Register
 


|หน้าหลัก | ช่องยูทูบ | CBOX | กติกาการโพสท์ | รวมข่าวการเมือง | รวมข่าวทั่วไป | รวมบทความการเมือง | รวมบทความทั่วไป | รวมวีดีโอ | รวมรูปภาพ |


Recent Posts

Pages: [1] 2 3
1

มองบิ๊กแดงผ่านแว่นมาคิอาเวลลี

พิศิษฐ์ เชาวน์ลักษณ์สกุล
                                                                                                                                                 

“กองกำลังจากที่อื่น พวกนี้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างครบถ้วน พวกนี้อยู่ภายใต้การนบนอบเชื่อฟังผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง”

สมบัติ จันทรวงศ์(แปล),เจ้าผู้ปกครอง,2552,หน้า 212

จากการบรรยายพิเศษของ พลเอกอภิรัชย์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ในหัวข้อเรื่อง”แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ณ หอประชุม “กิติขจร” กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2562 ที่ผ่านมา สร้างปรากฎการณ์สั่นสะเทือนทางการเมืองได้พอสมควร ทั้งกระแสบวกและกระแสลบ ทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อโซเซียล จนติดเรทแฮชแทคสูงสุดในทวีตเตอร์

นอกจากนี้หลายฝ่ายต่างก็งุนงงสงสัยกนต่างๆนานาว่าอะไรคือเหตุที่ท่าน ผบ.ทบ.เลือกออกมาบรรยายในช่วงนี้ ฝ่ายค้าน ก็วิจารณ์ว่า น่าจะมาจากสาเหตุที่งบประมาณจะเข้าสภา บางฝ่ายก็ออกมาดิสเครดิตว่าเป็นการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ของท่าน บางฝ่ายก็ว่าออกมาขอความเห็นใจจากกองเชียร์หรือฝ่ายขวาเสพติด ส่วนนักวิชาการก็ออกมาฟันธงว่านี่เป็นการยืนยันว่าทหารจะไม่ออกจากการเมือง ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครทราบสาเหตุได้ดีเท่าตัวท่าน ผบ.ทบ.เอง แต่มาคิอาเวลลี เคยกล่าวไว้ว่า”ชื่อเสียง ในทางการเมืองเป็นภาพ” (อ้างแล้ว,2552,หน้า 230) หรือว่าการบรรยายครั้งนี้ จะเป็นเพียงการ”สร้างภาพทางการเมือง”ของท่าน

ผู้เขียนได้สังเกต เนื้อหาสาระ ตลอดจนวิธีการนำเสนอของการบรรยายครั้งนี้ พอสรุปได้ว่าคงไม่ได้เกิดจากฝ่ายเสนาธิการของกองทัพบก เพราะเนื้อหาอ่อนด้อย ทั้งด้านข้อมูล ทั้งทางทฤษฎีและข้อเท็จจริง ผู้เขียนพอสรุปได้ว่าน่าจะมาจากความรู้สึกของท่านเองและทีมงานโฆษกกองทัพบกกับอดีตนักการเมืองที่เป็นเพื่อนรักของท่าน ที่ออกมาให้คะแนนการบรรยายของท่านครั้งนี้ เต็ม 10 คะแนน ดังที่มาคิอาเวลลีเคยกล่าวว่า”ความรู้สึกไม่เกี่ยวกับความจริง หรือที่เขาเรียกว่าความจริงที่ไม่อาจนำมาปฎิบัติได้” (อ้างแล้ว,2552,หน้า 231)

ในอดีต พลโทเปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาค 2 (ยศขณะนั้น) ก็ถูกพลังอนุรักษ์อุ้มจากบ้านนอกมาบรรยายสร้างภาพทางการเมืองในเมืองกรุง เรื่องการเมืองนำการทหาร (นโยบาย 3 ใจ : ชาวบ้านเข้าใจ,ร่วมใจ,จริงใจกับเรา) ส่งผลให้พลโทเปรมฯถูกดันขึ้นเป็น ผช.ผบ.ทบ.ในปี 2520 และเข้าร่วมรัฐประหารรัฐบาลเสนีย์กับ พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ เมื่อ 6 ต.ค. 2519 และร่วมการยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ร่วมกับพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เมื่อ 20 ต.ค.2520 ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย จนรัฐมนตรีกลาโหมควบตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด หลังพลเอกเกรียงศักดิ์ลาออกเมื่อ 23 ก.พ.2523 ( Wikipedia.org,สื่ออิเลคโทรนิค,สืบค้นเมื่อ 14 ต.ค.2562)

หากว่าการบรรยายครั้งนี้ของท่าน ผบ.ทบ.เป็นการสร้างภาพทางการเมือง จะเป็นการสร้างภาพทางการเมืองเช่นเดียวกับเมื่อครั้งพลเอกเปรมฯ หรือไม่ คำตอบก็คงไม่ใช่เพราะพลเอกเปรมฯถูกเลือกโดยพลังอนุรักษ์ เนื่องจากพลเอกเปรมฯ มีผลงานเข้าตาพลังอนุรักษ์ในสมัยเป็นแม่ทัพภาค 2 ถึงกับสมเด็จพระบรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรผลงานในปลายปี 2519ที่ฐานปฎิบัติการวรพัฒน์ (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขุนพลคู่บัลลังก์,thairathco.th/news/politices/1579255,สื่ออิเลคโทรนิค,สืบค้นเมื่อ 14 ต.ค.2562)  อันส่งผลให้ กลุ่มพลังอนุรักษ์นำพลโทเปรมฯ มาในกทม.เพื่อสร้างภาพความเป็นนายทหารสายพิราบต่อประชาชน ส่วนการบรรยายครั้งนี้ของบิ๊กแดง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ท่านเป็นนายทหารสายเหยียว แต่ท่านไม่ได้สร้างภาพทางการเมืองนี้ ให้กับประชาชน ท่านไม่แคร์ประชาชนด้วยซ้ำ แต่ท่านกำลังสร้างภาพทางการเมืองนี้ให้พลังอนุรักษ์ดูต่างหาก
2

ใบตองแห้ง: ‘ธีรยุทธ’ ยังมีใครฟัง

ใบตองแห้ง

46 ปี 14 ตุลา ธีรยุทธ บุญมี ฟิตกลับมาเป็น Master Mind เตือนรัฐบาลเป็นกลาง ไม่ใช้การปลุกความเกลียดชังทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เตือนทหารอย่าเอาค่านิยมของตนเองเรื่องความจงรักภักดีมาเป็นปัญหาหลักของประเทศ ทั้งที่คนไม่ชื่นชมสถาบันมีเพียงส่วนน้อย ไม่มีพลัง ไม่จำเป็นที่นายกฯ และ ผบ.ทบ.ต้องออกมาพูดให้ประชาชนตกใจ

เข้าใจตรงกันนะ ธีรยุทธชอบประดิษฐ์คำใหม่ ๆ ให้สื่อพาดหัวข่าว เช่นครั้งนี้ก็ใช้ “การเมือง” กับ “ความเมือง” ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก็คือความขัดแย้งที่เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย กับการปลุกความเกลียดชัง เพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

ซึ่งฝ่ายพันธมิตรนกหวีดใช้มาตลอด ตั้งแต่ใครเอาเลือกตั้ง ใครไม่เอารัฐประหาร=พวกทักษิณ แต่ธีรยุทธกลับพูดเสียใหม่ ให้ดูผิดทั้งสองฝ่าย พร้อมตีปี๊บว่าเป็นอันตรายต่อประเทศไทย

เพียงแต่เอาละ ก็รู้กันว่า 13 ปีธีรยุทธอยู่ฝ่ายไหน ถึงขั้นหนุนให้ “ปฏิวัติประชาชน” ตอนม็อบปิดเมือง ครั้งนี้ก็ยังโอดครวญว่าพันธมิตรและ กปปส.ต้องการปฏิรูปการเมือง แต่กลับล้มเหลว เพราะระบบราชการและกองทัพไม่สามารถทำการปฏิรูปใด ๆ ได้

ที่น่าสนใจคือแม้จะยังกั๊ก ๆ โดยไม่ต้องใส่เสื้อกั๊ก ก็เห็นชัดว่าครั้งนี้ ธีรยุทธเจตนาเบรกรัฐบาลและกองทัพเป็นหลัก แม้วิพากษ์ “ประชาชน พรรคการเมือง ทหารไทย ติดกับดัก ก่อวิกฤติใหม่ประเทศไทย” (ไม่มีใครดีสักคน) แต่เนื้อหาหลัก “การที่ความขัดแย้งขยายตัวมาตลอด บ่งชี้ว่ารัฐบาลกับทหารจัดการกับวิกฤตการณ์ผิดพลาด มองปัญหาใจกลางผิด” บวกกับ Timing ก็ชัดเจนว่าต้องการติติง ผบ.ทบ. ที่ออกมาแสดงความคิดสุดกู่ กระทั่งขึ้นอันดับหนึ่งทวีตภพ

รัฐบาลต้องวางตัวเป็นกลาง ทหารอย่ามองปัญหาใจกลางผิด ศาลต้องถอยจาก “ตุลาการภิวัตน์” (ใครนะประดิษฐ์คำนี้เพื่อยุให้อำนาจตุลาการมาช่วยไล่ทักษิณเมื่อปี 49) แล้วก็เบรกการปลุกความรุนแรงใส่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ “ฮ่องเต้ซินโดรม” ว่าไม่ต่างจาก 6 ตุลา “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”

เหล่านี้ชัดเจนว่าธีรยุทธต้องการเตือนรัฐบาลและฝ่ายทหารนั่นแหละ

แต่คำถามคือ ธีรยุทธพูด ยังมีใครฟัง กับฝั่งประชาธิปไตย อันดับแรก ธีรยุทธก็ไม่มีเครดิตเหลืออยู่แล้ว อันดับถัดมา ธีรยุทธก็เจตนาพูดเตือนรัฐบาลกับทหารไม่ใช่หรือ พรรคการเมือง นักวิชาการ ไม่มีอำนาจอะไร เป็นได้แค่ฝ่ายถูกกระทำ อันดับสาม หลายคนยิ่งฟังธีรยุทธก็ยิ่งโกรธ หาว่าทั้งสองฝ่ายปลุกความเกลียดชังเป็นอันตรายไม่ต่างกัน การเกลียดรัฐประหารสืบทอดอำนาจ คือเกลียดอำนาจไม่ชอบธรรม ถ้ากลับสู่ประชาธิปไตยก็ใช่ว่าจะสามารถใช้ความรุนแรงทำลายฝ่ายตรงข้าม

กับฝั่งรัฐบาล ทหาร ดูทัศนะ ผบ.ทบ.ที่พรั่งพรูออกมา อย่าว่าแต่คนไทย นักลงทุนต่างชาติยังสะดุ้ง นี่ท่านอยู่ยุคไหน คิดว่าตัวเองอยู่ในสงครามกลางเมือง ต้องรบราฆ่าฟันพวกทำลายชาติทำลายสถาบันให้หมดสิ้นไป ความคิดอย่างนี้ไม่มีทางเยียวยาได้ มีแต่ทำลายตัวเองเหมือน รสช.

กับมวลชนที่ฝังหัว แม้เคยเป็นพันธมิตร กปปส. ตอนนี้ก็เชื่อ “สื่อดาวสยาม” มากกว่า (ธีรยุทธนี่ใครนะ อ๋อ พวกคอมมิวนิสต์ออกจากป่า Master Mind) พวกที่คิดปฏิรูปการเมืองอย่างธีรยุทธหวัง ไม่รู้มีเท่าไหร่

ธีรยุทธเตือนใครไม่ได้หรอก เพียงช่วยทำให้เห็นภาพว่า ความรุนแรงและความเสียหายจากวิกฤติใหม่ที่กำลังเกิดนี้ ขนาดธีรยุทธยังรีบออกตัว (เตือนแล้วนะ ไม่ได้เข้าข้างรัฐบาลไม่ได้เข้าข้างทหารแล้วนะ)

ขี่ยานเวลาย้อนไปเตือนตัวเองหน่อยก็ดี


 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: ข่าวหุ้นธุรกิจ www.kaohoon.com/content/321243
3

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ตลกประยุทธ์

นิธิ เอียวศรีวงศ์

“คุณประยุทธ์เป็นคนตลก” หลายคนพูดอย่างนั้น ดูเหมือนคุณประยุทธ์เองในบางครั้งก็อยากเสนอตัวเองให้มีภาพอย่างนั้นด้วย เพราะตลกสร้างความเป็นกันเองได้ง่ายที่สุดในวัฒนธรรมไทย (ถ้าสามารถทำให้คู่สนทนาขำได้ ซึ่งยากที่สุด) แต่ความสามารถในการเป็นคนตลกของคุณประยุทธ์นั้นมีหลายความหมายมาก ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด เพราะคำว่า “ตลก” ในภาษาไทยก็มีหลายความหมายมากเหมือนกัน

ทำไมตลกของคุณประยุทธ์จึงมีหลายความหมายเช่นนั้น พอมีทางอธิบายให้เป็นเรื่องเดียวกันหรือความหมายเดียวกันได้หรือไม่ ผมคิดว่าพอทำได้นะครับ และผมจะลองพยายามทำดูในที่นี้

นักปราชญ์กรีกคนหนึ่งพูดเป็นทำนองว่า ตลกคือช่องว่างของระเบียบ กว่าผมจะเข้าใจความหมายของมันก็เล่นเอาแก่ไปเลย

ตัวอย่างหนึ่งที่มักจะยกขึ้นอธิบายคำกล่าวนี้ก็คือ คนเดินเหยียบเปลือกกล้วยล้มก้นจ้ำเบ้า (ผมไม่พบคำนี้ในพจนานุกรมฉบับมติชน แต่ความหมายตามความเข้าใจของผมคือล้มหงายหลังก้นกระแทกพื้น) ก่อให้เกิดความขบขันแก่ผู้พบเห็น

อะไรคือ “ช่องว่าง” ของระเบียบที่เกิดขึ้น คิดง่ายสุดก็คือคนเดินด้วยขา จะหยุดพักก็หยุดอยู่บนขาหรือนั่งลง นี่คือ “ระเบียบ” ที่เราเคยชิน การลื่นไถลลงก้นกระแทกพื้น ไม่อยู่ใน “ระเบียบ” ดังกล่าว เป็นช่องว่างของระเบียบที่ไม่มีใครคาดคิด จึงน่าขบขัน แต่ถ้าเข้าใจ “ระเบียบ” เพียงเท่านี้ ตลกคือสิ่งที่ไม่คาดคิดเท่านั้น ที่จริงแล้ว “ระเบียบ” มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก

ลองคิดอย่างนี้นะครับ หากเด็กวิ่งเล่นแล้วเหยียบเปลือกกล้วยล้มก้นกระแทก ก็ตลกเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ที่เป็นชาวบ้านทั่วไป ถึงจะขำมากขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่ขำเท่ากับที่เกิดกับคนมีตำแหน่งสูงๆ ในสังคม อาจอยู่ในชุดสูตรครบชุด หรืออยู่ในชุดปรกติขาวของราชการ นั่นกลับจะขำกันทั่วไปทั้งสังคม คงมีคลิปให้ดูในสื่อโซเชียลไปหลายวัน

แต่ตรงกันข้าม หากเป็นคนแก่งกเงิ่น ผู้หญิงท้อง ผู้หญิงอุ้มลูกเล็ก ล้มก้นจ้ำเบ้าต่อหน้า ไม่มีใครขำอีกแล้ว กลับกุลีกุจอไปช่วยพยุงด้วยความห่วงใยว่าเจ็บตรงไหน จะไปโรงพยาบาลหรือไม่

ถ้าตลกคือช่องว่างของ “ระเบียบ” ระเบียบดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามกฎธรรมชาติ (เช่น คนเคลื่อนที่บนขา) แต่เป็นระเบียบทางสังคมซึ่งถูกกำหนดขึ้นด้วยวัฒนธรรม ทำให้แต่ละสังคมมองเรื่องอะไรว่าตลกหรือไม่ต่างกัน หรือแม้ในสังคมเดียวกัน แต่ละยุคสมัยก็มองตลกไม่เหมือนกัน เพราะวัฒนธรรมเปลี่ยนไปแล้ว

ตลกเล่นคำเล่นสำนวน ซึ่งคนไทยถนัด ก็เป็นช่องว่างของระเบียบอย่างเห็นได้ชัด เพราะภาษาเป็นระเบียบอันใหญ่ซึ่งทุกคนต้องถูกบังคับให้อยู่ในอำนาจของมัน ไม่อย่างนั้นก็สื่อสารกับใครไม่ได้ ระเบียบที่ใครๆ ก็ต้องใช้เช่นนั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่มีช่องว่างแยะ และสามารถเอามาทำตลกได้ต่างๆ นานา

ฉะนั้น เมื่อพูดถึงตลกเมื่อไร ก็มักส่อนัยยะถึง “ระเบียบ” อันใดอันหนึ่งเสมอ

และด้วยเหตุดังนั้น เท่าที่ผมเข้าใจ ตลกจึงจัดการกับ “ระเบียบ” ได้สองวิธี หนึ่งคือตกจาก “ระเบียบ” อันเป็นที่ยอมรับไป เช่นลื่นหกล้มก้นกระแทก หรือจำอวดตีหัวหน้าม่าน ซึ่งอาจตั้งใจ “ตก” จากระเบียบตั้งแต่เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงภาษาพูด อีกวิธีหนึ่งคือ การเอาระเบียบซึ่งเป็นที่ยอมรับกันนั่นแหละมาพลิกกลับให้เห็นช่องว่างอันใหญ่ ซึ่งตรงตามความเป็นจริงของชีวิตกว่า หรือตรงตามบางส่วนของความปรารถนาในใจคน (เราปรารถนาและใฝ่ฝันสิ่งที่ตรงข้ามกันเสมอ แต่หลายครั้งมักไม่แสดงความใฝ่ฝันที่ไม่ตรงกับ “ระเบียบ” ตามความคาดหวังของคนอื่น)

ในทางปฏิบัติ ตลกในการแสดงต่างๆ ในปัจจุบัน มักผสมปนเปการจัดการกับ “ระเบียบ” ทั้งสองวิธี เช่น ชาร์ลี แชปลิน แต่งกายและมีบุคลิกภาพที่ “ตก” ระเบียบอย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกัน เขามักเสี่ยงภัยช่วยเหลือผู้อ่อนแอ, ผดุงความยุติธรรม และเป็นตัวแทนของคนเล็กๆ ที่น่าเยาะหยัน ซึ่งต่อสู้กับ “ระเบียบ” ที่ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่คนเหล่านี้

ตลกไทยเช่น “ก่อนบ่ายคลายเครียด” ก็เล่นกับช่องว่างของ “ระเบียบ” ไปพร้อมกันกับการ “ตก” ระเบียบ แต่ระเบียบในเมืองไทยได้รับการคุ้มกันจากรัฐอย่างหนาแน่นเสียจนตลกไทยไม่ค่อยกล้าล้อเล่นกับ “ระเบียบ” ไปได้ไกลนัก

ทั้งหมดนี้นำผมมาสู่เรื่องของตัวตลกในหนังชวาตัวหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันดีและเป็นเรื่องที่นักวิชาการศึกษากันมามาก (จึงทำให้ผมสามารถพูดถึงได้ เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหนังชวา) ผมขอเล่าเรื่องของตลกตัวนี้เพื่อทำให้ประเด็นที่ผมพูดข้างต้นนั้นกระจ่างขึ้น

ตัวตลกดังกล่าวนั้นชื่อเสอะมาร์ (Semar) เป็นที่รู้จักคุ้นเคยของชาวชวาเหมือนกับ “อ้ายเท่ง” ในหนังตะลุงไทย และก็เป็นตัวตลกตามพระตามนางเหมือนกัน แต่เสอะมาร์ถูกเสนอในหนังเหมือนเป็นคน “โง่” คือไม่เข้าใจ “ระเบียบ” อันเป็นที่รู้จักคุ้นเคยและยอมรับของคนทั่วไปสักที ดังเช่นพระอรชุนในมหาภารตยุทธซึ่งพร้อมจะผดุงความเป็นธรรมอย่างไม่มีข้อแม้ในทุกกรณี แม้ต้องเสี่ยงชีวิตหรือสูญเสียอย่างไรก็ตาม แต่เสอะมาร์ซึ่งเป็นตัวตลกตามพระกลับท้วง, ถาม, หรือแทรก ให้ผู้ชมคิดถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าการผดุงความเป็นธรรม เช่น ระหว่างการทำสงครามกับการนอนกกเมียอยู่บ้าน นอนกกเมียไม่มีใครต้องตายสักคน

ดังที่กล่าวแล้วว่า “ระเบียบ” คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น โดยพระเจ้าหรือมนุษย์ก็ตาม เพื่อประโยชน์โดยรวมของมนุษยชาติ “ระเบียบ” จึงไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ “ระเบียบ” เป็นสิ่งที่ตลกเมื่อมองจากความเป็นคน หรือกลับกัน ความเป็นคนก็เป็นเรื่องตลก เมื่อมองจาก “ระเบียบ”

ตลกของเสอะมาร์เตือนผู้ชมให้คิดถึงอีกด้านหนึ่งของอุดมคติเสมอ


 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 - 17 ตุลาคม 2562
4


เจตนา: ตัวชี้วัดจริยธรรมที่ใช้ไม่ได้จริง

เจษฎา บัวบาล

เจตนาเป็นมาตรวัดสำคัญในการตัดสินคนในสังคมที่เชิดชูคุณธรรม ทั้งที่เจตนาเป็นนามธรรมที่พิสูจน์ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการกล่าวอ้างและตีความ ศาสนาพุทธเป็นหนึ่งในแหล่งที่มาของการอ้างอิงเจตนา สิ่งนี้นำไปสู่การตราหน้าฝ่ายตรงข้ามว่าเจตนาร้าย และปกป้องฝ่ายเดียวกันว่าเจตนาดี จนทำให้สังคมไทยละเลยที่จะพัฒนาเครื่องมือชี้วัดที่เป็นรูปธรรมอย่างอื่นขึ้นมา เช่น กฏหมายเรื่องสิทธิ เป็นต้น

เจตนา: คำที่เอาไว้ด่าฝ่ายตรงกันข้าม
นักวิชาการด้านสันติศึกษาและสอนวิปัสสนาท่านหนึ่งกล่าวว่า “พวกนักวิชาการ ที่คิดแต่จะหาข้อด้อยของคนอื่นเพื่อเอามาเขียนงาน วิพากษ์ประเทศชาติหรือศาสนาโดยไม่เคารพ คนพวกนี้มีเจตนาร้าย พวกเขาไม่มีทางมีความสุขหรือสันติในใจได้หรอก” หรือการวิจารณ์คนฆ่าตัวตายว่า “เพราะถูกโทสะและโมหะครอบงำ เจตนาร้ายที่จะจบชีวิตตัวเองย่อมพาเขาไปนรก” จะเห็นว่า การอ้างเจตนาเพื่อตัดสินว่าคนอื่นผิด เป็นเรื่องที่พบจนเป็นปกติของสังคมไทย

“ดูก่อนภิกษุ เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม” เป็นคำสุดคลาสสิกที่ชาวพุทธชอบยกมาใช้ โดยที่ประโยคนี้สื่อนัยถึงคุณธรรมแบบปัจเจก เช่น เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข เราก็มีจิตอนุโมทนา เจตนาที่ดีนี้ก่อให้เกิดกรรมดีที่เป็นกุศล ทำให้ผู้นั้นบ่มเพาะเมตตา ไม่อิจฉาริษยา นี่เป็นคุณธรรมด้านในที่ศาสนาสอน

แต่โลกของความเป็นจริงมีความซับซ้อนมากกว่านั้น ถ้าแดงโกหกแม่ว่าผลตรวจสุขภาพระบุว่า แม่สุขภาพดี ทั้งที่ความจริงคือ แม่จะตายในอีก 3 เดือน เจตนาดีของแดงจะถูกตั้งคำถามว่าขัดกับคุณธรรมหรือไม่ ? นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องทั่วไป ที่คนสามารถตีความว่าดีหรือไม่ดีก็ได้

เช่น นศ.ที่วาดรูปพระพุทธเจ้าอุลตร้าแมน ขณะที่เธอยืนยันว่า เจตนาเธอคือการมองพระพุทธเจ้าว่าเป็นวีรบุรุษผู้มาช่วยโลก เธอเคารพพระพุทธเจ้าในจินตนาการแบบนี้ ซึ่งเป็นเจตนาที่ดี อีกฝ่ายก็มองว่า เธอเจตนาร้าย ตั้งใจจะลบหลู่และทำลายศาสนาพุทธ ประเด็นคือ เราไม่สามารถทราบได้ว่า เจตนาแบบไหนจริงหรือปลอม การจะอ้างว่า “กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา” ก็ใช้พิสูจน์ไม่ได้จริงเพราะนั่นเป็นนามธรรม ที่ขึ้นอยู่กับการตีความ

ในวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ไม่เพียงแต่ระบบยุติธรรมทำงานล่าช้าหรือปล่อยให้เกิดการทำร้ายร่างกาย/จิตใจผู้ต้องหาแล้ว การตัดสินของคนยังถูกมายาคติเรื่องเจตนาและบุญบารมีเป็นตัวหนุนด้วย หาก ก. แชร์ข้อความที่เป็นการให้ข้อมูล ถ้าเขาเคยร่วมชุมนุมประท้วงเป็นต้น ก็จะถูกตัดสินว่า เขามีเจตนาร้าย ในขณะที่คนอื่นๆ ซึ่งแชร์ข้อความเดียวกัน แต่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม เขาก็ถูกตัดสินว่ามีเจตนาดีหรือกลางๆ นั่นคือ เมื่อต้องเอาเจตนาเป็นเครื่องวัดความผิดของคนหนึ่ง ก็เท่ากับใช้เจตนาเป็นตัวปล่อยให้อีกคนไม่ต้องรับผิด

แม้พุทธจะเน้นเจตนา แต่ก็ไม่ให้ทำร้ายเหยื่อ
เจตนาเป็นนามธรรมที่พิสูจน์ให้สาธารณะยอมรับไม่ได้ ตัวอย่างนี้มีมาตั้งแต่พุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าตัดสินคดีความ ก็จะถามเจตนา เช่น เมื่อพระถูกผู้หญิงข่มขืน (อาบัติปาราชิกจะวัดกันที่มีเจตนา/ความยินดี ปาราชิกเป็นอาบัติหนัก ที่พระทำแล้วต้องขาดจากความเป็นพระ) ท่านจะถามว่า ดูก่อนภิกษุ เธอมีเจตนา/กำหนัดหรือไม่? หากพระตอบว่า “มี” ก็จะตัดสินว่า “เธอปาราชิกแล้ว” แต่หากตอบว่า “ไม่มี” ก็จะตัดสินว่า “เธอยังไม่ปาราชิก”

นั่นหมายความว่า เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าพระนั้นโกหกหรือไม่ (ใครจะเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้ใจคนก็ได้ แต่อย่างน้อย ท่านก็ไม่เคยตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เรารู้ว่าเธอโกหก จงสารภาพเสียใหม่เถิด”) ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า วิธีวัดความผิดที่อิงอยู่กับเจตนาเป็นเครื่องมือที่ด้อยประสิทธิภาพมาก

กล่าวได้เช่นกันว่า ปาราชิกจะเกิดก็ต่อเมื่อคนนั้นยอมรับว่าตนทำผิด ตราบใดที่เขายังยืนยันเจตนาว่าบริสุทธิ์ (หรือไม่มีเจตนา) ก็ปรับอาบัติปาราชิกกับเขาไม่ได้ แม้จะมีกล้องวงจรปิดจับได้ว่า เขาเด้งสะเอวรับการกระแทกของอีกฝ่าย หรือส่งเสียงครวญครางอย่างมีความสุข เพราะเขาสามารถอ้างได้ว่า ขณะนั้นเขาไม่มีสติ เหมือนถูกผีเข้าสิง หลักเจตนาไม่สามารถเอาผิดเขาได้เลย เพราะไม่มีเครื่องมือที่เป็นรูปธรรม

เราอาจเชื่อว่า ท่านโกหกผู้อื่นได้ แต่เจตนาที่ท่านมีจะทำให้ท่านปาราชิกไปอย่างอัตโนมัติแล้ว ซึ่งไม่จริง เพราะการเป็นพระ เป็นเพียงสมมติที่คณะสงฆ์รับรอง ไม่ใช่ดวงวิญญาณพระจะบินมาเข้าสิงเมื่อสวดญัตติ และจะบินออกไปเมื่อคนทำปาราชิกหรือสึก เมื่อสงฆ์ไม่สามารถเอาผิดเขาได้ เพราะเขายืนยันเจตนาว่าบริสุทธิ์ สงฆ์ก็ไม่สามารถทำให้เขาพ้นจากความเป็นพระ (ที่สมมติกัน) ได้ ป.ล. มีคำพูดติดสนุกแต่ซีเรียส์ในวงการพระว่า “หากไม่อยากปาราชิก ก็แค่อย่ายอมรับ”

เพราะความที่เจตนาเป็นสิ่งพิสูจน์ยาก การวินิจฉัยเช่นในคัมภีร์ สมันตปาสาทิกา จึงมีกรณีตัวอย่างเยอะมาก แต่ทั้งนี้ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ แม้พระรูปนั้นจะมีแววว่าปาราชิก ก็อย่าเพิ่งตัดสินให้ท่านปาราชิก แนะนำให้ท่านไปหาเสนาสนะที่สงัดและปฏิบัติธรรม เพราะการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นของยาก จึงไม่ควรตัดโอกาสในการเติบโตทางธรรมของคน (เพราะหากตัดสินว่าปาราชิก พระจะเชื่อกันว่าปฏิบัติธรรมให้บรรลุไม่ได้แล้ว) ถ้าท่านปฏิบัติก้าวหน้าก็ดีไป แต่หากปฏิบัติไม่ได้ผล ก็เท่ากับท่านปาราชิกแล้ว (วินัยปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม 1 ภาค 1 หน้า หน้า 763)

การวินิจฉัยเช่นนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับจำเลยอย่างมาก ตรงที่ยอมรับว่า ผู้ตัดสินไม่สามารถทราบเจตนาของเขา จึงต้องปล่อยให้เขาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่า ปาราชิกไม่มีผลกับการปฏิบัติธรรม (ตามทฤษฎี ความเป็นพระมีได้เพราะสมมติ ไม่ใช่วิญญาณพระมาเข้าสิง) แน่นอนว่า หากคนกลัวจนกลายเป็นปมในใจ ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติจริง แต่การที่พระวินัยธรไม่เร่งตัดสินว่าปาราชิก อาจเป็นการเปิดโอกาสให้เขาในแบบที่ผมว่าก็ได้

โลกยุคใหม่ควรมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เลียนแบบศาสนา
เหตุที่ศาสนาพุทธเน้นเรื่องเจตนาเช่นนั้น อาจเพราะ 1) ศาสนาพุทธเองเก่าแก่มาก ในยุคนั้นจึงไม่มีเครื่องมือที่ดีกว่านี้ 2) เพราะศาสนาหรือคุณธรรมเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ที่ถือว่าใครทำกรรมเช่นไรก็รับกรรมเช่นนั้นเอา คนอื่นไม่ได้มีหน้าที่มาจับผิดหรือเอาใครไปลงโทษ (นี่คือความต่างระหว่างทางโลกและทางธรรม) แน่นอนว่า คณะสงฆ์เองจำต้องมีกฏในการอยู่ร่วมกันเพื่อรักษาอัตลักษณ์ คำสอนจึงมุ่งไปที่การหนุนการปฏิบัติของกันและกัน จะใส่ใจเรื่องกฏหมาย เศรษฐกิจ หรือการเมืองน้อยมาก (ส่วนใหญ่ก็มาจากการตีความของคนรุ่นหลัง) แต่ข้อดีของพุทธอย่างหนึ่งคือ ในเมื่อพิสูจน์ให้ชัดไม่ได้ก็ไม่ลงโทษเหยื่อ ซึ่งต่างกับสังคมไทยปัจจุบัน ที่ใช้หลักพุทธในการอ้างเจตนามาจัดการคนคิดต่าง

กรณีเรื่องพระพุทธรูปอุลตร้าแมน เรากลับมาเถียงกันว่า ผู้วาดมีเจตนาดีหรือเจตนาร้าย จนนำไปสู่การด่าทอ เชื่อมโยงว่าเป็นพวกต่างศาสนาตั้งใจมาทำลายพุทธเป็นต้น และแน่นอนว่า หากเรื่องนี้ได้รับการพิจารณาในศาล เจตนาก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ถูกพิจารณา

ทั้งที่เราควรหันมาตกลงในสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนกันดีกว่าว่า “มนุษย์ควรมีสิทธิที่จะแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อหรือไม่?” ศาสนาควรถูกรัฐคุ้มครอง ด้วยการกำหนดให้มีการตีความแบบเดียว และลงโทษคนที่คิดต่างไปจากสิ่งที่สถาบันสงฆ์ของรัฐนั้นรับรองหรือไม่? เช่น การที่นักวิชาการตะวันตกเสนอว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตรไม่ได้เป็นเทศนากัณฑ์แรก” “บาลีเป็นภาษาที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อสร้างความเป็นเถรวาท ไม่ใช่ภาษาที่พระพุทธเจ้าพูด” เขาควรถูกจับตัวหรือถูกห้ามเข้าประเทศไทยหรือไม่?

สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอ้างเจตนา เพราะเจตนาเป็นนามธรรม และหากจะยึดนามธรรมเช่นนี้ เผด็จการก็สามารถตีความเจตนาเพื่อลงโทษฝ่ายที่ตนไม่เห็นด้วยจนได้ แต่ควรตกลงกันว่า เขามีสิทธิวาดภาพที่เราไม่เคยเห็นไหม? ถ้าสิ่งนั้นกระทบต่อความรู้สึกเรา (แต่ไม่กระทบความรู้สึกอีกหลายคน) เขาต้องรับโทษไหม? หรือกรณีที่นายดำไม่พอใจทุกวัดที่มีพระพุทธรูป (เพราะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นภายหลังโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตพระพุทธเจ้า) นายดำ (ในฐานะที่อ้างว่าเป็นพุทธแท้) มีสิทธิฟ้องร้องทุกวัดไหม?

การมาตกลงเรื่องกฏหมายเสรีภาพว่ามีขอบเขตแค่ไหน เช่นเดียวกับ Free Speech ที่เราสามารถวิจารณ์ผู้อื่นได้แค่ไหน ศึกษาประวัติศาสตร์แล้วเขียนงานออกมาได้แค่ไหนจึงจะเรียกว่าละเมิดจนต้องถูกลงโทษ ต่อให้สังคมไทยยังมีปัญหาเรื่องเสรีภาพหรือเพดานของ Free Speech เป็นต้น แต่การหันมาถกเรื่องพวกนี้อย่างเป็นรูปธรรม และเขียนออกมาเป็นกฏหมายให้ชัด ดีกว่าการส่งเสริมให้ใช้ “เจตนา” ในการด่าคนและเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องคดีความ เพราะแม้จะไม่ได้เพดานเสรีภาพที่สูงเสียทีเดียว แต่ก็พัฒนาไปตามยุคได้ และจะไม่มีคนตกเป็นเหยื่ออย่างไม่เป็นธรรม

5
     คิงส์เกต' บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย เจ้าของเหมืองชาตรี ใน จ.พิจิตร ซึ่ง คสช. อ้าง ม. 44 สั่งปิดไปเมื่อปี 60 เผยว่าบริษัทประกันยอมจ่ายชดเชย 82 ล้านดอลลาร์ เหตุ 'เสี่ยงภัยทางการเมือง' พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกรณี 'คิงส์เกต' ฟ้องรัฐบาลไทยละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีด้วย
บริษัทซูริก อินชัวรันซ์ ออสเตรเลีย และธุรกิจประกันที่เกี่ยวข้อง ยอมรับข้อตกลงการเจรจาไกล่เกลี่ยร่วมกับบริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด และจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่คิงส์เกต รวม 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,542 ล้านบาท) โดยจะแบ่งจ่ายเงิน 55 ล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 15 เม.ย.2562 หลังจากกลุ่มบริษัทประกันยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับ บ.คิงส์เกต เป็นความเสี่ยงทางการเมือง

เว็บไซต์ Insurance Business Magazine สื่อของออสเตรเลีย รายงานเพิ่มเติมว่า การเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ยุติลงด้วยดีก่อนถึงกำหนดที่ศาลสูงออสเตรเลียจะมีคำตัดสินต่อกรณีดังกล่าวในเดือน มิ.ย. และบริษัทประกันจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายราว 3.9 ล้านดอลลาร์ ที่คิงส์เกตต้องใช้ในกระบวนการยื่นฟ้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ให้ดำเนินการกับรัฐบาลไทย ฐานละเมิดข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีรัฐบาลทหารไทยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 72/2559 ปิดเหมืองแร่ทั่วประเทศ ทำให้เหมืองทองคำชาตรี ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และเป็นกิจการของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งคิงส์เกตเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้รับผลกระทบต้องปิดทำการไปด้วย นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560

คิงส์เกตระบุว่า คำสั่งระงับกิจการเหมืองแร่ของรัฐบาลไทย เกิดขึ้นก่อนจะสิ้นสุดวาระสัมปทานเหมืองทองคำชาตรีในปี 2563 และ 2571 ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้หุ้นของคิงส์เกตในตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงทันที และการกระทำของรัฐบาลทหารไทยเป็นการละเมิดข้อตกลง TAFTA ที่กำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่าทางการไทยและออสเตรเลียต้องให้การคุ้มครองนักลงทุนต่างประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยออกคำสั่งปิดเหมืองทองคำชาตรีก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง โดยระบุว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในละแวกใกล้เคียง แต่การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสุขและสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐบาลไทยต่อกรณีเหมืองทองคำชาตรียังไม่ยุติ ทำให้คิงส์เกตระบุว่าสถานการณ์ที่บริษัทต้องเผชิญเป็น 'ความเสี่ยงทางการเมือง' ไม่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม    ม.44 อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
เว็บไซต์อินชัวรันส์ นิวส์ สื่อออสเตรเลีย รายงานว่า เหมืองทองคำชาตรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางเหนือประมาณ 280 กิโลเมตร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 และผลิตทองคำได้ปีละกว่า 1.8 ล้านออนซ์ และเงินอีกประมาณ 10 ล้านออนซ์ ก่อนที่รัฐบาลทหารไทยจะออกคำสั่งปิดเหมืองทั่วประเทศในเดือน ธ.ค. 2559 ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก จึงยื่นเรื่องเบิกค่าชดเชยทีไ่ด้รับจากความเสี่ยงทางการเมืองจากบริษัทประกันต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,200 ล้านบาท) แต่บริษัทประกันปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน ตัวแทนฝ่ายกฎหมายของคิงส์เกตจึงนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลในรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย

กระบวนการพิจารณาคดียืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี แต่ก่อนจะถึงกำหนดนัดหมายพิพากษาในเดือน มิ.ย.2562 คิงส์เกตกับกลุ่มบริษัทประกันสามารถยอมรับข้อตกลงในการเจรจาไกล่เกลี่ยร่วมกันได้ แต่กรณีของคิงส์เกตกับรัฐบาลไทย 'ยังไม่สิ้นสุด'

ก่อนหน้านี้ในเดือน ส.ค. 2559 นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการฝ่ายประสานงานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ระบุว่า การสั่งระงับดำเนินกิจการเหมืองทองคำชาตรี กิจการของบริษัทอัคราฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงที่ดีพอ และระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นเพียงข้ออ้างจากคนบางกลุ่ม ที่มีความขัดแย้งเรื่องปัญหาที่ดินกับเหมืองทองคำ โดยเขากล่าวหาว่า มีคนบางกลุ่มพยายามเสนอขายที่ดินให้บริษัทในราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน แต่บริษัทไม่สามารถรับซื้อไว้ได้ จึงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองทองคำ

หลังจากตัวแทนของคิงส์เกตเจรจาไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลไทยหลายรอบเมื่อปี 2560 แต่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ภายในกรอบเวลา 3 เดือนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (ISDS) คิงส์เกตตัดสินใจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

ขณะที่นักกฎหมายไทยบางส่วนเตือนว่า การใช้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ปิดเหมืองแร่ทั่วประเทศ รวมถึงเหมืองทองคำชาตรี เป็นการใช้ 'กฎหมายพิเศษ' ซึ่งไม่มีในประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นคู่สัญญาในข้อตกลง TAFTA หากประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ไทยมีโอกาสเสียเปรียบและอาจแพ้คดีได้ ใกล้เคียงกับกรณี 'ค่าโง่ทางด่วน' เพราะเป็นการสั่งปิดทั้งที่สัญญาสัมปทานยังไม่หมด และเอกชนได้ลงทุนไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนสูญเสียความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจในประเทศไทย  ลำดับเหตุการณ์ กรณีพิพาท 'คิงส์เกต-รัฐบาลไทย'
2544 : บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด ได้รับใบอนุญาตประทานบัตร เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำใน จ.พิจิตร พื้นที่รวม 3,900 ไร่ ครอบคลุม 3 จังหวัด พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ (ใบประทานบัตรเหมือง 'ชาตรีเหนือ' หมดอายุปี 2571 ส่วนเหมืองชาตรีใต้ ประทานบัตรหมดอายุปี 2563 )

2551 : บ.อัคราฯ ขอขยายพื้นที่ แต่ไม่ผ่านรายงานผลกระทบวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม (EIA)

2553 : บ.อัคราฯ สร้างบ่อเก็บกักแร่แห่งที่ 2 ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต และผิดวัตถุประสงค์การขออนุญาตในการใช้พื้นที่ สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทำให้ชาวบ้านรวมตัวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ระงับใบประทานบัตรของเหมืองชาตรี

2557 : ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษา 6 ข้อ หนึ่งในนั้นคือให้ บ.อัครา ระงับการประกอบโลหกรรมในพื้นที่ และห้ามออกใบอนุญาตขยายโรงงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบชั่วคราว

2559 : เครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาล คสช. นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อแก้ไขปัญหา จากนั้น คสช.ใช้มาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหมืองแร่ทองคํา ระงับประกอบกิจการ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

2560 : เดือน ส.ค. คิงส์เกตออกแถลงการณ์ระบุว่าตัวแทนของบริษัทเข้าพบกับตัวแทนของรัฐบาลไทย เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งระงับกิจการเหมืองทองคำชาตรี และรัฐบาลไทยยืนยันจะไม่จ่ายค่าชดเชย แต่จะพิจารณาผลประโยชน์หรือข้อผ่อนผันอื่นๆ ให้แก่กิจการของบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยแทน ทำให้บริษัทยื่นฟ้องรัฐบาลไทยในกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในเดือน พ.ย.

2562 : บริษัทประกันภัยยอมจ่ายเงินค่าชดเชยความเสี่ยงทางการเมืองรวม 82 ล้านดอลลาร์แก่คิงส์เกต         https://voicetv.co.th/read/_fqnCv0sq               
6
                                 เมื่อเกิดสัญญา การให้สัมปทาน ในระหว่างรัฐ กับ เอกชน (ยกตัวย่างเช่น กระทรวงอุตสาหกรรมของ ประเทศไทย กับ บริษัท อัครารีซอสท์เซสท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อทำเหมืองทองคำบริสุทธิ์ {อัคราไมน์นิ่งส์ ที่จังหวัดพิจิตร ประเทศไทย ทรัพย์สินของบริษัทแม่: คิงส์เกตุ ในประเทศออสเตรเลีย นั่น คือ สิทธิต่างๆ ในการจัดการ ดำเนินการ และ หาประโยชน์ รวมทั้ง ให้ผลตอบแทน ใน ค่าสัมปทาน เป็น ค่าภาคหลวง แก่ รัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายของ ประเทศไทย}

เมื่อ เกิดการตีความสัญญา การให้สัมปทาน ฉบับดังกล่าว จะต้องถือว่า สัญญาสัมปทานฉบับ ดังกล่าว ตามความหมาย ในทางกฎหมาย ไม่ว่าในประเทศใดๆ ที่เจริญแล้ว (Civilized Nations) เป็น สัญญาที่ให้ประโยชน์ ต่างตอบแทนกัน ที่แจ้งชัด {Express or Explicit Context} อยู่ในตัว


จะไม่มีโอกาสใช้ **หลักการตีความ โดยปริยาย** นำ เข้ามา ใช้ ได้ เมื่อเกิดปัญหาจาก สัญญาสัมปทาน นี้ ทั้งนี้เพราะ ในระหว่าง การยกร่างสัญญาสัมปทาน ฉบับนี้ จะ ต้อง มี การส่งร่างสัญญาสัมปทาน ให้ คู่สัญญาในสัมปทาน ได้ ตรวจดู หลายเที่ยว

จนกว่า จะ ตกลงกัน ได้ และ ลงนามกัน ทั้งสองฝ่าย ในสัญญาสัมปทาน ฉบับ ดังกล่าว (โดยปราศจาก ข้อสงสัย หรือ ข้อกังขา แล้ว) กรณีทั้งหลายของ สัญญาฉบับดังกล่าว ต้องถือ ได้ ในเบื้องต้นว่า มี ความชัดแจ้ง แดงแจ๋ อยู่ในตัว ในเรื่องสิทธิ และ หน้าที่ ในระหว่าง คู่สัญญาสัมปทาน ตาม สัญญาสัมปทานนี้ {นี่คือ หลักการ การเข้าทำสัญญาในระหว่างกันของ คู่สัญญาโดยทั่วไป}

พี่น้องประชาชนชาวไทย และ ผู้ ที่จะได้รับ ความเดือดร้อน จากสัญญาการให้สัมปทานฉบับนี้ เป็น ส่วนตัว ต้อง ทำใจ เมื่อต้องชดใช้หนี้ ที่เกิดจากการละเมิดสัญญาสัมปทานฉบับนี้ เป็น การส่วนตัว มิใช่ ในฐานะ ที่เป็นรัฐ หรือ เป็น ตัวแทนของรัฐ {Non – State Actors under Color of Laws} ในผลของ การละเมิด คือ **การเวณคืนทรัพย์สินของ ภาคเอกชน** ไม่ว่า จะเป็นเอกชน ในรัฐ หรือ ชาวต่างประเทศ ก็ตาม

หลักการการตีความเช่นนี้ ดำรง ตนอยู่ บนโลกของ การให้เหตุผล ทางกฎหมาย {Reasonableness under the Construction of Laws} ,มาร่วมสองร้อยปี และ ศาล Supreme Court หรือ ศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา

ได้วาง หลักเกณฑ์ในการตีความ ในบทกฎหมายเช่นนี้ จนเป็น ที่ยอมรับกัน ในหมู่นักกฎหมายทั่วโลก {International Jurists} เหตุผลของ การใช้อำนาจ ที่กำกับ ในการตีความ ตามหลักการ นี้ สามารถ นำ มาใช้ เป็น ความเห็น ในทางกฎหมาย ที่จะชี้ หรือ ตัดสิน เป็น เด็ดขาดว่า การนำกฎหมาย ที่มีคุณลักษณะ เช่นเดียว กับ ที่ปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา 44 ต้อง ตก เป็น “โมฆะ” โดยสิ้นเชิง

ข้อที่ ๑. หากนักกฎหมาย ท่านใด ที่ได้มีโอกาศเข้าไป ศึกษา เล่าเรียน ในโรงเรียนกฎหมายของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อเสียง ที่อยู่ในภาคตะวันออกของ สหรัฐอเมริกา ไม่ว่า จะเป็น โรงเรียนกฎหมาย ในส่วนมหาวิทยาลัย ที่เป็น Ivy League (“อ่านว่า ไอวี่ ลีค” ทั้งแปดมหาวิทยาลัยเอกชน) หรือ ที่อยู่นอก Ivy League ก็ตาม


ข้อที่ ๒. หลักการทางกฎหมาย ที่นักกฎหมายเหล่านี้ พึง ต้องจดจำ ใส่ใจ โดยเสมอมา คือ หลักการทางกฎหมาย ที่เกี่ยวกับ การตีความกฎหมายของ “ฯพณฯ Roger B. Taney อ่านว่า โรเจอร์ บี. แทนนี่” ประธานศาล Supreme Court (อ่านว่า ซูบรีม คอดร์) หรือ ศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา คนที่ ๕ (ห้า) ที่ลือลั่น ที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดี Andrew Jackson (อ่านว่า แอนดรูวว์ แจ็คสัน)


ข้อที่ ๓. ที่สืบทอดอุดมการทางกฎหมาย ต่อจาก John Marshall “ฯพณฯ จอนห์ มาร์แชลร์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนที่สี่ของ สหรัฐอเมริกา ฯพณฯ Roger B. Taney ได้ให้ ความเห็น เป็น ปรัชญาทางกฎหมาย และ ในขณะเดียวกัน เป็น หลักการ ในการตีความกฎหมาย ในคดีต่างๆ {The Doctrine of Construction of Laws)

ข้อที่ ๔. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีที่มีชื่อว่า “The Charles River Bridge, 36 U.S. 420” ที่มาสู่การพิจารณา และ วินิจฉัยชี้ขาด โดย ศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา หรือ The Supreme Court ผู้เขียน จึง ขอคัดลอก ในตอนสำคัญ มา แสดง ในที่นี้ว่า:


ข้อที่ ๕. “The Court are fully sensible, that it is their duty in exercising the high powers conferred on them by the constitution of the United States, to deal with these great and extensive interets, (chartered property,) with the utmost caution; guarding, as far as they have power to do so, the rights of property, at the same time carefully abstaining from any encroachment on the rights reserved to the states.”


ข้อที่ ๖. ถอดความออกมาเป็นภาษาไทย ได้ความว่า “ศาลนี้ จะต้องใช้ความระแวดระวัง อย่างเต็มที่, เมื่อศาลนี้ ต้อง ทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบ มาจาก บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญของ สหรัฐฯ ที่บังคับอยู่ เหนือ ศาล, ที่ต้องเข้าไป ใช้อำนาจในการตีความ ที่เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ ที่สำคัญ และ เกี่ยวข้อง กับ คนหมู่มาก, (ทรัพย์สิน ที่ได้รับการตรา หรือ รับรองไว้ โดยสัญญา และข้อกฎหมาย,)”


ข้อที่ ๗. “ศาล จะ ต้องใช้ ความระแวด ระวัง อย่างถึง ที่สุด; ข้อพึงสังวรณ์, ตราบเท่าที่มี และ ใช้อำนาจ ที่ทำได้, ในเรื่องที่เกี่ยวกับ ทรัพย์สินนั้น, ในขณะเดียวกัน จะ ต้องใช้ อำนาจ ที่วางเฉย โดยการงดเว้น ที่จะ ไม่ ก้าวล่วง เข้าไป เกี่ยวข้อง(ตีความในทางใดๆ ให้ กระทบ ต่อ) กับ อำนาจใดๆ ที่ได้สงวนไว้ เป็น ของ มลรัฐ (รัฐ).”...................(มีต่อ)   cr ชุมชนแห่งเสรีภาพ (the Land of Liberty   
7

FILE - People walk past an electronic stock board showing Japan's Nikkei 225 index at a securities firm in Tokyo, Nov. 7, 2018.

ตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่น ร่วงหนักในการซื้อขายเมื่อวันอังคาร ตามหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ดิ่งหนักก่อนวันคริสต์มาส พร้อมปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯหลายประเด็น

ดัชนี Nikkei ลดลงร้อยละ 5 ที่ 19,155 จุด นับเป็นการปิดตลาดต่ำกว่า 20,000 จุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปีก่อน ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ปิดร่วงร้อยล 1 ในวันอังคารเช่นกัน ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกง, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, ยุโรป และสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวันคริสต์มาส

ตลาดหุ้นจีนและญี่ปุ่นได้รับแรงสั่นสะเทือนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงหนักสุดในเดือนธันวาคม นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931 ผลจากการเทขายหลังทวีตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ออกมาโจมตีประธานระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด เจอโรม พาวเวลล์ การปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ บางส่วน

ตามมาด้วยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สตีเวน มนูชิน (Steven Mnuchin) ที่ต่อสายตรงถึงธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ 6 แห่งเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อสอบถามเรื่องสภาพคล่องของระบบธนาคาร

ล่าสุด ในวันอังคาร ประธานาธิบดีทรัมป์ ทวีตโจมตีประธานเฟดอีกครั้งว่าเป็นผู้ไม่มีความเข้าใจตลาดและทำลายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป แต่ได้ทิ้งท้ายว่านี่เป็นจังหวะลงทุนที่ดีมากสำหรับการเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้
8

สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU แห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า ประชากรโลก 3,900 ล้านคนทั่วโลกจะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของโลกอินเตอร์เน็ต


รายงานล่าสุดของ ITU ระบุว่า ประชากรร้อยละ 80 ในประเทศพัฒนาแล้วสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ แต่การเติบโตสำคัญจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.7 ในปี พ.ศ. 2548 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45.3 ในปีนี้ ขณะที่อัตราการขยายตัวของการใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดคือในทวีปแอฟริกา และปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตน้อยที่สุดอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก


ทั้งนี้ ประเทศที่พึ่งพาเศรษฐกิจดิจิทัลจะได้รับประโยชน์อย่างมากในแง่การสร้างการแข่งขันและพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีผ่านการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ITU มองว่าต้นทุนการเข้าถึงเครือข่ายโทรคมนาคมที่สูงยังคงเป็นปัญหาสำคัญ[/size]
9

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ จะทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายโรงงานจากจีนไปเวียดนาม

ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ดำเนินมาเกือบหนึ่งปี หลายบริษัทผลิตสินค้าเพื่อการส่งกำลังหาลู่ทางหลีกเลี่ยงผลกระทบด้วยการย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่สามนอกเหนือจากจีนเเละคาดว่าเวียดนามจะเป็นประเทศที่ผู้ผลิตสินค้านานาชาติจะแห่เข้าไปตั้งฐานการผลิตกันจำนวนมากที่สุดในช่วงปีที่จะมาถึงนี้

หลายคนที่คุ้นเคยกับเวียดนามบอกว่าเวียดนามได้เปรียบเพราะจุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ค่าลงทุนต่ำ นโยบายสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลเเละไม่มีข้อขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ นอกจากนี้ เวียดนามก็มีความคืบหน้าเรื่องการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปเเละประเทศริมมหาสมุทรเเปซิฟิกอีก 10 ชาติ

Maxfield Brown ผู้เชี่ยวชาญคำปรึกษาทางธุรกิจที่บริษัท Dezan Shira & Associates ในเมืองโฮจิมินห์ กล่าวว่า เขาคิดว่าเวียดนามเป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างชัดเจนเพราะตั้งติดกับจีนและนอกจากนี้ยังติดต่อเชื่อมโยงไปยังตลาดที่เป็นเป้าหมายของผู้ผลิตสินค้าได้อย่างสะดวก

Brown กล่าวว่า สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีนำเข้าปีนี้จากสินค้านำเข้าที่ผลิตในจีน 250,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ บริษัทนานาชาติที่มีโรงงานในจีนแต่กำลังมองหาการขยายการผลิตในที่อื่นอยู่เเล้ว อาจจะย้ายการผลิตไปเวียดนามเร็วกว่าที่คาดกันไว้ก่อนหน้านี้เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น

จุดที่ตั้งของเวียดนามทำให้ง่ายต่อการขนส่งสินค้าทางทะเลไปทางตะวันออก เช่นเดียวกับการนำเข้าวัตถุดิบทางบกจากจีนแผ่นดินใหญ่ และบรรดาบริษัทนานาชาติต่างเร่งหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในเวียดนามตั้งเเต่สหรัฐฯประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนรอบใหญ่ในเดือนกันยายน

Fiachra MacCana หัวหน้าการวิจัยที่บริษัทหลักทรัพย์ Ho Chi Minh City Securities กล่าวว่า เวียดนามเป็นเพียงทางเลือกเดียวสำหรับผู้ผลิตสินค้าในจีนที่ต้องการขยายกำลังการผลิตนอกประเทศและศูนย์กลางการผลิตอื่นๆ ในเอเชียก็ตั้งอยู่ไกลออกไปจากจีน เสียค่าลงทุนสูงกว่าหรือไม่ก็ขาด supply chain สำหรับการผลิตและขายสินค้าอิเลคทรอนิคส์

Vietnam Investment Review เปิดเผยเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า บริษัท Foxconn ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายหลักในการประกอบโทรศัพท์มือถือ iPhones ที่มีโรงงานขนาดยักษ์ในจีนหลายแห่ง กำลังเจรจากับทางการท้องถิ่นในกรุงฮานอย Hanoi People's Committee เพื่อตั้งโรงงานประกอบโทรศัทพ์ iPhone ขึ้นที่นั่นเพื่อลดผลกระทบจากความขัดเเย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

บรรดาสื่อมวลชนต่างชาติได้รายงานว่าด้านบริษัทผู้ผลิตหูฟังไร้สาย GoerTek ของจีนก็วางแผนที่จะย้ายโรงงานจากจีนไปเวียดนามเพื่อหลีกเลี่ยงความข้ดแย้งทางการค้านี้

บรรดาผู้เชี่ยวชาญในเมืองโฮจิมินห์เชื่อว่าการเสาะหาที่ดินเเละการสั่งเครื่องมือโรงงาน ตลอดจนการขอใบอนุญาต เป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกจำนวนมากและบริษัทนานาชาติบางเเห่งอาจยังลังเลใจที่จะถอนตัวจากจีนเพราะขายสินค้าโดยตรงเเก่ผู้บริโภคจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก

บริษัทต่างๆ ที่ต้องการหลบหลีกภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ น่าจะเริ่มเข้าไปลงทุนในเวียดนามปลายปีหน้า หากได้รับใบอนุญาตเเละมีที่ตั้งของโรงงาน

เศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตเร็วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาทำให้เกิดการขยายตัวของโรงงานที่ต่างชาติลงทุน เงินลงทุนส่วนมากมาจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้เเละไต้หวัน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้คำนวณว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติโดยเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 2,500 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯระหว่างในปี ค.ศ. 2000-2005 ไปเป็น 8,400 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯระหว่างปี ค.ศ. 2008 ถึง 2014

Kevin Snowball ซีอีโอแห่งบริษัท PXP Vietnam Asset Management ในเมืองโฮจิมินห์กล่าวว่าในเเง่ของเศรษฐกิจมหภาคและจากมุมมองของการส่งออก เวียดนามกำลังบูมอยู่เเล้ว ไม่ว่าจะมีสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ หรือไม่ การประเมินว่าสงครามการค้านี้มีผลโดยตรงเเค่ไหนกับเวียดนาม คงต้องใช้เวลา
10

Jan Schulz-Hofen ผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟเเวร์การจัดการโครงการ Planio ที่ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งนำแนวคิดการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ไปใช้กับพนักงาน 10 คนของบริษัทเมื่อต้นปี กล่าวว่า การทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ดีกว่าเพราะพนักงานทำงานได้ดีกว่าหากไม่ต้องทำงานนานเกินไป

ในประเทศนิวซีเเลนด์ บริษัทกองทุน Perpetual Guardian รายงานว่าความเครียดของพนักงานลดลงเเละพนักงานมีไฟในการทำงานมากขึ้น หลังจากที่ทางบริษัทได้ทดลองให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 32 ชั่วโมงในช่วงต้นปีที่ผ่านมาและเเม้เเต่ในญี่ปุ่น ทางการได้กระตุ้นให้บริษัทต่างๆอนุญาตให้พนักงานหยุดงานในช่วงเช้าของวันจันทร์

ทางด้านสหภาพเเรงงานแห่งชาติอังกฤษ (TUC) กำลังพยายามผลักดันให้อังกฤษทั้งประเทศเปลี่ยนไปทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ให้สำเร็จก่อนปลายคริสต์ศตวรรษนี้ โดยพรรคเลเบอร์ ฝ่ายค้านก็สนับสนุนเรื่องนี้

สหภาพเเรงงานแห่งอังกฤษชี้เเจงว่าสัปดาห์การทำงานที่สั้นลง เป็นวิธีหนึ่งสำหรับเเรงงานใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์ อย่างเดียวกับที่เเรงงานได้รับสิทธิ์หยุดงานในช่วงสุดสัปดาห์ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

Kate Bell หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจที่สหภาพเเรงงานเเห่งชาติอังกฤษกล่าวว่าการลดจำนวนวันทำงานต่อสัปดาห์ลงจะช่วยลดความเครียด เพิ่มคุณภาพชีวิตครอบครัวเเละปรับปรุงความเสมอภาคทางเพศ เธอกล่าวว่าบริษัทหลายแห่งที่ได้ทดลองเรื่องนี้บอกว่าผลิตภาพกับสุขภาพกายเเละใจของพนักงานดีขึ้น

Lucie Greene ผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์ที่บริษัทที่ปรึกษา J. Walter Thompson กล่าวว่า มีเเรงต่อต้านมากขึ้นต่อการทำงานที่หนัก เห็นได้จากกระเเสการวิจารณ์หลังจากที่นาย อีลอน มัสค์ เจ้าของบริษัทเทสล่าโพสต์ข้อความทางทวีตเตอร์ว่า "ไม่มีใครเปลี่ยนโลกได้ หากทำงานเเค่สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง"

Greene กล่าวว่าคนเริ่มตระหนักว่าจำเป็นต้องลดชีวิตการทำงานหนักลง โดยไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลาเพราะสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ

ผลการสำรวจพนักงาน 3,000 คนใน 8 ประเทศเมื่อเร็วๆนี้ รวมทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษเเละ เยอรมนี พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของพนักงานในการสำรวจบอกว่าพวกเขาสามารถทำงานให้เสร็จลุล่วงได้อย่างง่ายดายภายใน 5 ชั่วโมงต่อวันหากไม่มีสิ่งรบกวน แต่หลายคนทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์โดยเฉพาะในสหรัฐฯที่นำหน้าในเรื่องนี้ โดยร้อยละ 49 บอกว่าพวกเขาทำงานล่วงเวลา

Dan Schawbel ผู้อำนวยการบริษัทพัฒนาผู้บริหาร Future Workplace ซึ่งเป็นผู้ทำการสำรวจนี้กับบริษัท Kronos กล่าวว่าจะมีคนที่ทำงานไม่หยุดเสมอเพราะเรามีเทคโนโลยี ทำให้คนทำงานกันตลอดเวลาและเกิดความเครียด

Schulz-Hofen วิศวกรโปรแกรมคอมพิวเตอร์วัย 36 ปีทดลองลดเวลาการทำงานลงเหลือสัปดาห์ละ 4 วันเพราะรู้สึกว่าต้องทำงานให้น้อยลงหลังจากใช้เวลานับ 10 ปีทำงานหนักเพื่อตั้งบริษัท Planio ที่อุปกรณ์ที่บริษัทคิดค้นขึ้นช่วยให้เขาติดตามนับชั่วโมงการทำงานของเขาได้ในรายละเอียด

เขากล่าวว่าภายในเวลา 4 วัน เขาสามารถทำงานเสร็จหมดเท่ากับทำงาน 5 วันเพราะเมื่อมีเวลาทำงาน 5 วัน เรามักใช้เวลาอย่างไม่เป็นประโยชน์ ปล่อยให้มีสิ่งรบกวนมากขึ้น เช่น ใช้เวลาดื่มกาแฟนานเกินไปหรือมัวเเต่คุยกับเพื่อนร่วมงาน Schulz-Hofen บอกว่าเมื่อมีเวลาทำงานเเค่ 4 วัน เขาจะต้องทำงานอย่างรวดเร็วเเละจดจ่อกับงานหากต้องการมีเวลาว่างในวันศุกร์

Dan Schawbel แห่ง Future Workplace คาดว่าจะมีบริษัทจำนวนมากในประเทศอื่นๆที่จะนิยมนำแนวคิดนี้ไปใช้ เเต่เขาคิดว่าอาจไม่ประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในบริษัทของเขาเอง เขากล่าวว่าอเมริกาจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะหยุดงานในเช้าวันจันทร์เพราะคุ้นเคยกับการทำงานหนักมานานจนชินชา

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)
Pages: [1] 2 3

POWERED BY NORPORCHOREUSWEDEN