Register
 


|หน้าหลัก | ช่องยูทูบ | CBOX | กติกาการโพสท์ | รวมข่าวการเมือง | รวมข่าวทั่วไป | รวมบทความการเมือง | รวมบทความทั่วไป | รวมวีดีโอ | รวมรูปภาพ |


Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - svenska

Pages: [1]
1
     คิงส์เกต' บริษัทสัญชาติออสเตรเลีย เจ้าของเหมืองชาตรี ใน จ.พิจิตร ซึ่ง คสช. อ้าง ม. 44 สั่งปิดไปเมื่อปี 60 เผยว่าบริษัทประกันยอมจ่ายชดเชย 82 ล้านดอลลาร์ เหตุ 'เสี่ยงภัยทางการเมือง' พร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกรณี 'คิงส์เกต' ฟ้องรัฐบาลไทยละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีด้วย
บริษัทซูริก อินชัวรันซ์ ออสเตรเลีย และธุรกิจประกันที่เกี่ยวข้อง ยอมรับข้อตกลงการเจรจาไกล่เกลี่ยร่วมกับบริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด และจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่คิงส์เกต รวม 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,542 ล้านบาท) โดยจะแบ่งจ่ายเงิน 55 ล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 15 เม.ย.2562 หลังจากกลุ่มบริษัทประกันยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับ บ.คิงส์เกต เป็นความเสี่ยงทางการเมือง

เว็บไซต์ Insurance Business Magazine สื่อของออสเตรเลีย รายงานเพิ่มเติมว่า การเจรจาไกล่เกลี่ยครั้งนี้ยุติลงด้วยดีก่อนถึงกำหนดที่ศาลสูงออสเตรเลียจะมีคำตัดสินต่อกรณีดังกล่าวในเดือน มิ.ย. และบริษัทประกันจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายราว 3.9 ล้านดอลลาร์ ที่คิงส์เกตต้องใช้ในกระบวนการยื่นฟ้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ให้ดำเนินการกับรัฐบาลไทย ฐานละเมิดข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีรัฐบาลทหารไทยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 72/2559 ปิดเหมืองแร่ทั่วประเทศ ทำให้เหมืองทองคำชาตรี ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และเป็นกิจการของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ซึ่งคิงส์เกตเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ได้รับผลกระทบต้องปิดทำการไปด้วย นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2560

คิงส์เกตระบุว่า คำสั่งระงับกิจการเหมืองแร่ของรัฐบาลไทย เกิดขึ้นก่อนจะสิ้นสุดวาระสัมปทานเหมืองทองคำชาตรีในปี 2563 และ 2571 ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้หุ้นของคิงส์เกตในตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงทันที และการกระทำของรัฐบาลทหารไทยเป็นการละเมิดข้อตกลง TAFTA ที่กำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่าทางการไทยและออสเตรเลียต้องให้การคุ้มครองนักลงทุนต่างประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยออกคำสั่งปิดเหมืองทองคำชาตรีก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง โดยระบุว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในละแวกใกล้เคียง แต่การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสุขและสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานรัฐบาลไทยต่อกรณีเหมืองทองคำชาตรียังไม่ยุติ ทำให้คิงส์เกตระบุว่าสถานการณ์ที่บริษัทต้องเผชิญเป็น 'ความเสี่ยงทางการเมือง' ไม่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม    ม.44 อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
เว็บไซต์อินชัวรันส์ นิวส์ สื่อออสเตรเลีย รายงานว่า เหมืองทองคำชาตรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางเหนือประมาณ 280 กิโลเมตร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 และผลิตทองคำได้ปีละกว่า 1.8 ล้านออนซ์ และเงินอีกประมาณ 10 ล้านออนซ์ ก่อนที่รัฐบาลทหารไทยจะออกคำสั่งปิดเหมืองทั่วประเทศในเดือน ธ.ค. 2559 ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก จึงยื่นเรื่องเบิกค่าชดเชยทีไ่ด้รับจากความเสี่ยงทางการเมืองจากบริษัทประกันต่างๆ รวมเป็นเงินกว่า 200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,200 ล้านบาท) แต่บริษัทประกันปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน ตัวแทนฝ่ายกฎหมายของคิงส์เกตจึงนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลในรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย

กระบวนการพิจารณาคดียืดเยื้อมานานเกือบ 2 ปี แต่ก่อนจะถึงกำหนดนัดหมายพิพากษาในเดือน มิ.ย.2562 คิงส์เกตกับกลุ่มบริษัทประกันสามารถยอมรับข้อตกลงในการเจรจาไกล่เกลี่ยร่วมกันได้ แต่กรณีของคิงส์เกตกับรัฐบาลไทย 'ยังไม่สิ้นสุด'

ก่อนหน้านี้ในเดือน ส.ค. 2559 นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการฝ่ายประสานงานกิจการภายนอก บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ระบุว่า การสั่งระงับดำเนินกิจการเหมืองทองคำชาตรี กิจการของบริษัทอัคราฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริงที่ดีพอ และระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เป็นเพียงข้ออ้างจากคนบางกลุ่ม ที่มีความขัดแย้งเรื่องปัญหาที่ดินกับเหมืองทองคำ โดยเขากล่าวหาว่า มีคนบางกลุ่มพยายามเสนอขายที่ดินให้บริษัทในราคาที่สูงกว่าราคาประเมิน แต่บริษัทไม่สามารถรับซื้อไว้ได้ จึงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองทองคำ

หลังจากตัวแทนของคิงส์เกตเจรจาไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลไทยหลายรอบเมื่อปี 2560 แต่ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ภายในกรอบเวลา 3 เดือนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (ISDS) คิงส์เกตตัดสินใจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

ขณะที่นักกฎหมายไทยบางส่วนเตือนว่า การใช้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ปิดเหมืองแร่ทั่วประเทศ รวมถึงเหมืองทองคำชาตรี เป็นการใช้ 'กฎหมายพิเศษ' ซึ่งไม่มีในประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นคู่สัญญาในข้อตกลง TAFTA หากประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ไทยมีโอกาสเสียเปรียบและอาจแพ้คดีได้ ใกล้เคียงกับกรณี 'ค่าโง่ทางด่วน' เพราะเป็นการสั่งปิดทั้งที่สัญญาสัมปทานยังไม่หมด และเอกชนได้ลงทุนไปแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนสูญเสียความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจในประเทศไทย  ลำดับเหตุการณ์ กรณีพิพาท 'คิงส์เกต-รัฐบาลไทย'
2544 : บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด ได้รับใบอนุญาตประทานบัตร เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำใน จ.พิจิตร พื้นที่รวม 3,900 ไร่ ครอบคลุม 3 จังหวัด พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ (ใบประทานบัตรเหมือง 'ชาตรีเหนือ' หมดอายุปี 2571 ส่วนเหมืองชาตรีใต้ ประทานบัตรหมดอายุปี 2563 )

2551 : บ.อัคราฯ ขอขยายพื้นที่ แต่ไม่ผ่านรายงานผลกระทบวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม (EIA)

2553 : บ.อัคราฯ สร้างบ่อเก็บกักแร่แห่งที่ 2 ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต และผิดวัตถุประสงค์การขออนุญาตในการใช้พื้นที่ สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทำให้ชาวบ้านรวมตัวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ระงับใบประทานบัตรของเหมืองชาตรี

2557 : ศาลปกครองพิษณุโลกมีคำพิพากษา 6 ข้อ หนึ่งในนั้นคือให้ บ.อัครา ระงับการประกอบโลหกรรมในพื้นที่ และห้ามออกใบอนุญาตขยายโรงงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบชั่วคราว

2559 : เครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาล คสช. นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อแก้ไขปัญหา จากนั้น คสช.ใช้มาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหมืองแร่ทองคํา ระงับประกอบกิจการ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

2560 : เดือน ส.ค. คิงส์เกตออกแถลงการณ์ระบุว่าตัวแทนของบริษัทเข้าพบกับตัวแทนของรัฐบาลไทย เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งระงับกิจการเหมืองทองคำชาตรี และรัฐบาลไทยยืนยันจะไม่จ่ายค่าชดเชย แต่จะพิจารณาผลประโยชน์หรือข้อผ่อนผันอื่นๆ ให้แก่กิจการของบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยแทน ทำให้บริษัทยื่นฟ้องรัฐบาลไทยในกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศในเดือน พ.ย.

2562 : บริษัทประกันภัยยอมจ่ายเงินค่าชดเชยความเสี่ยงทางการเมืองรวม 82 ล้านดอลลาร์แก่คิงส์เกต         https://voicetv.co.th/read/_fqnCv0sq               

2
                                 เมื่อเกิดสัญญา การให้สัมปทาน ในระหว่างรัฐ กับ เอกชน (ยกตัวย่างเช่น กระทรวงอุตสาหกรรมของ ประเทศไทย กับ บริษัท อัครารีซอสท์เซสท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อทำเหมืองทองคำบริสุทธิ์ {อัคราไมน์นิ่งส์ ที่จังหวัดพิจิตร ประเทศไทย ทรัพย์สินของบริษัทแม่: คิงส์เกตุ ในประเทศออสเตรเลีย นั่น คือ สิทธิต่างๆ ในการจัดการ ดำเนินการ และ หาประโยชน์ รวมทั้ง ให้ผลตอบแทน ใน ค่าสัมปทาน เป็น ค่าภาคหลวง แก่ รัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายของ ประเทศไทย}

เมื่อ เกิดการตีความสัญญา การให้สัมปทาน ฉบับดังกล่าว จะต้องถือว่า สัญญาสัมปทานฉบับ ดังกล่าว ตามความหมาย ในทางกฎหมาย ไม่ว่าในประเทศใดๆ ที่เจริญแล้ว (Civilized Nations) เป็น สัญญาที่ให้ประโยชน์ ต่างตอบแทนกัน ที่แจ้งชัด {Express or Explicit Context} อยู่ในตัว


จะไม่มีโอกาสใช้ **หลักการตีความ โดยปริยาย** นำ เข้ามา ใช้ ได้ เมื่อเกิดปัญหาจาก สัญญาสัมปทาน นี้ ทั้งนี้เพราะ ในระหว่าง การยกร่างสัญญาสัมปทาน ฉบับนี้ จะ ต้อง มี การส่งร่างสัญญาสัมปทาน ให้ คู่สัญญาในสัมปทาน ได้ ตรวจดู หลายเที่ยว

จนกว่า จะ ตกลงกัน ได้ และ ลงนามกัน ทั้งสองฝ่าย ในสัญญาสัมปทาน ฉบับ ดังกล่าว (โดยปราศจาก ข้อสงสัย หรือ ข้อกังขา แล้ว) กรณีทั้งหลายของ สัญญาฉบับดังกล่าว ต้องถือ ได้ ในเบื้องต้นว่า มี ความชัดแจ้ง แดงแจ๋ อยู่ในตัว ในเรื่องสิทธิ และ หน้าที่ ในระหว่าง คู่สัญญาสัมปทาน ตาม สัญญาสัมปทานนี้ {นี่คือ หลักการ การเข้าทำสัญญาในระหว่างกันของ คู่สัญญาโดยทั่วไป}

พี่น้องประชาชนชาวไทย และ ผู้ ที่จะได้รับ ความเดือดร้อน จากสัญญาการให้สัมปทานฉบับนี้ เป็น ส่วนตัว ต้อง ทำใจ เมื่อต้องชดใช้หนี้ ที่เกิดจากการละเมิดสัญญาสัมปทานฉบับนี้ เป็น การส่วนตัว มิใช่ ในฐานะ ที่เป็นรัฐ หรือ เป็น ตัวแทนของรัฐ {Non – State Actors under Color of Laws} ในผลของ การละเมิด คือ **การเวณคืนทรัพย์สินของ ภาคเอกชน** ไม่ว่า จะเป็นเอกชน ในรัฐ หรือ ชาวต่างประเทศ ก็ตาม

หลักการการตีความเช่นนี้ ดำรง ตนอยู่ บนโลกของ การให้เหตุผล ทางกฎหมาย {Reasonableness under the Construction of Laws} ,มาร่วมสองร้อยปี และ ศาล Supreme Court หรือ ศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา

ได้วาง หลักเกณฑ์ในการตีความ ในบทกฎหมายเช่นนี้ จนเป็น ที่ยอมรับกัน ในหมู่นักกฎหมายทั่วโลก {International Jurists} เหตุผลของ การใช้อำนาจ ที่กำกับ ในการตีความ ตามหลักการ นี้ สามารถ นำ มาใช้ เป็น ความเห็น ในทางกฎหมาย ที่จะชี้ หรือ ตัดสิน เป็น เด็ดขาดว่า การนำกฎหมาย ที่มีคุณลักษณะ เช่นเดียว กับ ที่ปรากฏอยู่ ในรัฐธรรมนูญไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา 44 ต้อง ตก เป็น “โมฆะ” โดยสิ้นเชิง

ข้อที่ ๑. หากนักกฎหมาย ท่านใด ที่ได้มีโอกาศเข้าไป ศึกษา เล่าเรียน ในโรงเรียนกฎหมายของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีชื่อเสียง ที่อยู่ในภาคตะวันออกของ สหรัฐอเมริกา ไม่ว่า จะเป็น โรงเรียนกฎหมาย ในส่วนมหาวิทยาลัย ที่เป็น Ivy League (“อ่านว่า ไอวี่ ลีค” ทั้งแปดมหาวิทยาลัยเอกชน) หรือ ที่อยู่นอก Ivy League ก็ตาม


ข้อที่ ๒. หลักการทางกฎหมาย ที่นักกฎหมายเหล่านี้ พึง ต้องจดจำ ใส่ใจ โดยเสมอมา คือ หลักการทางกฎหมาย ที่เกี่ยวกับ การตีความกฎหมายของ “ฯพณฯ Roger B. Taney อ่านว่า โรเจอร์ บี. แทนนี่” ประธานศาล Supreme Court (อ่านว่า ซูบรีม คอดร์) หรือ ศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา คนที่ ๕ (ห้า) ที่ลือลั่น ที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยประธานาธิบดี Andrew Jackson (อ่านว่า แอนดรูวว์ แจ็คสัน)


ข้อที่ ๓. ที่สืบทอดอุดมการทางกฎหมาย ต่อจาก John Marshall “ฯพณฯ จอนห์ มาร์แชลร์” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ คนที่สี่ของ สหรัฐอเมริกา ฯพณฯ Roger B. Taney ได้ให้ ความเห็น เป็น ปรัชญาทางกฎหมาย และ ในขณะเดียวกัน เป็น หลักการ ในการตีความกฎหมาย ในคดีต่างๆ {The Doctrine of Construction of Laws)

ข้อที่ ๔. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคดีที่มีชื่อว่า “The Charles River Bridge, 36 U.S. 420” ที่มาสู่การพิจารณา และ วินิจฉัยชี้ขาด โดย ศาลรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา หรือ The Supreme Court ผู้เขียน จึง ขอคัดลอก ในตอนสำคัญ มา แสดง ในที่นี้ว่า:


ข้อที่ ๕. “The Court are fully sensible, that it is their duty in exercising the high powers conferred on them by the constitution of the United States, to deal with these great and extensive interets, (chartered property,) with the utmost caution; guarding, as far as they have power to do so, the rights of property, at the same time carefully abstaining from any encroachment on the rights reserved to the states.”


ข้อที่ ๖. ถอดความออกมาเป็นภาษาไทย ได้ความว่า “ศาลนี้ จะต้องใช้ความระแวดระวัง อย่างเต็มที่, เมื่อศาลนี้ ต้อง ทำหน้าที่ ที่ได้รับมอบ มาจาก บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญของ สหรัฐฯ ที่บังคับอยู่ เหนือ ศาล, ที่ต้องเข้าไป ใช้อำนาจในการตีความ ที่เกี่ยวกับ ผลประโยชน์ ที่สำคัญ และ เกี่ยวข้อง กับ คนหมู่มาก, (ทรัพย์สิน ที่ได้รับการตรา หรือ รับรองไว้ โดยสัญญา และข้อกฎหมาย,)”


ข้อที่ ๗. “ศาล จะ ต้องใช้ ความระแวด ระวัง อย่างถึง ที่สุด; ข้อพึงสังวรณ์, ตราบเท่าที่มี และ ใช้อำนาจ ที่ทำได้, ในเรื่องที่เกี่ยวกับ ทรัพย์สินนั้น, ในขณะเดียวกัน จะ ต้องใช้ อำนาจ ที่วางเฉย โดยการงดเว้น ที่จะ ไม่ ก้าวล่วง เข้าไป เกี่ยวข้อง(ตีความในทางใดๆ ให้ กระทบ ต่อ) กับ อำนาจใดๆ ที่ได้สงวนไว้ เป็น ของ มลรัฐ (รัฐ).”...................(มีต่อ)   cr ชุมชนแห่งเสรีภาพ (the Land of Liberty   

3
     สหภาพยุโรปมาแล้ว! ยื่นหนังสือถึง กกต. ขอสังเกตการณ์เลือกตั้ง 2562 สหภาพยุโรปมาแล้ว! ยื่นหนังสือถึง กกต. ขอสังเกตการณ์เลือกตั้ง 2562
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า น.ส.จันดานี วาตาวาละ ผู้อำนวยการเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี หรือ แอนเฟรล ได้เข้ามาสอบถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาอนุญาตให้องค์กรเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กกต.มาแล้ว แต่เนื่องจากขณะนี้วันเลือกตั้งยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ ต้องรอให้มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน กกต.จึงจะสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ ดังนั้นยังไม่สามารถพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้ หากวันเลือกตั้งออกมาแล้วไม่ว่าจะเป็นแอนเฟรล หรือหน่วยงานใด กกต.ก็จะต้องพิจารณารวมทั้งการเชิญให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่รายงานว่า ล่าสุดมีแอนเฟรลและอียู ที่ทำหนังสือขอเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง แต่ตนยังไม่เห็นรายละเอียดเมื่อถามว่าส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าที่ไม่เชิญเพราะกลัวถูกวิจารณ์กระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวว่า โดยหลักการพิจารณาต้องดูขอบข่าย หากเข้ามาแทรกแซง กกต.ก็คงจะไม่พิจารณา เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องกิจการภายในประเทศ แต่ถ้ามาดูกระบวนการเลือกตั้ง การใช้สิทธิ์ ว่าเป็นไปด้วยความสุจริตหรือไม่ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ที่ผ่านมาเราก็มีสัญญาในการที่จะเชิญมาดูการเลือกตั้ง ซึ่งต่างประเทศก็ได้เชิญ กกต.ดูมาแล้วหลายประเทศ https://www.khaosod.co.th/politics/news_1986744                                   

4
ข่าวกรองสหรัฐฯเผย รัสเซียประสบความสำเร็จทดสอบมิสไซล์ความเร็วระดับ "ไฮเปอร์โซนิค" สำเร็จ สำเร็จ เตรียมนำเข้าประจำการกองทัพข่าวกรองสหรัฐฯเผย รัสเซียประสบความสำเร็จทดสอบมิสไซล์ความเร็วระดับ "ไฮเปอร์โซนิค" สำเร็จ เตรียมนำเข้าประจำการกองทัพ สำนักข่าวซีเอ็นบีซีของสหรัฐ ได้รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวภายในสำนักข่าวกลองสหรัฐว่า รัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบมิสไซล์ความเร็วสูงระดับไฮเปอร์โซนิคได้สำเร็จแล้ว....... อ่านต่อได้ที่ :
https://www.posttoday.com/world/574670

Pages: [1]

POWERED BY NORPORCHOREUSWEDEN