอาวาส

"แพ้เป็นโจร
ชนะเป็นเจ้า"

หนทางที่แต่ละวัดจะกลับมาชนะ
กลับมาเป็นเจ้าอาวาส
ถ้าดูตามเกม

ยืดเยื้อ
ยาวนาน
หนทางที่ท่าน ดร. เอื้อน และทีม
จะกลับมาเรืองอำนาจ
รุบหรู่
ริบหรี่

สำคัญคือ "ใจเสีย"
คนเราถ้า "ใจเสีย"
ถอดใจ
ท้อแท้
หดหู่
เคยมีอำนาจ
เคยเป็นใหญ่
แล้วร่วงวูบ

ก็ดูหลวงพี่เสนาะที่นับถือของผม
เป็นตัวอย่าง
พระพรหมสุธี
เคยเรืองอำนาจ
แต่พอสูญเสีย สูญสิ้น
เดียวดาย อาดูร
สิ้นสูญ ทุกสิ่ง
ผลที่เกิดตามมา
ก็เป็นอย่างที่เห็น
-------

เหตุการณ์คณะสงฆ์เวลานี้
ผมนึกถึงตอน "ชัตดาวน์กรุงศรี"
ก่อน "เสียกรุงครั้งที่ ๒"
ชาวค่ายบางระจัน
ก็ส่งข่าวมายังวังหลวง
แต่ "ศูนย์กลางอำนาจ" เพิกเฉย
พอค่ายบางระจันแตก
ก็มีผลถึง "กรุงแตก"
https://th.wikipedia.org/wiki/บางระจัน

ตอนขุนรองปลัดชู
ยกทีมชาวบ้านแถบวิเศษไชยชาญ
๔๐๐ ชีวิต
พลีชีพเพื่อพระเจ้าเอกทัศน์
สุดท้าย "ราชสำนักอยุธยา"
ก็ไม่เยื่อใยไมตรี ไม่ยินดียินร้าย
https://th.wikipedia.org/wiki/ขุนรองปลัดชู

ที่จะรบเข้มแข็ง เป็นเรื่องเป็นราว
คือ "พระยาตาก"
เมื่อไม่กี่วัน
ผมไปวัดอโยธยา
ขับรถหลงทาง
ไปบรรจบ "วัดพิชัยสงคราม"
ยังชี้เชิญชวนให้ผู้นั่งบนรถ
ดูป้ายวัดพิชัยสงคราม
และบอกว่าสมัยก่อนกรุงแตกครั้งที่ ๒
พระยาตาก พาไพร่พล
ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมาทางนี้
ด้วยแนวคิด
"แพ้เป็นโจร
ชนะเป็นเจ้า"

https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

------

ตอนก่อน "รัฐบาลประชาธิปไตย" ยุคหนึ่ง
จะถูก "ชัตดาวน์"
คราวหนึ่ง ผมพบเลขาธิการฯ ท่านนายกรัฐมนตรี
ผมบอกว่าจะถูก "ชัตดาวน์"
ท่านเลขาฯ บอก
ถึงรู้ก็คงไม่กล้ารายงาน
เพราะท่านเลือกที่จะเชื่อและฟัง
คนรอบตัวอีกสาย

สุดท้ายถูกชัตดาวน์ เสียอำนาจ
และไม่มีผืนพสุธาจะอาศัย

ผมเอง บอกตรง
ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ชอบ "อำนาจ" ที่เป็นไปโดยชอบ
ประกอบโดยธรรม

มหาเถรสมาคม
เมื่อมีอำนาจ
ใช้อำนาจเพื่อลูกพระลูกเณร
จะได้ใจผม มากกว่า
เพื่อตัวตน และพวกพ้อง

--------

เวลานี้
ผมเห็น "แวว" มหาเถรสมาคม
ที่เห็นแก่ลูกพระลูกเณร
ก็คือ "วัดยานนาวา"
และ "วัดไตรมิตรวิทยาราม"
ก็หวังว่าจะมีจำนวนเช่นที่ว่า
เพิ่มจำนวนตัวเลข
มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ถ้ามหาเถรสมาคม
ยังเป็นระบบ "เพื่อตนและพวกพ้อง"

จุดจบ ก็คงไม่ต่างจาก
"อำนาจรัฐ"
สมัยพระเจ้าเอกทัศน์
ซึ่งความรักตนและพวกพ้อง
เกรงใจ "นางใน"
กลัว "เมีย" มากกว่ากลัว "พม่า"
สุดท้ายไทยต้องเสียกรุงศรี

------

จดหมายเหตุของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส
ได้บันทึกไว้ว่า
“บ้านเมืองแปรปรวนเพราะฝ่ายใน
(พระราชชายา) ได้มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดิน
ผู้มีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตาย
เอาไฟเผาบ้านเรือน
จะต้องได้รับโทษประหารชีวิต
แต่ความโลภของฝ่ายใน
ให้เปลี่ยนเป็นริบทรัพย์สิน
ริบได้ก็ตกเป็นของฝ่ายในทั้งสิ้น
พวกข้าราชการเห็นความโลภของฝ่ายใน
ก็แสวงหาผลประโยชน์กับผู้ต้องหาคดี
ให้ได้มากที่สุดที่จะหาได้จะได้
แบ่งเอาบ้าง
ความเดือดร้อนลำเค็ญ
ก็ยิ่งทับถมราษฎรมากขึ้น”

แม้จะมีบันทึกถึงพระเจ้าเอกทัศน์ในด้านดี
จากคำให้การของชาวกรุงเก่าความว่า
“ทรงพระกรุณากับอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง
แผ่เมตตาไปทั่วสารพัดสัตว์ทั้งปวง”

ทว่า "ข้อเท็จจริง" เรื่องราวขุนรองปลัดชู
และค่ายบางระจัน รวมถึง "การก่อขบถ"
ของ "พระยาตาก" และค่ายอื่นๆ
ล้วนสะท้อนความจริงว่า

ใครจริง
ใครลวง

------

สะเกนะ กัมเมนะ ปัญญายิสสะถะ
ท่านทั้งหลาย จักปรากฏ ด้วยกรรมของตน

-------

วิธีแก้ปัญหาคดีเงินทอนของพระ

ความเห็นผม
มหาเถรสมาคม
ต้องลุกขึ้นจัดการวัดต่างๆ
ตั้งอนุฯ ตามอำนาจมาตรา ๑๙
ตรวจสอบตนเอง
ก่อนจะถูกชัตดาวน์

--------

แต่เดาว่า
เสนอไปแล้ว
ก็คงลับหายไปกับสายลม

แล้วก็ร่วงผลอยลง

รายแล้ว รายเล่า

เพราะระบบ "ตัวใครตัวมัน"
"วัดใครวัดมัน"

-------

ถ้าวัดสี่หมื่นวัดเศษ
นำโดย "สมเด็จพระสังฆราช"
และ "กรรมการมหาเถรสมาคม"
ที่เหลือ ผนึกกำลัง

พระพุทธศาสนา
ยังคงมีความหวังขอรับ

พุทธคารวตา
ธัมมคารวตา
สังฆคารวตา
และ
ราชคารวตา
             
[/b]
3
  เอามาให้ฟังกันอีกรอบ ฝากแชร์กันด้วยคะ .....ทำไมจึงเกิดวางระเบิดฆ่าครู ฆ่าพระ ฆ่าประชาชนที่เป็นไทยพุทธ เพราะอะไร เมื่อดูจบก็จะเข้าใจทันที พลเอก ณพล บุญทับ #ราชองครักษ์แฉเบื้องลึกชนิดเรานี่ เป็นคนโง่ไปเลย ฟังแล้วตกใจ ชาวพุทธ คนไทยไม่รู้เรื่องเลย
https://www.facebook.com/844377979084827/videos/844473875741904/   
[/b]
4
       เพื่อนพระเถรานุเถระครับ
  วันนี้ผมจะเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่งว่า
  เมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว อุปมาว่าเหมือนผมอยู่ในถ้ำอันมืดมิด ในเวลากลางคืนตอนดึก มีคนมาบอกผมว่าขณะนี้มีขบวนการล้มพุทธในประเทศไทย ใช้วิธี :
  1. นารีพิฆาต
  2. เงินเป็นศาสตรา
  3. ทำลายวัดดัง
  4. ล้มล้างพระมีชื่อเสียง
  5. เอาคดียัดใส่พระผู้ใหญ่
  6. เปลี่ยนประเทศไทยเป็นประเทศไทยดารุสลาม
   ผมไม่เชื่อ เพราะผมมองไม่เห็นทางว่าจะทำได้
 ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ
 มีข้าราชการทุกชั้นเป็นชาวพุทธ
 มีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์
ผมมองไม่เห็นทางจริงๆ ว่าจะเป็นไปได้
  แต่เหตุการณ์ผ่านมา ตะวันเริ่มอรุณ ความสว่างมาแทนที่ความมืด ผมเริ่มมองเห็นอะไรลางๆ จนบัดนี้เป็นเวลาตอนเที่ยงวัน ผมเห็นอะไรชัดเจน และผมเชื่อแล้วเห็นแล้วว่า แผนทำลายพุทธในประเทศไทยมีจริงๆ และทำได้แล้วจริงๆ
  นารีพิฆาตมีแล้ว
ิ  เงินเป็นอาวุธฆ่าพระมีแล้ว
  ทำลายวัดดังมีแล้ว
  ทำลายพระมีชื่อเสียงทำแล้ว
  คดียัดใส่พระตามกฎหมายได้ทำแล้ว
  และจะยึดประเทศไทยได้อีกไม่นาน ด้วยความร่วมมือของราชการและชาวพุทธบางกลุ่ม

  ผมนึกไปถึงอดีต หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ประมาณ 300 ปี ศาสนาพุทธรุ่งเรืองที่สุดในอินเดียยุคพระเจ้าอโศกมหาราช หลังจากหมดยุคของโมริยะของพระเจ้าอโศกมหาราช ศาสนาพุทธก็ถูกทำลายจนหมดไปในประเทศอินเดีย เพราะสาเหตุภัย 2 ประการ

  1. ภัยภายใน ได้แก่ พระและชาวพุทธเรา แตกแยกแบ่งเป็นกลุ่มเป็นนิกาย และทำลายกันเอง ยกกลุ่มและนิกายของตน ว่าสอนถูก ปฏิบัติถูก กลุ่มอื่นสอนผิดปฏิบัติผิด อิจฉาริษยาทำลายกันเอง ยืมมือคนอื่นมาทำลายกัน
   2. ภัยภายนอก สมัยนั้นได้แก่กษัตริย์ ผู้นำ ผู้ปกครอง ที่นับถือศาสนาอื่น ไม่สนับสนุนพุทธ ทำลายพุทธ ฆ่าพระ เผาวัด
   จนพุทธหมดไปในประเทศอินเดีย ผมเคยปาฐกถาเรื่องนี้ ที่คณะสงฆ์และพุทธบริษัท ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวาคม ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมคณะสงฆ์จังหวัดสงขลา ที่ภูเขาหลง ผมจำพ.ศ.ไม่ได้ แต่ผมได้รวบรวมบทเทศนาปาฐกถาธรรม พิมพ์เป็นเล่มเอาไว้ ได้แจกจ่ายคนทั่วไป
  มาบัดนี้เหตุการณ์ทั้งภัยภายในและภัยภายนอก ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างเด่นชัด ชาวพุทธออกม
าด่ากันเอง
  นักปฏิบัติธรรมทั้งพระและฆราวาสก็ด่าพระ
  นักสอนธรรมทั้งพระและฆราวาสก็ออกมาด่าพระ
  สื่อต่างๆก็ออกมาด่าพระ
  นักวิชาการก็ออกมาด่าพระ
  ชาวพุทธทั้งผู้หญิงและผู้ชายบางคนก็ออกมาด่าพระ
  ข้าราชการก็ออกกฎหมายมาทำลายพระตั้งแต่ชั้นปกครองจนกระทั่งพระผู้น้อย
  ชาวพุทธที่รักพระพุทธศาสนา ก็เอาแต่นิ่งอย่างเดียวเหมือนเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่ มีแต่คนรังแกคอยทุบคอยตี
  เด็กก็นอนรอแต่ความตาย เพราะไม่มีคนปกป้องและไม่มีทางสู้ จนถึงที่สุดก็ถูกทำลายลง
   ผมเชื่อแล้วเห็นแล้วว่า แผนการล้มพุทธในประเทศไทยมีจริงๆ และทำสำเร็จมาเป็นลำดับ
   เราจะสู้ตาย หรือนอนรอให้เขาตีตาย เถระสมาคม พระเถระ พระภิกษุสามเณร และชาวพุทธที่รักพระพุทธศาสนา ช่วยตอบผมทีเถอะ
   ผมขอยอมตายก่อน จะไม่ยอมเห็นพุทธล่มจม ล่มสลายจากประเทศไทยไปต่อหน้าต่อตา อย่างแน่นอน

                          ส.สมพงศ์

            =====((((((0))))))====

อยากรู้ความจริงดูให้จบครับ   มีคำตอบ
จะได้ทราบเหตุการณ์บ้านเมือง ..
ภัยคุกคามพระพุทธศาสนาและขบวนการแบ่งแยกดินแดนไทย : แนวความคิด สถานการณ์ และความก้าวหน้า ที่รัฐบาลไม่ยอมรับความจริง

(อย่าคิดว่าภัยยังไม่ถึงดูให้จบ จะสิ้นชาติหรือ ไม่ ดู ครับ)
https://youtu.be/VBjl0RiikHo                                 
[/b]
5
          #มูลเหตุที่พูดเช่นนี้  เพราะมีกฎหมายและ พรบ.ของศาสนาอิสลามที่ประกาศใช้ทับกับกฎหมายไทยอยู่ในเวลานี้  ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเลย  และส่วนมากก็คิดว่ามันเป็น พรบ.บริหารกิจการภายในของศาสนาอิสลามเอง  คงไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคนในศาสนาอื่นมั้ง  คนทั่วไปคงคิดเช่นนี้  แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น  มันเป็นกฎหมายที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในอำนาจของรัฐ  แล้วมีผลบังคับให้รัฐต้องทำตาม พรบ.นั้นๆ ด้วย  เช่น  ต้องจัดสรรงบประมาณให้เขา  การแต่งตั้งคนของเขาให้เป็นพระราชอำนาจ  รวมไปถึงมีบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามอีกด้วย  และอัตราโทษทั้งจำทั้งปรับในอัตราที่สูงผิดปกติ

#ต่อไปนี้  เป็นบทวิเคราะห์และชี้ประเด็นที่เป็นการยึดครองประเทศไทยโดยกฎหมายอย่างไร  ขอเริ่มที่พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐
 
๑. ด้านบุคลากรที่ถูกยกระดับด้วยกฎหมาย
 ตามความในมาตรา ๖ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย  โดยให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นจุฬาราชมนตรีขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง  และให้มีเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา  ในมาตรา ๘ ได้กำหนดหน้าที่ของจุฬาราชมนตรีไว้ว่า

 (๑) ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม (ซึ่งศาสนาอื่นๆ ไม่เคยมีอำนาจหน้าที่เช่นนี้มาก่อน)  นี้เป็นเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ว่า  ทางราชการจะทำอะไรนั้นจะต้องหารือเขาเสียก่อน และห้ามทำเกินกว่าที่เขาเสนอความเห็นมา 

 (๒) ถ้าจุฬาราชมนตรีไม่ให้คำปรึกษาเอง  ยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามได้อีกด้วย  ดังนั้น  ไม่ว่าหน่วยงานราชการไหน  จะทำอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม  จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาทั้งหมด  ซึ่งศาสนาอื่นๆ เช่นศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาหลักของประเทศยังไม่มีสิทธิ์เช่นว่านี้เลย และที่สำคัญคำว่า บทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามนั้น  หมายถึงคัมภีร์อัลกูรอาน  ที่เต็มไปด้วยการสั่งฆ่าผู้ไม่ได้นับถืออิสลาม  หรือแม้แต่คนที่นับถือแล้ว จะหันหลังให้อิสลาม  นั่นแสดงว่า  ความรุนแรงกำลังจะตามมาแน่นอน

@ นอกจากนี้  มาตรา ๑๖ ยังกำหนดให้โปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยขึ้น  แต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด  และมาตรา ๒๓ กำหนดให้จังหวัดใดที่มีมัสยิด ๓ แห่งขึ้นไป  ให้จังหวัดนั้นแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้นคณะหนึ่งจำนวน ๙ ถึง ๓๐ คน  และให้มีประธาน  รองประธาน  เลขานุการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามความจำเป็น  และให้กระทรวงมหาดไทยประกาศชื่อผู้ได้รับตำแหน่งต่างๆ ในราชกิจจานุเบกษา  นี้คือ การกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเป็นผู้รับสนองงานของพวกตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 นอกจากนี้  มาตรา ๑๐ ยังกำหนดไว้ว่า  (๑) จุฬาราชมนตรี  (๒) กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (๓) กรรมการอิสลามประจำจังหวัด  (๔) กรรมการอิสลามประจำมัสยิด  มีสิทธิ์สวมเสื้อครุยและประดับเข็มพระปรมาภิไธยได้เหมือนกันหมดทุกคน  นี้คือ การยกระดับคนของเขาให้สูงกว่าคนในศาสนาอื่นๆ

 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย  มีหน้าที่๑๑ ข้อ ขอนำมาเฉพาะที่สำคัญๆ คือ

(๑) ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้  ข้อนี้คือตั้งบุคคลกำกับจี้ให้ ๒ กระทรวงนั้นต้องจัดสรรงบประมาณต่างๆ ออกมาให้ศาสนาอิสลามตามที่กำหนดไว้ในมาตราต่างๆ อย่างไม่มีทางเลือก
 
(๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและมัสยิด

(๑๐) ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษาศาสนาอิสลาม 

(๑๑) ประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในกิจการที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม 

เหล่านี้ คือ คนของศาสนาอิสลามจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอยู่ตลอดเวลา  จึงเท่ากับว่าเขาครอบงำหน่วยงานของรัฐได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วนั่นเอง

มาตรา ๓๐ ได้กำหนดกรรมการอิสลามประจำมัสยิดไว้ดังนี้  (๑) อิหม่าม  เป็นประธานกรรมการ  (๒) คอเต็บ เป็นรองประธาน  (๓) บิหลั่น  เป็นรองประธาน  และทั้ง ๓ คนนี้  ให้ถือว่าไม่เป็นนักพรตหรือนักบวช  เพื่อให้สามารถเล่นการเมืองได้  (๔) สัปปุรุษประจำมัสยิด  โดยกำหนดให้มี ๖ -๑๒ คน  ที่มีอายุตั้งแต่๑๕ ปีขึ้นไป

สรุปว่า  ตามพรบ.อิสลามฉบับนี้  บุคลากรของศาสนาอิสลามทุกคนได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้ง  มีเงินเดือนประจำตำแหน่ง  มีสิทธิสวมเสื้อครุยและประดับเข็มปรมาภิไธยได้  และเป็นที่ปรึกษากำกับกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้  มันเป็น พรบ.ที่เป็นเหมือนกฎหมายทับซ้อนกับกฎหมายไทยอีกอันหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ทราบ

๒. ผลประโยชน์ที่ไม่ต้องลงทุน
มาตรา ๕ กำหนดว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้  และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่  ออกกฎกระทรวง  ระเบียบ  ประกาศ  และคำสั่ง  เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง  กฎกระทรวงนั้น  เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรานี้  เป็นการกำหนดหน้าที่ให้ทั้ง ๒ กระทรวงหลักออกกฎระเบียบต่างๆ มาสนองงานของศาสนาอิสลามได้อย่างไม่มีขีดจำกัด  ตามคำปรึกษาเสนอแนะของคณะกรรมการกลางอิสลาม  เช่น มาตรา ๑๑ กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ในทุกจังหวัด  เมื่อเห็นสมควร  ข้อนี้ถ้ามีคนอิสลามขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงจะมีอิสลามวิทยาลัยขึ้นได้ทุกจังหวัดเลย  และจะรวดเร็วมากๆ สิ่งที่ซ้ำใจที่สุด คือ ทุกอย่างใช้งบประมาณหลวงทั้งหมด  ตั้งแต่ซื้อที่ดิน  ค่าก่อสร้าง  อุปกรณ์การเรียน  รวมไปถึงค่าสอนที่เป็นครู                     
[/b]
6
     ขอฝากองค์กรพุทธทั้งหลาย กรุณาช่วยทำริ้บบิ้นสีขาวพร้อมเข็มกลัด แจกแก่ปชช.ชาวพุทธ เพื่อช่วยกันรณรงค์ปกป้องพระที่ถูกจับ โดยไม่ได้รับการประกันตัวสู้คดี ดุจการปกป้องศาสนาพุทธด้วย ทำแบบบ้านป่าแหว่ง ออกมาแจกตามสี่แยกไฟแดงหรือท้องถนนทั่วไปทั่วปท. ทำให้กระหึ่มเมือง                     
   
[/b]   



ในทุกกลุ่มไลท์ ชาวพุทธ เชิญชวนสมาชิกทุกคน โดยร่วมกันรณรงค์ให้ติดริบบิ้นสีขาว ที่กระจกมองข้างด้านขวามือ ฝั่งคนขับ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะเชิญชวนให้พี่น้องชาวพุทธเข้าใจครับ และ ป้องกันปัญหาที่จะตามมา ไม่ควรพูดเรื่องการเมือง ยกเรื่องพระพุทธศาสนาอย่างเดียว รณรงค์แบบสันติครับ สื่อสัญลักษณ์ว่า ชาวพุทธรวมตัวกันเพื่อปกป้องพุทธศาสนา เพื่อให้ชัดเจนในเจตนารมย์ เรารัก และ ปกป้องพระพุทธศาสนาขอฝากองค์กรพุทธทั้งหลาย กรุณาช่วยทำริ้บบิ้นสีขาวพร้อมเข็มกลัด แจกแก่ปชช.ชาวพุทธ เพื่อช่วยกันรณรงค์ปกป้องพระที่ถูกจับ โดยไม่ได้รับการประกันตัวสู้คดี ดุจการปกป้องศาสนาพุทธด้วย ทำแบบบ้านป่าแหว่ง ออกมาแจกตามสี่แยกไฟแดงหรือท้องถนนทั่วไปทั่วปท. ทำให้กระหึ่มเมือง

ในความคิดเห็นส่วนตัว หลายๆคนได้รับเงินจำนวนมากพอที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวาย บางคนก็ต้องการให้ศาสนาที่ตัวเองนับถือมีความยิ่งใหญ่ เมื่อมีอำนาจจึงได้ใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายหลายๆอย่างเพื่ออำนาจศาสนาตัวเองที่นับถือ อิสลามที่เกิดบนแผ่นดินไทยถ้ายังมีจิตสำนึกถึงความถูกต้องดีงามก็ควรแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเสีย ไทยเปิดโอกาสทางการศึกษาและการรับราชการ การเมือง ให้เท่าเทียมกัน เราจึงเห็นอิสลามมีตำแหน่งสูงๆมีอำนาจ แต่คนดีๆก็มี
เกิดบนแผ่นดินไทยไม่ว่านับถือศาสนาอะไรเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ไม่มีสิทธิไปทำร้ายหรือทำลายศาสนาอื่น คำว่าเงินมันมีค่ามากก็จริง แต่ควรน้อยกว่าความสงบสุขของชาติบ้านเมือง
เงินเราใช้จ่ายตอนมีชีวิตอยู่ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ แต่ถ้าประเทศชาติล่มสลายแตกแยก เกิดสงครามกลางเมือง เงินที่มีก็ไม่มีประโยชน์อะไร หยุดเห็นแก่เงินแล้วมาทำลายชาติเสียที แค่นี้ความแตกแยกก็ไม่เหลือให้ใครเป็นกลางกันอีกแล้ว หรือรอให้ชาติล่มสลาย แตกแยกเป็นเกาหลี หรือมีสงครามฆ่ากันแบบเขมร ที่จริงประเทศเราอยู่คิดกับเขมร น่าจะคิดได้ประเทศได้อะไรจากสงครามกลางเมือง คนมีอำนาจก็ต้องถูกกำจัด รักชาติภาษาอะไรกันถึงทำลายและสร้างความแตกแยกได้มากมายกันอย่างทุกวันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมกำจัดอำนาจชั่วร้ายนี่ คุณคนนั่นพร้อมหรือยังหรือรอจนไม่เหลืออำนาจใดๆไว้ให้จึงจะลุกขึ้นสู้ ถึงเวลานั่นอาจสายเกินไปก็ได้ ( ขออนุญาตทุกคน ช่วยกัน นะค่ะ)

7
     รัฐธรรมนูญของไทย : รัฐธรรมนูญของไทย       http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/13231/025576                   
[/b]
8
     ความขัดแย้งแก้ไขได้ ยุติเหตุอันคาดหมายได้ว่าอาจจะเกิดความรุนแรงในบ้านเมือง โดยสถาบันตุลาการ       อำนาจอธิปไตย
     ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  หมายความว่า  อำนาจอธิปไตย  หรือ  อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากปวงชนชาวไทย  อันมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข  ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา  คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  โดยอำนาจขององค์กรทั้ง 3 ฝ่าย  จะต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน  และอยู่ในลักษณะการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน
     จากที่กล่าวมาข้างต้นสมาชิกในสังคมจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย  เพราะจะช่วยให้เข้าใจลักษณะการเมืองการปกครองมากยิ่งขึ้น

การแบ่งอำนาจอธิปไตย
     ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจในการปกครองประเทศเหมือนในอดีต  แต่พระองค์จะทรงใช้อำนาจอธิปไตย  หรืออำนาจในการปกครองประเทศตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ  คือ  พระองค์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อออกกฎหมายบังคับใช้แก่ประชาชนผ่านทางรัฐสภา  และทรงใช้อำนาจบริหารในการปกครองประเทศผ่านทางคณะรัฐมนตรี  โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี  รวมทั้งทรงใช้อำนาจตุลาการอันเป็นอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง ๆ ผ่านทางศาล

     อำนาจอธิปไตยสามารถแบ่งออกเป็นอำนาจย่อย 3 อำนาจ  ดังนี้
     1.  อำนาจนิติบัญญัติ  เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา  ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  ได้กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา  โดยรัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชนชาวไทย  กล่าวคือ  ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างฝ่ายต่างมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งสิ้น  แต่อาจจะด้วยวิธีการและจำนวนที่แตกต่างกันออกไป  โดยหลักการใหญ่ ๆ รัฐสภามีหน้าที่พิจารณาออกกฎหมายบังคับให้แก่ประชาชนตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนด  กฎหมายที่จะออกมาจากรัฐสภาต้องผ่านความเห็นชอบทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและจากวุฒิสภา  จึงจะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ  ให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย  ดังนั้น  อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาของไทยในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงมีอำนาจหน้าที่โดยทั่วไป  ดังนี้
          1.  อำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมาย  เพื่อใช้เป็นแนวทางและเครื่องมือในการบริหารประเทศ  ได้แก่  การเสนอร่างพระราชบัญญัติ  การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายอื่น ๆ การแก้ไขเพิ่มเติม  การยกเลิกกฎหมาย  เป็นต้น  โดยจะทำหน้าที่ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา  ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้  สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  จะมีอำนาจหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย  และเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา  แต่สมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายมีเพียงอำนาจพิจารณาร่างกฎหมายเท่านั้น
               โดยทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาล้วนเป็นผู้แทนของประชาชนชาวไทยที่เลือกเข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภา  เพื่อให้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนประชาชนทั่วประเทศ  ดังนั้นการใช้อำนาจนิติบัญญัติที่ได้กล่าวมาข้างต้น  จึงต้องคำนึงถึงประโยชน์โดยรวมของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นหลัก
          2.  เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี  โดยบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับเสียงข้างมากเห็นสมควรให้เป็นนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ซึ่งบุคคลนั้นก็จะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยเช่นกัน  โดยอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น
          3.  ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา  รวมทั้งตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติงานของรัฐบาล
               นอกจากนั้น  ในส่วนของวุฒิสภาอันมีสมาชิกวุฒิสภาเป็นสมาชิก  นอกจากจะมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว  วุฒิสภายังมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ  เพื่อแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลหรือองค์กรอิสระตามที่รัฐธรรมบัญญัติไว้อีกด้วย  เช่น  ถอดถอนนายกรัฐมนตรี  นักการเมือง  เป็นต้น
          4.  ให้ความเห็นชอบในกิจกรรมสำคัญของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  เช่น  การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  การสืบราชสมบัติ  การให้ความเห็นในการประกาศสงคราม  เป็นต้น

     2.  อำนาจบริหาร  ใช้ผ่านทางคณะรัฐมนตรี  ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศ  โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ. 2550  ได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่า  "นายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นเท่านั้น"  ส่วนรัฐมนตรีไม่มีข้อห้ามจึงสามารถแต่งตั้งจากบุคคลใดก็ได้
          อำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  บัญญัติไว้  คือ
          1.  กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน
          2.  รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย  เพื่อให้ประชาชนดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข
          3.  ควบคุมข้าราชการประจำให้นำนโยบายไปปฏิบัติให้บังเกิดผล
          4.  ประสานงานกับกระทรวงต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องไปในทางเดียวกัน
          5.  ออกมติต่าง ๆ เพื่อให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ถือปฏิบัติ  คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  ประกอบด้วย  นายกรัฐมนตรี 1 คน  และคณะรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน

     3.  อำนาจตุลาการ  เป็นอำนาจของศาลทุกประเภท  ที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  ซึ่งศาลทุกประเภทมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีความต่าง ๆ ตามอำนาจของศาลนั้น ๆ เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์  และเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในชาติ  เช่น  ศาลปกครอง  ศาลอาญา  เป็นต้น  ด้วยเหตุนี้  อำนาจตุลาการต้องเป็นอิสระ  ปราศจากการแทรกแซง

การถ่วงดุลอำนาจ
     ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  การแบ่งแยกอำนาจมิได้หมายความว่า  องค์กรผู้ใช้อำนาจทั้งสาม  คือ  ฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายบริหาร  และฝ่ายตุลาการจะต้องมีอำนาจเท่าเทียมกัน  โดยอำนาจใดอำนาจหนึ่งอาจอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่งได้และอีกฝ่ายหนึ่งก็มีขั้นตอนในการลดอำนาจของอีกฝ่ายตามที่รัฐธรรมนูญได้ให้ไว้  อาจกล่าวได้ว่า  การถ่วงดุลอำนาจมักเป็นเรื่องของอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร  โดยในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง  การถ่วงดุลอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร  ดังนี้

     1.  กรณีฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร
          ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร  หมายถึง  อำนาจที่สภาผู้แทนราษฏรเปิดประชุมเพื่ออภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล  เมื่อรัฐบาลบริหารประเทศเกิดความผิดพลาดเสียหาย  หรือมีการทุจริตคอร์รัปชั่น  ซึ่งเมื่อมีการลงมติภายหลังการอภิปราย  หากรัฐบาลได้รับเสียงสนับสนุนหรือไว้วางใจน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้น  ก็จะมีผลให้รัฐบาลต้องลาออก  เพื่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่  โดยผลของการเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล  อาจจะเป็นการไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวก็มีผลถึงคณะรัฐมนตรีร่วมคณะทุกคน  ต้องพ้นความเป็นรัฐมนตรี  แต่หากเป็นการเปิดอภิปรายเฉพาะรัฐมนตรีบางคน  รัฐมนตรีคนที่ได้รับเสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งก็จะพ้นจากการเป็นรัฐมนตรีเฉพาะราย  ส่วนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ที่ไม่ถูกอภิปรายก็ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป

          คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินประกอบด้วย  นายกรัฐมนตรีหนึ่งคนและรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน  ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้น
          โดยนายกรัฐมนตรี  ต้องแต่งตั้งมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
          คุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีที่สำคัญ  เช่น  มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด  มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์  สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
          โดยลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี  เช่น  ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปี  โดยเป็นความผิดอันเกิดจากการกระทำโดยประมาท  ไม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา  เป็นต้น

     2.  กรณีฝ่ายบริหารมีอำนาจสูงสุดเหนือฝ่ายนิติบัญญํติ
          กรณีฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ  หมายถึง  การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีอันมีนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี  มีอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร  เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่  อันมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดต้องพ้นสภาพ  ซึ่งมักจะเกิดจากสภาผู้แทนราษฎรเกิดความวุ่นวาย  หรือเกิดวิกฤติจนไม่สามารถควบคุมได้  หรือร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ได้รับความเห็นชอบ  เช่น  พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี  เป็นต้น
          จึงเห็นได้ว่า  ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารต่างมีอำนาจที่จะถ่วงดุลซึ่งกันและกันให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
          ส่วนฝ่ายตุลาการเป็นอำนาจที่เป็นอิสระเฉพาะ  เนื่องจากการพิจารณาคดีความต่าง ๆ ย่อมต้องเป็นกลางและเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย  ภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์  จึงอาจกล่าวได้ว่าฝ่ายตุลาการเป็นฝ่ายที่มิได้มีการถ่วงดุลหรือคานอำนาจกับฝ่ายใด
          กล่าวโดยสรุปได้ว่า  อำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย  คือ  ฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายบริหาร  และฝ่ายตุลาการ  อำนาจทั้งสามฝ่ายจะมีการถ่วงดุลกันอยู่  เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น  มีประสิทธิภาพมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจจนเกินขอบเขต

          อำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่าย  คือ  นิติบัญญัติ  บริหาร  ตุลาการ  มีการถ่วงดุลอำนาจกันไม่ให้อำนาจใดมีอำนาจมากเกินไปหรืออ่อนแอ  เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

 

                     http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/2154                         
[/b]
9
      นักวิชาการนิติศาสตร์ ชี้ เซ็ตซีโร่ ให้อยู่ต่อบางองค์กร เกิดปัญหาเลือกปฎิบัติ กระทบการปฏิบัติหน้าที่องค์กรอิสระในอนาคต ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ด้าน วิป สนช. ชี้แจงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ให้อำนาจ สนช.
เวทีสัมมนาหัวข้อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ บทบาทและความท้าทายทางการเมือง จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา บทบาทองค์กรอิสระยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนบางฝ่าย ทาง กรธ. จึงมาคิดร่างเนื้อหาเกี่ยวกับองค์กรอิสระให้เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย หลักการใช้อำนาจอย่างเสมอภาค และหลักการใช้อำนาจถูกต้องตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ตั้งแต่กระบวนการสรรหา ประสิทธิภาพในการทำงาน รวมถึงการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรอิสระอย่างเป็นระบบ อย่างการเพิ่มหลักการใหม่ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้องค์กรอิสระทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องมีผู้ร้อง หรือการไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลภายใน 1 ปี โดยต่อเวลาได้ไม่เกินอีก 1ปี ตามเหตุผลความจำเป็น

ส่วนคุณสมบัติที่สูงขึ้นของกรรมการองค์กรอิสระ นายชาติชาย กล่าวว่า เมื่ออำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้น มีการทำงานเชิงรุก จึงจำเป็นที่ต้องมีคุณสมบัติมากขึ้น มีความรับผิดชอบและสามารถตรวจสอบกันเองได้โดยทำมาตรฐานจริยธรรม รวมถึงกลไกให้ประชาชนตรวจสอบได้

ด้านศาตราจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ความท้าทายทางการเมืองที่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องเผชิญคือประเด็นการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมแล้วในรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้กรรมการองค์กรอิสระดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระอย่างเท่าเทียมกัน แต่พอรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้เป็นเรื่องที่กำหนดโดย สนช. จนทำให้บางองค์กรพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด บางองค์กรอยู่ต่อไปจนครบวาระ

สุดท้ายจะเป็นประเด็นให้ฝ่ายการเมืองโจมตีในภายหลัง เกิดปัญหาในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่าการกำหนดให้สถานะแต่ละองค์กรต่างกันจะทำให้เกิดประโยชน์สาธารณะอย่างไร ถือเป็นรอยด่างที่ศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัยให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองในอนาคต

ศาตราจารย์บรรเจิด ยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ว่า เดิมในรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้ ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จํานวนไม่น้อยกว่า1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เข้าชื่อต่อประธานศาลฎีกา

แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้เข้าชื่อต่อประธานรัฐสภาซึ่งเป็นบุคคลจากฝ่ายการเมือง อาจกระทบต่อความอิสระในการทำหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. ได้ พร้อมชี้ว่ามีช่องโหว่เกี่ยวกับคณะกรรมการสรรหา ที่มีสัดส่วนจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีอำนาจชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหานำประเด็นทางการเมืองมาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติที่ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ได้

ขณะที่นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิป สนช. ชี้แจงถึงปัญหาการดำรงอยู่ของกรรมการองค์กรอิสระที่ต่างกัน ย้ำว่าเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดไว้ว่า ให้ขึ้นอยู่กับการกำหนดโดย สนช. ยอมรับว่าตามหลักการแล้วควรให้อยู่ต่อทั้งหมด ยกเว้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. ที่ต้องสรรหาตามหลักสากลเพื่อให้นานาชาติยอมรับ

ส่วนสถานะของ กกต. สมาชิก สนช. ที่พิจารณามีความเห็นต่างกันหลายฝ่าย จนสุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ก็พิจารณากันว่าให้พ้นจากตำแหน่งไปทั้งหมด ซึ่งมีเรื่องการทำหน้าที่ให้ทันตามโรดแมปเลือกตั้งมาเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์ด้วย          https://www.voicetv.co.th/read/Hy2cAO5e7                     
[/b]
10
   เตือนสติ สนช ให้ปฎิบัติหน้าที่ราชการแผ่นดินตาม รัฐธรรมนูญ2560 มาตรา1,2,3,4,5,7 มีสิทธิ์ถูกฟ้องคดี ป.อาญามาตรา157 จากปวงชนชาวไทยพุทธทั้งแผ่นดิน! ด้วยเคยเห็นข้อความมานานแล้ว แต่เกรงจะเกิดความแตกแยก แต่ครั้งนี้มีรายชื่อตำแหน่ง ตัวบุคคลชัดเจน คงต้องตื่นกันแล้วละชาวพุทธเอ๋ย..แชร์กันไปนะ..

ชาวพุทธอย่าหยุดอ่านอย่าหยุดแชร์
ที่แท้ สนช. เป็นมุสลิมจำนวนมาก ที่สุมหัวกันแฝงตัวมาออกกฏหมาย พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมผ่าน 3 วาระรวด เพราะต้องการกำหนดเงื่อนไข ข้อกฏหมาย บังคับพระสงฆ์และองค์กรสงฆ์ทั่วประเทศ สนช.มีจำนวน 84 คน เป็นอิสลาม 63 คน เวลาจะโหวตผ่านให้ยกมือ แล้วพุทธเราจะไปสู้อะไรเขาได้...รันทดใจ...ดังนั้น การที่อิสลามนำเรื่องศาสนาพุทธขึ้นมาพิจารณา จึงเป็นเรื่องที่ผิดมารยาท และไม่สมควรอย่างยิ่ง #ชาวพุทธถูกปิดหูปิดตาและถูกเสี้ยมให้ตีกันเอง
มันเป็นครั้งแรกในแผ่นดินสยาม ที่อิสลามมีอำนาจออกกฏหมายปกครองสงฆ์....ขบวนการทำลายพุทธศาสนาให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย ขั้นตอนต่อไปคือ " ยกเลิกไม่ให้พุทธศาสนาเป็นศานาประจำชาติ " อันเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการ "Islam Revelution"
รายชื่อสมาชิก สนช. ที่เป็นอิสลามมีดังนี้
1. นายบรรจง โซ๊ะมณี มูลนิธิเพื่อคุณธรรม ด้านการศึกษา
2. นายพิมาน บินตำมะหงง มูลนิธิอิสลามศาสนูปถัมภ์ ด้านสังคม
3. นายนิรันดร์ พันทรกิจ มูลนิธิมัจลิซุสดินี ด้านอื่นๆ
4. นายนิมันซูร จิยี่งอ มูลนิธิดารุสลาม ด้านการศึกษา
5. นางกูไซหมะวันซะฟีหนะ มนูญทวี มูลนิธิส่งเสริมความรู้เพื่อการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ด้านสังคม
6. นายทวีศักดิ์ มหามะ สมาคมนักธุรกิจอาเซียน ด้านการเมือง
7. นายมนูญ รามบุตร สมาคมการค้าฮาลาลอาเซียน ด้านเศรษฐกิจ
8. นายซาการียา บินยูซุฟ มูลนิธิพัฒนาชุมชนเป็นสุข ด้านพลังงาน
9. พลโทสมโภชน์ เงินเจริญ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสมุทรปราการ ด้านอื่นๆ
10. นายอดิศักดิ์ อัสมิมานะ สมาคมผู้ผลิตและส่งออกสินค้าฮาลาลไทย ด้านอื่นๆ
11. นายวินัย ดะห์ลัน สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ด้านสังคม
12. พ.ต.ท.สันติ อัลอิดรุส มูลนิธิพิทักษ์คุณธรรม ด้านอื่นๆ
13. นายอิบรอเหม อาดำ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ด้านอื่นๆ
14. นายภูวเดช เจ๊ะฮูเซง พรรคคนขอปลดหนี้ ด้านอื่นๆ
15. นายสุไอนี เพียรดี มัสยิดยามิอุลอิสลาม (บ้านมาบสอง) ด้านอื่นๆ
16. นายบาโหรม บิลโต๊ะหมาด สมาคมเภสัชและอายรเวชโบราณจังหวัดสงขลา ด้านการเมือง
17. นายอิบรอฮีม ยานยา มูลนิธิวัฒนธรรมภาคใต้ ด้านสังคม
18. นายโยธิน มานะบุญ มัสยิดยุมรอตุลอิสลาม ด้านสังคม
19. นายอับดุลเลาะ วาแม สมาคมสายน้ำ ด้านด้านสังคม
20. นายมนูพันธ์ ชลายนเดชะ สมาคมสนธิอิสลาม ด้านอื่นๆ
21. นายปกรณ์ ปรียากร มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ด้านอื่นๆ
22. นายบุญญา หลีเหลด พรรคภราดรภาพ ด้านการเมือง
23. นายอาหะหมัด เบนโน มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านการศึกษา
24. นายวสันต์ ทองสุข สมาคมสื่อสารมวลชนมุสลิมแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน
25. นายรอฮีม กาสา องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านควน ด้านสังคม
26. นายนัสเซอร์ ยีหมะ สมาคมชาวประมงรักษ์ทะเลสาป อำเภอปากพยูน ด้านอื่นๆ
27. นางชิดชนก ราฮิมมูลา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้านอื่นๆ
28. นายอติคม ธนบัตร สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดระนอง ด้านอื่น
29. นายมังโสด หมะเต๊ะ มูลนิธิเพื่อการศึกษาดารุนนาอีม ด้านอื่นๆ
30. นายนิรันดร์ วายา มูลนิธิอัลฟุรกอน ด้านการเมือง
31. นายกูมัจดี ยามิรูเด็ง มูลนิธิทุนการศึกษาหอวังเกษม อยู่สำราญ ด้านเศรษฐกิจ
32. นายอับดุลอายี สาเม็ง ศอ.บต. ด้านพลังงาน
33. นายอนุมัติ ศาสนูปถุมภ์ มูลนิธิฮัมซะห์ ด้านสื่อสารมวลชน
34. นายอุสมาน ดาโอะ พรรคประชาธรรม ด้านการเมือง
35. พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ ด้านการปกครองท้องถิ่น
36. นายปราโมทย์ สมะดี พรรคเพื่อสันติ ด้านการเมือง
37. นายสมชาย สาโรวาท สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้านการเมือง
38. พล.ร.อ.นคร ทนุวงษ์ มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย ด้านพลังงาน
39. นายสมาน งามโขนง สมาคมกอรีแห่งประเทศไทย ด้านสื่อสารมวลชน
40. นายสมชาย มูฮัมหมัด สหภาพแรงงานไพร์มบอกซ์ ด้านสังคม
41. นายฮานิฟ หยงสตาร์ พรรคเพื่อสันติ ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
42. นายกอยไวนี สตอหลง สหภาพแรงงานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ด้านสังคม
43. นายรอหมาน หลีเส็น สมาคมอิสลามศึกษาสตูล ด้านการศึกษา
44. นายบัณฑิต สาและ สมาคมผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคใต้ด้านการศึก
45. นางรัตติยา สาและ มหาวิทยาลัยทักษิณ ด้านการศึกษา
46. นายนิยะปาร์ ระเด่นอาหมัด สมาคมศิษย์เก่าสถานศึกษาในปากีสถาน ด้านการศึกษา
47. นายรังสรรค์ ทองทา มูลนิธิธรรมิสลาม ด้านการศึกษา
48. นายมุหัมมัดนาสีรุดดิน และบุ๊ สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสถานศึกษาปัตตานี ด้านการศึกษา
49. นายดนัย สยามวาลา มูลนิธิอิสลามเพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ด้านพลังงาน
50. นายแวฮามะ บากา สมาคมอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
51. นายมูหะมะ เจะเอาะ สมาคมพัฒนาสังคม ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
52. นางฮาลีเมาะ อุตรสินธ์ มูลนิธิเพื่อการศึกษาพัฒนาเด็กและเยาวชน ด้านสังคม
53. นายดิเรก วันแอเลาะ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนนทบุรี ด้านอื่นๆ
54. นายมนต์ชัย สุปัญโญ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนนทบุรี ด้านอื่นๆ
55. นางนาตยา คณโฑทอง สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดลพบุรี ด้านอื่นๆ
56. นายศุภนัย พวงมณี มูลนิธิธรรมิสลาม ด้านอื่นๆ
57. นายมูฮัมหมัดเฟาซี แยนา สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม ด้านอื่นๆ
58. นางอามีน๊ะ กาเสมละ กลุ่มแม่บ้านสตรี ด้านอื่นๆ
59. นายสันติ บางอ้อ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ด้านอื่นๆ
60. นายอับดุลอาซิซ เจ๊ะมามะ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ด้านอื่นๆ
61. นายสิรัตน์ สิทธิดารา โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง ด้านการศึกษา
62. พลโท สมชาย วิรุฬหผล องค์การสงเคราะห์มุสลิมแห่งประเทศไ
????
1

นี้คือเหตุผลจับพระให้เป็นข่าวใหญ่เพื่อมากลบข่าวเปิดทำเนียบเลี้ยงส่งเดือนรอมาดอ
ทำเนียบรบ.กำลังจะกลายเป็นสุเหร่าความลับไม่มีในโลก..นายกกำลังทำไรอยู่?@
สร้างเสร็จแล้ว
"มัสยิดนครศรี 104 ล้านบาท"
"มัสยิดนนทบุรี 85 ล้านบาท"
"มัสยิดปัตตานีและนราธิวาส 500ล้าน, 800ล้านบาท"
" ภูเก็ต ,มุกดาหาร ,ร้อยเอ็ด,บึงกาฬ ฯลฯ "

รัฐอนุมัติงบ 100 % จัดสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดละ 3 แห่ง พร้อมตั้งเงินเดือนโต๊ะอีหม่าม(เจ้าอาวาส)18,000.-บาท และคณะกรรมการประจำมัสยิดมีเงินเดือนทุกคน มีอภิสิทธิยิ่งกว่าข้าราชการ คือไม่ต้องสอบ ไม่ต้องมีวุฒิ
"ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น ?"

วัดไทย. พระหาตังสร้างเอง. ชวนแชร์เยอะๆครับ

ประเทศนี้
     
[/b]
Pages: [1] 2 3 ... 10